บทที่ 101 คำชมของประธานจาง
ไม่มีใครรู้ว่าจ่าสิบโทรุ่ยไปพูดอะไรกับพวกผู้นำบ้าง หลังจากนั้นเพียงวันเดียวก็มีประกาศลงโทษออกมา โดยจ่าสิบโทเฟยถูกพักงานตลอด 1 เดือน และหลังจากนั้นจะถูกส่งไปทำลงพื้นที่ ช่วยงานวิจัยของจ่าสิบเอกอีกคนหนึ่ง ซึ่งนี่นับเป็นการลงโทษที่รุนแรงมาก
ปกติแล้วนักวิจัยที่ถูกส่งไปจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมีผลงาน ไม่มีพวกระดับสูงเห็นความสำคัญ เพราะมันเป็นงานเสี่ยงอันตรายมาก ดังนั้นหลังจากที่ทุกคนรู้เรื่องนี้ พวกเขาต่างก็แสดงออกว่าไม่อยากจะเชื่อกันทั้งนั้น
จ่าสิบโทรุ่ยกลับมาไม่ได้พูดอะไร และซูหยวนก็ไม่ถามด้วย ซึ่งหลังจากที่เกิดเรื่องใหญ่ครั้งนั้น ก็ไม่มีใครมาก่อกวนการทำงานของพวกเขาอีกเลย งานที่ซูหยวนรับมาจึงเสร็จไปอย่างราบรื่น ส่วนเวลาที่เหลืออยู่ เธอก็เอาไปช่วยงานจ่าสิบโทรุ่ยพร้อมทั้งศึกษาข้อมูลต่างๆเพิ่มเติม เรียกได้ว่าตอนนี้...ซูหยวนแทบจะเป็นผู้เชี่ยวชาญอีกคนหนึ่งในการศึกษาเรื่องกระบวนการทำงานภายในสัตว์กลายพันธุ์แล้ว
วันที่ครบกำหนดมาถึงอย่างรวดเร็ว ซูหยวนส่งงานสรุปของตนเองให้พวกผู้นำไปก่อนหน้านี้แล้ว วันนี้เป็นเพียงการนำเสนอใจความสำคัญให้กับประธานจาง เผื่อว่าเขาจะมีคำถามที่เตรียมมาอีกครั้งก็เท่านั้น แน่นอนว่าจ่าสิบโทรุ่ย...ในฐานะที่เป็นผู้วิจัยเรื่องนี้โดยตรง เขาเองก็ต้องเข้าร่วมด้วย
ก่อนหน้านี้ เขาได้อ่านการสรุปของอันซูหยวนแล้ว อาจจะเพราะตัวเขาเป็นพวกชอบศึกษาความรู้เชิงลึก จึงไม่ได้คิดว่าการสรุปของซูหยวนเป็นสิ่งพิเศษ พูดให้ถูก...เขาก็มองว่ามันคือการสรุปงานของเขาไปอีกทีจริงๆ แต่ในฐานะนักวิชาการแล้ว ไม่ว่าเอกสารจะสรุปออกมารูปแบบไหน มันจะควรค่าให้สนับสนุนหรือไม่ขึ้นอยู่กับเนื้อหาไม่ใช่วิธีการนำเสนอเสียหน่อย!
ความคิดของจ่าสิบโทรุ่ยไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด แม้ว่าเนื้อหาจะดีขนาดไหน แต่ถ้าการจัดเรียงไม่ทำให้น่าสนใจ โครงการวิจัยนั้นก็ถูกปัดตกไปได้ง่ายๆ เรื่องนี้ซูหยวนรู้ดีที่สุด ดังนั้นเธอจึงไม่ได้โต้แย้งกับจ่าสิบโทรุ่ย ในเมื่อเขามีฐานะเป็นนักวิชาการ เช่นนั้นก็ให้เขาได้ทำงานที่ตนเองถนัดไป ส่วนเรื่องการสรุปเนื้อหาต่างๆ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกองทัพที่จะต้องเข้ามาจัดการ...เหมือนกับครั้งนี้
“สิบเอกอัน ฉันอ่านสรุปเนื้อหาที่เธอส่งมาแล้ว เข้าใจง่ายและตรงประเด็นมาก อย่างไรก็ตาม...เรื่องความเสี่ยงที่เธอใส่เข้าไปด้วย มันคงจะดีกว่าถ้าไม่เขียนไว้น่ะนะ”
ร้อยโทจางถอนหายใจออกมาเมื่อพบกับซูหยวนก่อนเข้าไปในห้องนำเสนอ แม้ว่าร้อยโทจางจะไม่เห็นด้วย แต่ร้อยเอกและพันโทหวงปล่อยเอกสารนั้นถึงมาประธานจางแล้ว เขาจึงทำอะไรไม่ได้อีก
“เพื่อให้ผู้สนับสนุนรู้ถึงโอกาสและความเสี่ยงทั้งหมด ฉันก็เลยระบุไว้ให้ด้วยค่ะ ถ้าผู้สนับสนุนยอมรับความเสี่ยงเหล่านั้นได้ พวกเขาก็จะได้ไม่มาตำหนิทางกองทัพทีหลัง”
“อืม นั่นก็ใช่ เพราะแบบนั้น...ท่านพันโทหวงก็เลยปล่อยผ่านเอกสารของเธอ” ร้อยโทจางพยักหน้าเห็นด้วย แต่ลึกๆแล้ว...เขากลับรู้สึกว่างานชิ้นนี้น่าจะไม่โดนใจประธานจางเสียแล้ว
อันที่จริง ความเสี่ยงที่สิบเอกอันใส่เข้าไปไม่มีใครมองไม่เห็น ในฐานะที่พวกเขาเป็นนักวิจัยเหมือนกัน ย่อมต้องเข้าใจว่าความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นนี้ มันเป็นภัยร้ายแรงขนาดไหน แต่เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าอีกขั้น พวกเขาไม่มีทางหนีนอกจากจะต้องทำมันให้ดี และภาวนาไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดนั้น
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียนรู้จากข้อผิดพลาดอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ในอดีตที่ผ่านมา...ไม่ใช่เพราะมนุษย์ใช้สารเคมีมากเกินไป คิดนวัตกรรมใหม่ๆมากเกินไป กระทั่งเอาพลังงานจากนอกโลกมาใช้เหมือนเป็นกิจวัตรประจำวัน สุดท้ายก็เกิดเหตุร้ายแรงขึ้น จนตอนนี้ก็ต้องมาปรับตัวเพื่ออยู่รอดให้ได้กันเอาเอง...
ดังนั้น ถ้าพวกเขากลัวจนหัวหดแล้วไม่กล้าทำอะไรที่เป็นการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ อย่างนั้นชะตากรรมของมนุษย์ชาติก็คือการย่ำอยู่ที่เดิมเท่านั้นแหละ
แต่ในความคิดของเขา กับประธานจางคนนั้นไม่เหมือนกัน ในขณะที่พวกเขาต้องการก้าวไปข้างหน้าเพื่อเผชิญสิ่งใหม่ๆ ประธานจางคนนั้นเป็นพวกที่สนใจ “ผลประโยชน์” ที่เขาจะได้รับเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
เงินในมือของเขามีคนมากมายที่อยากจะได้ งานวิจัยจำนวนไม่น้อยที่ถูกเสนอไปถึงประธานจาง ดังนั้นเขามีสิทธิที่จะเลือกงานวิจัยที่ดีที่สุดและให้ประโยชน์กับเขามากที่สุดในการสนับสนุน ไม่มีความจำเป็นต้องมาสนใจงานวิจัยที่ความเสี่ยงสูงเช่นนี้เลย
ทว่า...พันโทหวงกลับมีความหวังมาก เขายังหัวเราะแล้วบอกให้เขาปล่อยเอกสารที่สิบเอกอันนำเสนอมาโดยไม่ต้องแก้ไขอะไร ซึ่งตอนนั้นที่พันโทหวงอนุมัติการส่งเอกสารของสิบเอกอัน ร้อยโทจางยังไม่เห็นว่าเขาได้อ่านเอกสารนั้นเลยด้วยซ้ำ! ถึงจะไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ผลลัพธ์มันก็ไม่ได้มีอะไรแย่ไปมากกว่านี้แล้ว อย่างมากก็แค่ถูกปฏิเสธที่จะสนับสนุน ก่อนหน้านี้พวกเขาก็เคยโดนมาไม่รู้กี่ครั้ง เพิ่มอีกสักครั้งจะเป็นอะไรไป...
สามคนเดินเข้าไปในห้องประชุมพร้อมกัน ร้อยโทจางมีหน้าที่ไปรับจ่าสิบโทรุ่ยและสิบเอกอันมาที่ห้องประชุมนี้ ดังนั้นเมื่อเขามาถึง ประธานจาง พันโทหวง และร้อยเอกหู ก็นั่งรออยู่ก่อนแล้ว พวกเขากำลังคุยเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองไปเรื่อยเปื่อย แต่เมื่อเห็นพวกเขาเข้ามา ประธานจางก็หยุดบทสนทนาที่ไร้สาระนั้นทันที
“มาแล้วหรือ? นั่งก่อนสิ” คนที่อายุน้อยแต่กลับมีอำนาจถึงขนาดนั่งคุยกับพันโทหวงอย่างเป็นกันเองเริ่มต้นก่อน เขาพยักหน้าให้กับทั้งสามคนที่เพิ่งเข้ามา แต่สายตามองไปยังซูหยวนมากที่สุด
“ฉันได้อ่านเอกสารที่เธอสรุปแล้ว” ไม่รอให้พันโทหวงเปิดประเด็น ประธานจางมองมายังอันซูหยวนโดยตรง เขารับเอกสารจากผู้ช่วย วางมันบนโต๊ะอาหารที่ตอนนี้มีผักลวกอยู่ 2-3 ชนิด ซึ่งถือเป็นอาหารหรูหราของร้านอาหารแห่งนี้แล้ว
“ส่วนที่ฉันเคยไม่เข้าใจ ตอนนี้ก็เข้าใจทั้งหมด ถือว่าเป็นการสรุปที่ยอดเยี่ยมเหมือนเดิม” ประธานจางเริ่มต้นด้วยการชื่นชมการสรุปของอันซูหยวนต่อหน้าเหล่าผู้มีอำนาจเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการผลักดันซูหยวนให้อยู่ในสายตาของพวกผู้ใหญ่ขนาดไหน
พันโทหวงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนที่จะช่วยพูดเสริมขึ้นมาบ้าง
“ฉันเองก็ได้อ่านแล้ว ตอนแรกยังทึ่งกับความสามารถของสิบเอกอันอยู่เลย ไม่ผิดหวังจริงๆที่มอบความเชื่อใจให้คนที่ประธานจางเลือกสนับสนุน นับว่าได้เด็กที่มีพรสวรรค์แล้ว” รอยยิ้มของประธานจางปรากฏมากกว่าเดิมเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าพันโทหวงรู้วิธีว่าควรจะพูดอย่างไร
ร้อยเอกหูและร้อยโทจางลอบมองหน้ากันเอง พวกเขายังไม่เข้าใจว่าหัวหน้าของตนเองพูดไร้สาระอะไรอยู่ ตอนนี้ควรจะต้องเสริมเนื้อหาที่จะทำประโยชน์ให้ประธานจาง ชักจูงคนให้ร่วมสนับสนุนการวิจัยแล้วไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมจึงพูดชมเด็กสาวอันอยู่ได้ล่ะ ถ้าพลาดนาทีทองนี้ไปแล้ว...กว่าจะเข้าประเด็นชักจูงที่เหมาะสมได้ ก็อาจจะต้องชักแม่น้ำทั้งห้าขึ้นมาใหม่ไม่ใช่หรือ?
ในสายตาของสองคน เวลานี้พันโทของพวกเขาพลาดโอกาสดีไปเสียแล้ว ทว่า...นี่ยังถือว่าเป็นความด้อยประสบการณ์ของพวกเขาเอง
ถ้าพวกเขาผ่านร้อนผ่านหนาวมากเท่ากับพันโทหวง พวกเขาจะรู้ได้ทันทีว่าการตัดสินใจของพันโทหวงก่อนหน้านี้ยอดเยี่ยมขนาดไหน แม้แต่ประธานจางก็ยังนึกชื่นชมอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ
“การสรุปเนื้อหาดี แต่มันก็เหมือนเป็นการตอกย้ำสิ่งที่ฉันคิดเอาไว้ก่อนหน้านี้ ดูเหมือนตัวหุ่นรบอินทรีย์เองนั่นแหละที่จะมีปัญหา แนวทางการพัฒนาเป็นไปในทิศทางเดียวมากเกินไป เชื่อมั่นมากเกินไปว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดร้ายแรงเกิดขึ้น ทั้งที่ความจริงแล้ว...มันก็มีโอกาสอยู่ไม่น้อยเลย”
ประธานจางชื่นชมคนของตนเองเสร็จ เขาก็หันมาพูดถึงเนื้อหาของงานเสียทีคราวนี้จ่าสิบโทรุ่ยเป็นผู้รับผิดชอบที่จะต้องอธิบาย แต่น่าเสียดายที่เขาเป็นพวกพูดไม่เก่งเหมือนเดิม...
“สำหรับโอกาสในความผิดพลาด ที่จริงก็มีทุกงานวิจัยนั่นแหละครับ ทุกอย่างที่เป็นสิ่งใหม่ ล้วนต้องใช้เวลาในการเรียนรู้กับมัน”
“ถ้าอย่างนั้น...คุณได้เตรียมพร้อมที่จะรับมือกับความเสี่ยงที่จะผิดพลาดนี้หรือยัง”
“นั่นคือแผนการที่ผมจะพัฒนาต่อไปครับ”
“โอ้ มีแผนที่จะพัฒนาต่องั้นหรือ? ด้วยการศึกษาวิธีการปล่อยพลังงานนิวเคลียสของพวกกลายพันธุ์? หรือว่าคุณต้องการจะศึกษากระบวนการกลายพันธุ์ของพวกมัน เพื่อที่จะมาหยุดยั้งหุ่นรบอินทรีย์พวกนี้งั้นหรอ?”
เนื่องจากหุ่นรบอินทรีย์เป็นการใช้ชิ้นส่วนพวกกลายพันธุ์มาพัฒนาต่อ โดยใช้แผงวงจรชิ้นเล็กๆที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อควบคุมพวกมัน เปลี่ยนจากสัตว์กลายพันธุ์ชนิดหนึ่ง พืชกลายพันธุ์ชนิดหนึ่ง รวมกันจนกลายเป็นหุ่นรบอินทรีย์ ซึ่งพูดให้ถูกก็เหมือนสัตว์กลายพันธุ์ชนิดใหม่ที่ถูกประดิษฐ์โดยฝีมือของมนุษย์ ดังนั้นจ่าสิบโทรุ่ยจึงได้พยายามศึกษาเกี่ยวกับพวกสัตว์กลายพันธุ์ให้มากขึ้น และนำความรู้เหล่านั้นมาพัฒนาหุ่นรบกลายพันธุ์ของตนเอง
อันที่จริง แม้แต่ตุ่นกลายพันธุ์รุ่น 14 ที่สามารถแจ้งเตือนภัยเกี่ยวกับการปะทุของลาวาในเขต H ได้ ก็เป็นผลพลอยได้จากการศึกษาการสร้างหุ่นรบอินทรีย์นี้ รวมทั้งยังมีงานศึกษาอื่นๆด้วย พูดให้ถูกก็คือ...งานหลักชิ้นเดียวของจ่าสิบโทรุ่ยก็คือหุ่นรบอินทรีย์ ดังนั้น...พวกเขาจึงคาดหวังมากว่าจะได้รับการสนับสนุนให้ศึกษาวิจัยหุ่นรบอินทรีย์ต่อไป
“หุ่นรบอินทรีย์ยังเป็นของใหม่สำหรับมนุษย์ชาติ ดังนั้นจึงต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ตอนนี้...เพื่อที่จะผลักดันการศึกษาต่อไป หุ่นรบอินทรีย์รุ่น 1 ควรจะต้องผลิตขึ้นมาแล้ว”
จ่าสิบโทรุ่ยไม่ได้ชักจูงอย่างที่ควรทำ เขาเพียงพูดถึง “มนุษย์ชาติ” และ “ความร่วมมือ” ซึ่งหากจะเชิญชวนให้องค์กรอิสระสนับสนุน คำพูดพวกนี้ใช้ไม่ได้เอาเสียเลย
หากเป็นก่อนหน้านี้...พันโทหวงคงจะก้าวออกมาแล้วพูดถึงสิ่งที่องค์กรนักล่าสกุลจางจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นส่วนแบ่งของการล่าโดยหุ่นรบอินทรีย์เหล่านี้ หรือจะเป็นสิทธิพิเศษในการซื้อหุ่นรบอินทรีย์ไปใช้ในองค์กรเป็นกรณีพิเศษ ทว่า....ครั้งนี้พันโทหวงกลับไม่พูดอะไรเลยจนผู้ช่วยของเขาก็ยังประหลาดใจ
“พันโท....”
“ไม่เป็นไร ฉันเชื่อว่าประธานจางมีความคิดของตนเองอยู่แล้ว” พันโทหวงพูดขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้ม จางอู่หยางแค่นหัวเราะออกมาเช่นกัน แต่ก็ถูกต้องแล้ว...เขามีความคิดของตนเองอยู่แล้วจริงๆ
“แม้ว่าหุ่นรบอินทรีย์จะไม่ใช่สิ่งที่ฉันเห็นด้วยนัก แต่...นี่เป็นการร่วมงานกับกองทัพของซูหยวนครั้งแรก ดังนั้น...เพื่อสนับสนุนเธอ ฉันจะให้องค์กรนักล่าสกุลจางช่วยสนับสนุนทรัพยากรตามที่กองทัพต้องการก็แล้วกัน แน่นอนว่าผลประโยชน์ที่องค์กรของฉันควรจะได้ ไม่ควรน้อยจนเกินไป...”
“เข้าใจแล้ว กองทัพไม่ได้คิดจะเอาเปรียบผู้สนับสนุนอยู่แล้ว คุณก็รู้ดี...” พันโทหวงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ในขณะที่สองผู้ช่วยตำแหน่งสูงกลับอ้าปากค้าง
อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้พวกเขาถูกปฏิเสธกันอย่างไร ประธานจางอ่านเอกสารรอบเดียวก็โยนทิ้งบนโต๊ะอาหารอย่างไม่ใยดี ทั้งยังบอกว่าจะให้องค์กรนักล่าสกุลจางมาทำเรื่องไร้สาระที่ไม่เห็นอนาคตอันดีจากหุ่นรบอินทรีย์นี้ ทำไมไม่ปล้นพวกเขาไปเลยล่ะ!
ใครจะเชื่อว่าคนที่เคยพูดจารุนแรงก่อนหน้านี้ เพียงแค่ผ่านไปไม่กี่วัน กลับพูดด้วยได้ง่ายดายเหลือเกิน หากพวกเขากลับออกไปจากห้อง แล้วบอกว่าประธานจางแทบจะไม่ได้ถามอะไรเกี่ยวกับงานวิจัยเลย คนอื่นๆจะเชื่อหรือเปล่า? ประธานจางคนนั้น...คนที่ถ้าไม่ได้ผลประโยชน์ที่มากพอก็จะไม่ยอมลงทุนด้วยคนนั้น...ตอนนี้เขากลับยอมสนับสนุนงานวิจัยที่มีความเสี่ยงสูงขนาดนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า “นี่เป็นงานแรกของซูหยวน” !!
เหอ เหอ เหอ พูดไปใครจะเชื่อได้! ช่วยบอกเขาทีว่าสิบเอกอันคนนี้ไม่ใช่ลูกแท้ๆของประธานจางน่ะ!
คำพูดของประธานจางก็ทำให้ซูหยวนประหลาดใจเหมือนกัน เธอรู้อยู่แล้วว่าเขาจะสนับสนุนการวิจัยนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร คนผู้นี้ไม่ได้คิดจะแบกรับความเสี่ยงเอาไว้อยู่แล้ว
ในกรณีที่หุ่นรบอินทรีย์ทำงานได้เป็นอย่างดี การร่วมมือกับกองทัพจะทำให้เขาใช้ประโยชน์จากหุ่นรบอินทรีย์ได้ในระยะยาว แต่ถ้าหุ่นรบอินทรีย์เกิดทำงานผิดพลาดขึ้นมา เช่นนั้นเขาก็จะนำเครื่องมือในการ “กำจัด” หุ่นรบอินทรีย์แล้วขายให้กับกองทัพในราคาสูงลิ่ว!
แน่นอนว่าซูหยวนรู้เบื้องหลังเช่นนี้ ย่อมไม่ได้เชื่อคำของประธานจางที่ยอมลงทุนสนับสนุนเพราะเธอ ทว่า...การที่เขาพูดออกไปแบบนี้ มันก็เป็นการให้ประโยชน์กับเธอทางอ้อมเช่นกัน
ความเมตตาของหัวหน้าครั้งนี้ ซูหยวนจะจดจำเอาไว้ให้ดี ภายภาคหน้า...เธอจะทำงานที่เขามอบหมายให้ดีที่สุด!!
โดยที่จางอู่หยางไม่รู้ เด็กสาวที่เขาต้องการเอาอกเอาใจเป็นพิเศษกลับคิดว่าเขากำลังสนับสนุนเธอในฐานะลูกน้อง ถ้าเขารู้ว่าซูหยวนกำลังคิดอะไรอยู่ เขาอาจจะหัวเราะออกมาอย่างจนปัญญาไปแล้วก็เป็นได้
คนต้องการเอาอกเอาใจจนออกนอกหน้าขนาดนี้ ซูหยวนก็ยังไม่เข้าใจเจตนาที่แฝงอยู่อีก แต่ก็นั่นแหละ...เพราะเขาไม่รู้ จึงคิดว่าซูหยวนคงจะมีความสุขกับสิ่งที่เขาทำให้
“แต่ก่อนหน้านั้น ฉันได้ยินเรื่องที่ไม่น่าฟังมาอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าพันโทหวงรู้รายละเอียดของเรื่องนี้หรือเปล่า” ในขณะที่ทุกฝ่ายแสดงความพึงพอใจออกมา จู่ๆจางอู่หยางที่นำทุกคนหัวเราะครั้งแรกก็เงียบลงอย่างกะทันหัน
“เรื่องอะไรหรือ?” เมื่อพูดออกไปแล้ว พันโทหวงก็อยากจะตบปากตัวเองเหลือเกิน เขาควรจะย้อนถามกลับไปแบบนี้งั้นหรอ? ดูก็รู้แล้วนี่ว่าเจ้าประธานจางคนนี้ใส่ใจเรื่องอะไรเป็นพิเศษ!
“ได้ยินว่าในกองทัพของคุณ คนของผมโดนเอาเปรียบไม่น้อยเลยนี่...”
………………………….