กำเนิดราชันย์เทพอสูร

    ตอนที่ 3 ไป๋กวน

    "แก่นแท้เปลวเพลิงมันคือสิ่งใด?" หลินหลงทำหน้ามึนงง เพราะตลอดชีวิตที่แล้วเขาศึกษาตำราต่างๆมากมายแม้แต่ประวัตติศาสตร์ก่อนที่จะเกิดอณาจักมังกรเพลิงสวรรค์ก็ไมเคยได้ยินคำนี้มาก่อน

    "ไม่ต้องทำหน้าตกใจไปใช่ว่าสิ่งที่เจ้าศึกษามาตลอดชีวิตจะคือทุกสิ่งบนโลกใบนี้แก่นแท้เปลวเพลิงนั้นเป็นสิ่งที่ข้าเองก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ครบท้วนหากแต่ข้าก็เข้าใจอยู่ส่วนหนึ่งเพราะข้าถูกผนึกลงในสิ่งนี้และตอนนี้มันก็อยู่ในตัวเจ้า"

    "อยู่ในตัวข้า หมายความว่า...ตัวข้าได้ครอบครองมันแล้ว?"


    "ถูกอย่าที่เจ้าคิดสิ่งที่เจ้าแทงมันลงไปที่หัวใจของเจ้าเพื่อปลดผนึกเรานั้นแหละคือแก่นแท้...ส่วนเปลวเพลิงนั้นมาจากพลังของเราที่ถูกผนึกไว้"

    "ถ้าเป็นเจ้าเราคิดว่าเจ้าคงจะเข้าใจในสิ่งที่เราจะพูดต่อไปนี้และอย่าได้บอกใครเรื่องนี้แม้แต่กับคนที่เจ้ารักและไว้ใจนอกจากจะ
    เป็นอันตรายกับตัวเจ้าแล้วยังเป็นอันตรายกับคนที่รู้เรื่องนี้ เพราะมันคือสิ่งที่ทุกคนนั้นต้องการจะครอบครองเพื่อไปยังจุดสูงสุดที่แท้จริง"

    "แก่นแท้ เปรียบสเหมือนภาชนะรองรับพลังที่ไม่มีที่สิ้นสุดและแก่นแท้เหล่านี้มีอายุมากกว่าหนึ่งล้านปีและไม่ใช้สิ่งที่เกิดจากธรรมชาติวิธีการหรือการหลอมรวมเพราะมันมีมาตั้งแต่ยุคบรรพกาลเนินนานจนไม่สามารถบอกได้ตลอดชีวิตของเราตามหามันเพื่อจะขึ้นเป็นผู้ที่อยู่เหนื่อเปลวเพลิงทั้งมวลเพื่อครอบครองพลังที่แท้จริงจนสุดท้ายเราพบมันและบททดสอบที่ยากเกินจะจิตนาการสิ่งที่เราได้เจอในบททดสอบนั้นมันมีพลังเหลือกว่าทุกเปลวเพลิงที่เรามีหรือเคยพบพานมาเราล้มเหลวในการทดสอบจึงถูกผนึกพลังและจิตวิญญาไว้กับมันไม่งั้นเราจะสูญสลายและหายไปส่วนบททดสอบนั้นเราจำได้เพียงแค่ส่วนหนึ่งราวกับว่ามีพลังบางอย่าทำให้เรานั้นลืมสิ่งที่อยู่ในบททดสอบ"
    เรามีหรือเคยพบเราล้มเหลวในการทดสอบจึงถูกผนึกพลังและจิตวิญญาไว้กับมันไม่งั้นเราจะสูญสลายและหายไปโดยแท้จริง ส่วนบททดสอบนั้นเราจำได้เพียงแค่เล็กน้อยเพราะเหมือนจะมีพลังบางอย่าทำให้เรานั้นลืมสิ่งที่อยู่ในบททดสอบ"

    หลินหลงยังทำหน้ามึนงงเพราะสิ่งที่เขาได้ฟังมามันเหมือนนิทานหลอกเด็กมากกว่าจะมีสิ่งที่สามารถรับพลังได้ไม่มีที่สิ้นสุดได้ยังไงและเขานั้นยังศึกษาทุกสิ่งอย่างมาตลอดชีวิตของเขาแต่ไม่เคยได้ยิน "แก่นแท้เปลวเพลิง" แม้ซักครั้งตลอดเวลาที่ยังมีชีวิตในชาติภพที่แล้วและหากสิ่งนั้นมีอยู่จริงเหตุใดผู้คนมากมายถึงไม่ตามหามันและมันจะเป็นไปได้อย่างไเพราะเขานั้นคือองค์ชายของอาณาจักรมังกรเพลิงสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปมังกรเพลิงสวรรค์ กลับไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อยนั้นทำให้เขาคิดว่าแม้ไม่อยากจะเชื่อเรื่องเหล่านี้แต่โลกนี้ชั่งกว่าใหญ่จริงๆ

    "แล้วข้าจะสามารถไปถึงจุดสูงสุดภายในห้าปีได้ยังไงกันหากให้ข้าฝึกฝนหรือใช้ทักษะต่างๆที่ข้าศึกษามานั้น..ข้าคิดว่า.."


    "เจ้ามิต้องกังวลเรื่องนั้นเจ้าลองโคจรพลังของเจ้าไปยังตันเถียนแล้วเจ้าจะเข้าใจทุกอย่างเอง"จากฟังที่หญิงสาวบอกหลินหลงก็ไม่ได้รอช้ารีบโคจรพลังของเขาทันทีแม้ชาติภพที่แล้วเขาไม่ได้ฝึกวรยุทธใดๆในด้านการต่อสู้แต่เขาจำเป็นต้องฝึกทักษะเก้าข้ามสวรรค์เพราะตลอดเวลาสองปีที่เขาหนีนั้นหากเขาไม่มีทักษะใดในการหนีติดตัวเลยก็คงมิอาจหนีรอดพ้นจากการตามล่าได้เขาจึงสามรารถโคจรพลังได้อย่างไม่มีติดขัดและได้ศึกษาทุกอย่างเดียวกับการโคจรพลังมาในชาติภพที่แล้วเรียกได้ว่าทุกวิธีโคจรพลัง ทุกทักษะ แม้จะเป็นทักษะหายากทักษะลับหากอาณาจักรมังกรเพลิงสวรรค์มีในครอบครองนั้นได้ผ่านตาของหลินหลงมาหมดแล้วหลินหลงโคจรพลังไปที่จุดตันเถียนของเขาก็ต้องตกใจเมื่อเจอกับสิ่งที่อยู่ในตัวเขาว่าสิ่งที่เขาศึกษามาตลอดชาติภพความรู้ที่มั่นใจว่าเป็นหนึ่งในทวีปกับไม่สามารถอธิบายสิ่งที่อยู่ในตัวเขาได้แม้แต่น้อย

    "เหตุใด...ถึงมีอะไรแปลกๆหมุ่นอยู่ในตันเถียนของข้ามันมีแสงสีแดงเหมือนกันเปลวเพลิงสีชาดส่วนที่เหลือเหตุใดทั้งๆที่รู้ว่ามีรู้สึกว่ามันมีแต่กลับไม่สามารถสัมผัสได้ นี้มันอะไรกัน?" หลินหลงยังคงโคจรพลังเพื่อตรวจสอบสิ่งที่อยู่ในตัวเขาตามที่หญิงสาวบอกแต่กลับไม่รู้เลยว่าสิ่งนั้นคืออะไรและมันจะช่วยให้เขาพัฒนาได้ยังไง

    "เจ้าลองนึกถึงเปลวเพลิงสีชาดนั้นและโคจรพลังในร่างทั้งหมดไปที่แสงนั้นดึงพลังให้ไหลเวียนทั่วร่างแล้วเจ้าจะเข้าใจว่าเหตุใดผู้คนถึงตามหามัน"หลินหลงไม่รอช้ารีบโคจรพลังไปที่แสงสีชาดแล้วดึงพลังออกมาตามที่นางบอกทันทีแล้วเขากลับต้องประหลาดใจเมื่อพบกับผลลับที่ออกมา


    "นี้...เส้นลมปราณของข้าเหตุใดถึงมีแปดเส้นแม้จะอยู่รวมกันเป็นเส้นใหญ่แต่ภายในกลับมีเส้นเล็กๆอีกแปดเส้นและจะจุดชีพจรของข้าที่เปิดขึ้นทั้งหมดนี้มันจะเป็นไปได้ยังไง?"หลินหลงโคจรพลังปราณเชื่อต่อกับแก่นแท้แล้วเขาถึงกับต้องตกใจเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันเหนือสามัญสำนึกเกินไปจนเขาไม่อาจอธิบายได้แม้จะใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่อาจเปิดจุดชีพจรทั้งหมดได้หรือต่อให้ใช้ทักษะใดๆก็ไม่อาจสร้างเส้นชีพจรที่แปลกปหลาดแบบนี้ได้
    "นั้นเพราะเจ้าครอบครองแก่นแท้นอกจากนี้เราผนึกตัวเองและจิวิญญาลงที่แก่นแท้มันยังคงมีพลังของเราอยู่ในแก่นแท้นั้นคือเส้นชีพจรของเจ้าที่เป็นสีแดงและเปลวเพลิงสีแดงนั้นคือพลังของเราถ้าเจ้าต้องการพลังเจ้าต้องแข็งแกร่งกว่านี้และดึงพลังที่เราเหลือไว้มาใช้ให้ได้"

    ***ปัง!!***

    ประตูถูกเปิดออกอย่างรุนแรงพร้อมกับมีชายชราวิ่งเข้ามาในห้องและตรงเข้ามาหาหลินหลงทันทีชายชราคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนเขาคืออาจารย์ของหลินตง "ไป๋กวน" เป็นทั้งอาจารย์และปู่บุญทำของทั้งสองหลังจากที่สูญเสียพ่อและแม่ไป หลินตง หลินหลงก็ถูกไป๋กวนรับมาเลี้ยงเนื่องจากไป๋กวนนั้นสนินสนมและรักพ่อกับแม่ของทั้งสองดั้งบุญแท้ๆ
    ไป๋กวนนั้นไม่มีบุญแท้ๆเขาจึงรับทั้งสองเป็นหลานของเขาแต่หลังจากพ่อและแม่ของทั้งคู่ตายไปเขาเสียใจเป็นอย่างมากจึงสาบานกับตัวเองว่าจะดูแลทั้งสองคนดั่งหลานแท้ๆและทำทุกอย่างเพื่อพวกเขาหากไม่ได้ไป๋กวน หลินหลง คงไม่อาจอยู่ในพรรคเพลิงสวรรค์ ได้เพราะที่นี้นั้นห้ามผู้ที่ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธอยู่เด็ดขาดแต่ด้วยตำแหน่งของไป๋กวนที่เป็นรองเจ้าสำนักแห่งนี้จึงไม่มีใครสามารถขับไล่หลินหลงออกจากสำนักได้แต่หลินหลงก็มักจะถูกกลั่นแกล้งตลอดเวลาที่ไม่อยู่ในสายตาของไป๋กวน

    "หลงเอ๋อ...เจ้าเป็นยังไงบ้างข้าได้ยินว่าเจ้าพลัดตกเขาบาดเจ็บภายในอย่างรุ่นแรงให้ข้าตรวจอาการของเจ้าหน่อย"ไป๋กวนพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นห่วงอย่างมากและเดินเข้ามานั่งข้างๆหลินหลงที่นอนอยู่บนเตียง


    "ท่านปู่ ข้ามิเป็นไรเพียงแค่บาดเจ็บเล็กน้อยนอนพักซักระยะอาการข้าคงจะดีขึ้น" หลินหลงพูดพร้อมกับยิ้มให้เพราะไป๋กวนนั้นก็เปรียนเสหมือนปู่แท้ๆ ของเขาทั้งรักและดูแลเขามาตลอดตั้งแต่เขาจำความได้


    "ให้ท่านปู่ดูอาการหน่อยเถอะหลินหลง...อาการของเจ้าแม้ภายนอกจะไม่เป็นอะไรมากแต่ภายในของเจ้าบอบช้ำเป็นอย่างมาก"หลินตงเดินเข้ามาพร้อมกับพูดด้วยเสียงที่จริงจังพร้อมกับแสดงสีหน้าเป็นห่วงอย่างมากเช่นกัน


    "ท่านพี่ข้ามิเป็นไรจริงๆ ไม่เชื่อท่านปู๋ก็ตรวจดูเถิด"ที่หลินหลงมั่นใจนั้นเพราะหลังจากเขาเชื่อมต่อร่างกายของเขากับพลังในร่างของเขาแล้วนั้น
    ภายในที่เคยบาดเจ็บกลับถูกรักษาด้วยแก่นแท้ในร่างทำให้ร่างกายของเขานั้นกลับสู่สภาพปกติแล้วด้วยซ้ำ

    "อืมมม...เป็นอย่างเจ้าว่านี้เจ้าตกเขามาแน่งั้นหรอหลินหลงเหตุใดถึงมีอาการดังคนที่มีสุขภาพดีมากถึงเพียงนี้...หืม!!" หลังจากไป๋กวนตรวจอาการของหลินหลงสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันทีเพราะมีบางสิ่งที่ทำให้เขานั้นถึงกับต้องแปลกใจเมื่อตรวจสอบเส้นชีพจรและเส้นลมปราณ