เมื่อได้ยินคำพูดของเฟิงหยางฉีิเหอก็อดที่จะนิ่งอึ้งไปไม่ได้
“ทรายสุเมรุรึ? เ้าจะซื้อทรายสุเมรุไปทำอะไร?”
เฟิงหยางเพียงแค่แย้มยิ้มบางเบาแล้วเอ่ยถาม
“ไม่ทราบว่าที่ร้านของท่านมีทรายสุเมรุขายหรือไม่ขอรับ?”
“เอ่อ...” ฉีิเหอสีหน้าชะงักงันไปเล็กน้อยตระหนักได้ว่าตนเองดูเหมือนจะถามมากเกินไปเขาจึงกระแอมไอแก้เก้อเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
“มีแน่นอนทรายสุเมรุชั้นหนึ่งราคากรัมละสิบหินิญญาระดับต่ำไม่ทราบน้องชาย้าซื้อเท่าใดรึ?”
“สิบหินิญญาระดับต่ำต่อหนึ่งกรัมรึ?แพงเหลือเกิน”
เฟิงหยางใจหายวาบเขาครุ่นคิดอยู่สองวินาทีแล้วจึงเอ่ย
“ข้า้าไม่มากสามกรัมก็พอแล้ว”
ฉีิเหอแย้มยิ้ม
“ไม่มีปัญหาเสี่ยวเตี๋ยเ้าไปนำทรายสุเมรุชั้นหนึ่งมาสามกรัม”
เฟิงหยางรีบเอ่ยเสริมขึ้นทันที
“จริงสิข้ายัง้าซื้อน้ำคั้นหญ้าน้ำแข็งชั้นหนึ่งอีกเล็กน้อย ไม่ทราบว่ามีหรือไม่?”
“น้ำคั้นหญ้าน้ำแข็งชั้นหนึ่งรึ?”
ฉีิเหอนิ่งอึ้งไปอีกครั้งสายตาที่มองเฟิงหยางดูแปลกประหลาดขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ
“นั่นเป็วัตถุดิบสำหรับสร้างยันต์ที่ร้านของเราไม่ได้รับซื้อของจำพวกนี้ไว้ ต้องขออภัยจริงๆ”
แม้ว่ายันต์อาคมจะถูกจัดอยู่ในประเภทศาสตราเช่นกันแต่กลับเป็คนละสายกับศาสตราประเภทอาวุธโดยสิ้นเชิงผู้หลอมศาสตราที่สร้างอาวุธได้อาจไม่จำเป็ต้องสร้างยันต์เป็ส่วนผู้ที่สร้างยันต์อาคมได้นั้นถูกเรียกว่าผู้สร้างยันต์ ซึ่งหากนับตามจำนวนแล้วผู้สร้างยันต์นั้นหาได้ยากยิ่งกว่าผู้หลอมศาสตราเสียอีก
หอหมื่นศาสตราในเมืองเมฆาครามแห่งนี้ไม่มีผู้สร้างยันต์ประจำการอยู่ยันต์อาคมที่วางขายล้วนถูกส่งมาจากเบื้องบนทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ที่นี่จึงไม่มีการรับซื้อวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับการสร้างยันต์
ในเมืองแห่งนี้พอจะมีร้านขายยันต์อาคมอยู่บ้างสองสามแห่งแต่ก็มีขายเพียงยันต์ระดับหนึ่งและสองเท่านั้น เมืองเมฆาครามนั้นเล็กเกินไป ของดีๆแทบจะไม่มีวางขาย และต่อให้มีก็คงไม่มีใครซื้อหาได้อยู่ดี
เมื่อได้ยินว่าไม่มีน้ำคั้นหญ้าน้ำแข็งชั้นหนึ่งเฟิงหยางก็ไม่ได้รู้สึกผิดหวังนัก และไม่ได้เอ่ยถามถึงเหล็กในผึ้งอัสนีต่อเพียงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า
“ไม่มีก็ไม่เป็ไรขอรับไว้ข้าจะลองไปหาที่ตลาดค้าเสรีดู”
...
ระหว่างที่รอทรายสุเมรุสายตาของเฟิงหยางกลับเหลือบไปเห็นป้ายคำสั่งเล็กๆ ที่ฉีิเหอถือเล่นอยู่เมื่อครู่นี้โดยบังเอิญในแววตาของเขาวาบประกายขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
“เถ้าแก่ฉีสิ่งนี้...หรือว่าจะเป็ศาสตราประเภทเปล่งแสงขอรับ?”
ฉีิเหอพยักหน้าพลางแย้มยิ้ม
“ฮ่าๆน้องชายช่างตาแหลมคมนัก สิ่งนี้เป็ศาสตราประเภทเปล่งแสงจริงเป็ศาสตราเวทระดับสุดยอดชิ้นหนึ่ง เพียงแต่ชำรุดเสียหายจนใช้การไม่ได้แล้วคาดว่าแม้แต่การโจมตีของศาสตราเวทระดับต่ำก็คงจะป้องกันไม่ได้นี่เป็ของที่ลูกค้าประจำคนหนึ่งนำมาขายเมื่อครู่ ศาสตราที่เสียหายถึงเพียงนี้ปกติแล้วทางร้านจะไม่รับซื้อ แต่เห็นแก่ว่าเป็ลูกค้าประจำข้าจึงรับซื้อไว้เองเป็การส่วนตัว”
“เป็เช่นนี้นี่เอง” เฟิงหยางแสร้งทำเป็สนใจเอ่ยขึ้นอย่างสบายๆ
“ไม่ขอปิดบังเถ้าแก่ฉีขอรับปกติแล้วผู้น้อยมีงานอดิเรกชอบเก็บสะสมศาสตราที่ชำรุดเสียหายข้ารู้สึกถูกชะตากับศาสตราเวทชิ้นนี้ยิ่งนักไม่ทราบว่าเถ้าแก่ฉีพอจะแบ่งขายให้ผู้น้อยได้หรือไม่?”
“สะสมรึ?”
ฉีิเหอมองเฟิงหยางอย่างตกตะลึง ในใจรู้สึกแปลกประหลาดยิ่งนัก
เ้าเป็เพียงผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณ่ต้นตัวเล็กๆยังมีเวลาว่างมาทำงานอดิเรกเช่นนี้อีกรึ?
แต่เมื่อเห็นสายตาอันจริงใจของเฟิงหยางเขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าอีกฝ่ายอาจจะเป็คุณชายตระกูลใหญ่ที่ตนไม่รู้จักแม้พร์ในการฝึกตนจะธรรมดา แต่ฐานะทางบ้านกลับไม่ธรรมดาจึงมีเงินเหลือเฟือพอที่จะเล่นของสะสมอีกทั้ง ศาสตราที่เขานำมาขายเหล่านี้จะแอบเอามาจากที่บ้านหรือไม่?
ยิ่งคิดฉีิเหอก็ยิ่งรู้สึกว่ามีความเป็ไปได้สูง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังรอคำตอบเขาจึงหัวเราะเบาๆ
“ฮ่าๆไม่ถึงกับต้องใช้คำว่าแบ่งขายหรอก ข้าก็แค่รับซื้อมาเล่นๆ เท่านั้นในเมื่อน้องชาย้า เช่นนั้นก็เอาไปเถอะ ข้าขายต่อให้ในราคาทุนสิบหินิญญาระดับต่ำก็แล้วกัน”
“จริงหรือขอรับ? เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณเถ้าแก่ฉีแล้ว!”
เฟิงหยางลิงโลดใจอย่างยิ่งประจวบเหมาะกับที่เด็กสาวพนักงานนำทรายสุเมรุมาส่งพอดีเขาจึงหยิบหินิญญาระดับต่ำสี่สิบก้อนออกจากถุงหินิญญาที่เพิ่งได้รับมารับเอาทรายสุเมรุเก็บไว้ แล้วจึงรับป้ายคำสั่งสีทองเล็กๆ มาจากมือของฉีิเหอ
ระดับความเสียหายของศาสตรา:95%
วัตถุดิบที่ต้องใช้ในการซ่อมแซม:แร่ธาตุทองชั้นสอง, แก่นอสูรอัคคีชั้นหนึ่ง
เมื่อทราบถึงวัตถุดิบที่ต้องใช้ในการซ่อมแซมป้ายคำสั่งนี้เฟิงหยางก็อดตื่นตระหนกในใจไม่ได้ ต้องใช้วัตถุดิบถึงสองชนิด แถมหนึ่งในนั้นยังเป็แก่นอสูรอีกด้วย
แม้จะเป็เพียงแก่นอสูรชั้นหนึ่งแต่กลับหาได้ยากยิ่งกว่าแร่ธาตุชั้นสองเสียอีกเพราะต้องเสี่ยงชีวิตออกไปล่าสัตว์อสูรจึงจะได้มา ยิ่งไปกว่านั้นสัตว์อสูรระดับหนึ่ง่ต้นหรือ่กลางแทบจะไม่มีแก่นอสูรต้องเป็สัตว์อสูรระดับหนึ่ง่ปลายเท่านั้นจึงจะเริ่มก่อเกิดแก่นอสูรขึ้นในกายซึ่งนั่นเทียบเท่าได้กับผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณ่ปลายไม่ใช่เื่ง่ายที่จะสังหารเลยิ อย่างน้อยที่สุดหากให้เฟิงหยางคนปัจจุบันไปล่าสัตว์อสูรระดับหนึ่ง่ปลายต่อให้มีกี่ชีวิตก็คงไม่พอให้ตาย
ทว่าขอเพียงมีหินิญญา ก็ไม่จำเป็ต้องไปเสี่ยงชีวิตด้วยตนเองสามารถไปหาซื้อได้ที่ตลาดค้าเสรีได้ หากที่นั่นไม่มีก็สามารถไปที่สมาคมภารกิจในเมืองเพื่อซื้อหาหรือประกาศภารกิจโดยตรงก็ได้
ขายศาสตราไปหนึ่งชุดได้ทั้งทรายสุเมรุแถมยังได้ศาสตราประเภทเปล่งแสงที่หาได้ยากมาโดยไม่คาดฝันอีกหนึ่งชิ้นเฟิงหยางพึงพอใจอย่างถึงที่สุด เขาจึงไม่คิดจะอยู่นานอีกต่อไปเอ่ยคำอำลาแล้วจากไปทันที
“ช่างเป็เด็กหนุ่มที่น่าสนใจยิ่งนักดูท่าทางบนตัวของเขาจะมีความลับซ่อนอยู่ไม่น้อยทีเดียว”
ฉีิเหอมองตามร่างของเฟิงหยางที่หายลับไปนอกร้านพลางพึมพำกับตนเองอย่างสนใจ แต่ก็ไม่ได้เก็บเื่นี้มาใส่ใจนัก ในโลกของผู้ฝึกตนนั้นมีเื่ราวแปลกประหลาดมากมายผู้คนที่มีพฤติกรรมพิสดารและมีความลับซ่อนอยู่ก็มีอยู่ถมไปเขาคงไม่อาจไปใส่ใจกับเฟิงหยางได้ทุกคน
...
เฟิงหยางกลับถึงบ้านทันทีเขาปิดประตูหน้าต่างอย่างแ่า แล้วนำของต่างๆ ที่อยู่บนตัวออกมา
ศาสตราที่ชำรุดเสียหายซึ่งซื้อมาด้วยต้นทุนเพียงยี่สิบกว่าหินิญญาระดับต่ำหลังจากซ่อมแซมแล้วกลับขายได้ราคากว่าหนึ่งร้อยหินิญญาระดับต่ำ นี่นับเป็กำไรงามอย่างแท้จริงทำให้เฟิงหยางตื่นเต้นอย่างยิ่ง รู้สึกว่าหนทางเบื้องหน้าช่างสดใสเหลือเกิน
ทว่าหินิญญาหนึ่งร้อยสามสิบก้อนที่เพิ่งได้มา กลับต้องใช้ไปถึงสี่สิบก้อนในพริบตาสิ่งนี้ทำให้เฟิงหยางอดที่จะถอนหายใจไม่ได้ว่า ยิ่งหาเงินได้มากค่าใช้จ่ายก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย หากเป็เมื่อก่อนเขาคงไม่เคยคิดฝันเลยว่าจะต้องใช้หินิญญาถึงสามสิบก้อนเพื่อซื้อทรายเพียงสามกรัมเท่านั้น
แน่นอนว่าทรายสุเมรุไม่ใช่ทรายธรรมดาแต่มันคือหนึ่งในวัตถุดิบที่ใช้บ่อยที่สุดในการหลอมศาสตราประเภทมิติทั้งยังเป็วัตถุดิบหลักในการสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติอีกด้วย
เฟิงหยางหยิบห่อกระดาษเล็กๆที่บรรจุทรายสุเมรุออกมาคลี่ออกแล้วจึงนำแหวนมิติที่ชำรุดวงนั้นออกมาวางลงบนกองทราย จากนั้นจึงตั้งจิตในใจว่า ซ่อมแซม
ภาพอันคุ้นเคยปรากฏขึ้นอีกครั้งเมื่อแสงสีแดงฉานที่คล้ายกับเปลวเพลิงสลายหายไปแหวนมิติในมือของเฟิงหยางก็กลับมาใหม่เอี่ยมอ่องส่วนทรายสุเมรุนั้นกลับเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวเฟิงหยางหยิบแหวนมิติที่ซ่อมแซมเรียบร้อยแล้วขึ้นมา โคจรลมปราณแท้ในกายแล้วส่งจิตััเข้าไปในแหวน ทันใดนั้น เขาก็ััได้ถึงมิติลูกบาศก์ขนาดสองเมตรและความรู้สึกที่ว่ามันพร้อมจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อก็หายไปโดยสิ้นเชิง
ด้วยความคิดเพียงแวบเดียวแสงสว่างจางๆ ก็วาบขึ้นบนแหวนมิติ ทรายสุเมรุที่เหลืออยู่ก็อันตรธานหายไปปรากฏขึ้นที่มุมหนึ่งภายในมิติของแหวน
นี่เป็ครั้งแรกที่เฟิงหยางได้ใช้แหวนมิติเขาจึงรู้สึกสนุกอยู่บ้าง เขาหยิบของต่างๆ ใส่เข้าไปแล้วก็เอาออกมาแล้วก็ใส่เข้าไปอีก วนเวียนอยู่เช่นนั้น
หลังจากเล่นอยู่พักหนึ่งเฟิงหยางจึงเก็บของที่มีประโยชน์ส่วนใหญ่เข้าไปในแหวนมิติแล้วจึงนำแหวนเก็บไว้ในอกเสื้อ ตอนนี้เขายังไม่กล้าสวมแหวนมิติไว้บนนิ้วอย่างเปิดเผยหากมีคนจำได้ขึ้นมา อาจจะนำมาซึ่งปัญหาใหญ่หลวงได้
หลังจากเก็บแหวนมิติวงนี้เรียบร้อยแล้วเฟิงหยางก็อดที่จะนึกถึงแหวนมิติที่บิดาทิ้งไว้ให้ไม่ได้เขาจึงหยิบมันออกมาจากคอเสื้อ กำไว้ในมือ แล้วตั้งจิตในใจ
ระดับความเสียหายของศาสตรา:10%
ไม่สามารถซ่อมแซมได้
ระดับความเสียหายมีเพียง10% แต่กลับแสดงผลว่าไม่สามารถซ่อมแซมได้เฟิงหยางคาดเดาว่านี่คงไม่ใช่เพราะตัวศาสตราไม่สามารถซ่อมแซมได้แต่เป็เพราะระดับวิชาซ่อมแซมของตนเองยังไม่สูงพอไม่มีความสามารถที่จะซ่อมแซมมันได้
นั่นหมายความว่า แหวนมิติวงนี้อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็ศาสตราระดับศาสตราล้ำค่าขึ้นไป
“ในเกมการยกระดับทักษะทำได้เพียงแค่ใช้งานมันซ้ำๆ ไม่รู้ว่าพอมาถึงโลกนี้แล้วจะยังคงเหมือนเดิมหรือไม่ ข้าต้องซ่อมแซมศาสตราอีกกี่ชิ้นจึงจะยกระดับได้?”
เฟิงหยางครุ่นคิดในใจ
“ตามการแบ่งระดับในเกมแล้ววิชาซ่อมแซมของข้าในตอนนี้คงจะเป็เพียงระดับต่ำสุดคือระดับฝึกหัดเท่านั้นเมื่อไหร่จึงจะเลื่อนขึ้นเป็ระดับชำนาญได้กันนะ? คิดว่าระดับชำนาญน่าจะซ่อมแซมศาสตราระดับศาสตราล้ำค่าได้แล้วกระมัง”
เฟิงหยางเก็บแหวนมิติกลับเข้าไปในคอเสื้อกำหมัดแน่นด้วยความมุ่งมั่น
“ไม่ว่าจะอย่างไรขอเพียงใช้งานทักษะให้บ่อยเข้าก็พอ! นี่คือของขวัญที่์ประทานให้แก่ข้าเมื่อมีมันแล้ว ข้าจะไม่ได้เป็คนธรรมดาอีกต่อไป ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นแข็งแกร่งพอที่จะปัดเป่าหมอกควันที่บดบังอยู่เบื้องหน้าให้สิ้นไปเพื่อค้นหาคำตอบที่้าให้ได้! ท่านพ่อ ท่านแม่...ไม่ว่าพวกท่านจะอยู่ที่ใดเสี่ยวเฟิงจะต้องตามหาพวกท่านให้พบ! ต้องหาให้พบ!!”
หลังจากปรับสภาพจิตใจเรียบร้อยแล้วเฟิงหยางก็ลุกขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงแล้วเทหินิญญาทั้งหมดในถุงออกมาวางกองไว้เบื้องหน้าเขาหยิบขึ้นมาก้อนหนึ่งกำไว้ในมือ แล้วเริ่มโคจรเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียร
...
เดิมทีเขาตั้งใจว่าวันนี้หลังจากขายของได้หินิญญาเพิ่มแล้ว จะกลับไปเก็บของเก่าที่ตลาดค้าเสรีต่อทว่า หลังจากซ่อมแซมศาสตรามาทั้งคืน เมื่อเช้านี้ตอนที่ตื่นขึ้นมาเขากลับพบว่าพลังบำเพ็ญเพียรของตนเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยความรู้สึกที่ว่าจะทะลวงผ่านระดับได้นั้นชัดเจนอย่างยิ่ง เขาจึงเปลี่ยนใจตัดสินใจบำเพ็ญเพียรก่อน ทะลวงสู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สี่ให้ได้เสียก่อน
ก่อนหน้านี้เขาขาดแคลนหินิญญาต้องเก็บหอมรอมริบอยู่หลายเดือนจึงจะกล้าลองทะลวงผ่านคอขวดสักครั้งแต่บัดนี้เขามีหินิญญาอย่างเหลือเฟือ ไม่ต้องกังวลกับปัญหานี้อีกต่อไปแล้วครั้งนี้เขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถทะลวงสู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สี่ได้อย่างแน่นอน
ชั่วขณะนั้นทั่วทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจอันแ่เบาของเฟิงหยางและประกายแสงจางๆ ที่ส่องออกมาจากหินิญญาในมือของเขา...