ยอดหมอเทวะบรรพกาล

    บทที่ 84 กฎของผม

    รุ่งเช้า เจียงเยว่ขับรถมารับเขาตามนัดหมาย

    ลั่วหยางจงใจทำตัวเรื่องมาก พอรถวิ่งผ่านร้านอาหารเช้า เขาก็สั่งให้เจียงเยว่เหยียบเบรก แล้วลงไปซัดเส้นหมี่หน้าไส้หมูตุ๋นชามโต แถมยังสั่งไส้หมูพะโล้เพิ่มอีกสองชิ้นเน้นๆ

    ลำบากสู้ชีวิตมาตั้งนาน ถึงเวลาต้องหาความสุขใส่ตัวบ้าง

    จัดการมื้อเช้าเสร็จสรรพ เขาก็กลับขึ้นรถ "ไปกันเถอะ"

    หญิงสาวสตาร์ทเครื่องแล้วเหยียบคันเร่งออกตัวทันที

    "คุณเจียง น่าจะลองชิมดูสักหน่อยนะ รสชาติใช้ได้เลย" ลั่วหยางชวนคุยฆ่าเวลา

    เจียงเยว่ปรายตามองคนข้างคนขับ นัยน์ตาเย็นชา น้ำเสียงราบเรียบ "ฉันไม่กินอาหารขยะ"

    ลั่วหยางยักไหล่ นึกอยากตบปากตัวเองขึ้นมาตงิดๆ ว่างนักหรือไงถึงไปหาเรื่องให้ยัยนี่ด่า

    "ถึงนายจะน่ารำคาญไปหน่อย แต่ก็ถือว่ามีของอยู่บ้าง" จู่ๆ เจียงเยว่ก็เปิดปากทำลายความเงียบ

    เขาหันไปมองโดยไม่ตอบรับ ในใจลอบคิด... วันนี้พายุจะเข้าหรือไงวะ ยัยนี่ถึงเอ่ยปากชมคนอื่นเป็นด้วย

    "เสียดาย..."

    "เสียดายอะไร"

    มุมปากของหญิงสาวผุดรอยยิ้มแฝงความนัย "เสียดายที่นายยังเด็กเกินไป ทำอะไรใช้อารมณ์นำหน้า ขืนทำตัวแบบนี้ต่อไป...ระวังจะพังไม่เป็นท่า"

    ลั่วหยางแค่นหัวเราะ "ดูทรงแล้วเธอน่าจะอายุน้อยกว่าฉันนะ มาสั่งสอนว่าฉันเด็ก ฟังแล้วมันขัดหูพิกล"

    "นรกที่ฉันเคยเจอ มันเยอะกว่าถนนที่นายเคยเดินซะอีก ฉันจะโตกว่านายแล้วมันแปลกตรงไหน" เจียงเยว่สวนกลับทันควัน

    "ไม่ใช่ละ ฉันว่าคำพูดเธอมีนัยยะแฝง สรุปจะสื่ออะไรกันแน่" เขายิงคำถามตรงประเด็น

    เจียงเยว่ทิ้งช่วงไปครู่หนึ่งก่อนตอบ "ก่อนหน้านี้ พ่อบุญธรรมตั้งใจทาบทามนายด้วยความจริงใจ อำนาจของเขาสามารถมอบเวทีที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ให้นายได้สบายๆ แต่นายกลับหักหน้าเขาโดยไม่แม้แต่จะคิด แบบนี้ไม่เรียกว่าใช้อารมณ์ แล้วจะให้เรียกว่าอะไร"

    "อ้อ เรื่องนี้นี่เอง" ลั่วหยางพิงพนักเบาะ "ตอนนั้นฉันก็พูดชัดแล้วนะ ว่าฉันชอบฉายเดี่ยว ไม่ชอบเป็นขี้ข้าใคร ทำงานให้พ่อบุญธรรมเธออาจจะกอบโกยเงินได้มหาศาลก็จริง แต่สำหรับฉัน... เงินน่ะมีพอใช้ก็พอ ขืนมีล้นฟ้าเดี๋ยวจะพาเสียคนเปล่าๆ"

    มุมปากเจียงเยว่กระตุกขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายชัดว่าเหยียดหยามตรรกะของเขา

    "คุณเจียง ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนเส้นทางไปทำอย่างอื่นบ้างเลยหรือไง" ในที่สุดลั่วหยางก็ทนเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่

    "เช่น"

    "เปิดร้านดอกไม้ ใช้ชีวิตสงบๆ หรือไม่ก็เปิดฟิตเนส ฝีมือต่อสู้เธอเอาเรื่องอยู่ หุ่นก็เป๊ะ บุคลิกก็โดดเด่น ขืนเปิดฟิตเนสรับรองว่าคนแห่มาสมัครตรึม" ลั่วหยางพ่นสิ่งที่คิดออกไปรวดเดียว

    เจียงเยว่ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นรถ

    ลั่วหยางลอบถอนหายใจ คงทำได้แค่นี้แหละ ดูจากปฏิกิริยาก็รู้ว่าหล่อนไม่เอาคำพูดเขาไปใส่สมองเลยสักนิด

    หญิงสาวหัวเราะอยู่นานจนกระทั่งชะลอรถติดไฟแดง บรรยากาศเงียบลงชั่วอึดใจ ก่อนที่เธอจะเอ่ยขึ้น "คนอย่างฉันมีทางเดินแค่เส้นเดียวเท่านั้น ชะตาฉันมันถูกขีดไว้ตั้งแต่เกิดแล้ว แต่ก็ ขอบใจสำหรับความหวังดี"

    คำขอบคุณที่โพล่งออกมาดื้อๆ ทำเอาลั่วหยางชะงักไปชั่วขณะ เหมือนเธอจะเข้าใจสิ่งที่เขาสื่อ แต่ก็เหมือนปฏิเสธมันอย่างสิ้นเชิง เอาเถอะ พูดไปก็เปลืองน้ำลายเปล่าๆ

    อาคารจินต๋า

    ตัวเลขชั้นในลิฟต์กำลังวิ่งพุ่งสูงขึ้น

    "เรื่องกู้เงินของพ่อบุญธรรมเธอ เรียบร้อยแล้วหรือไง" ลั่วหยางโยนหินถามทาง

    "เรื่องที่ไม่ควรเสือกก็อย่าสอดรู้" เจียงเยว่ตอกกลับเสียงเย็นเยียบ "เดี๋ยวเข้าไปข้างใน นายมีหน้าที่แค่ทำตามคำสั่งพ่อบุญธรรมฉันก็พอ"

    "จัดไป" ลั่วหยางคร้านจะต่อล้อต่อเถียง

    ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก รปภ. สองนายหน้าประตูก็โค้งคำนับเก้าสิบองศาอย่างพร้อมเพรียง เจียงเยว่ก้าวฉับๆ ผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง บานประตูคฤหาสน์สกุลหลิวถูกเปิดอ้ากว้างรอรับ รปภ. อีกสองนายถอยฉากไปด้านข้างแล้วโค้งคำนับอย่างนอบน้อม

    ลั่วหยางเดินตามแผ่นหลังหญิงสาวเข้าไปก้าวต่อก้าว ลอบคิดขำๆ ในใจว่าบรรยากาศแม่งโคตรเหมือนตัวเองเป็นบอสใหญ่มาเฟีย

    ภายในห้องนั่งเล่นสุดหรู หลิวโย่วสุ่ย หวังอันซง และหย่วนเทียนกัง นั่งรอกันพร้อมหน้า ทว่าไร้เงาของหวังจื่อเยียน ทันทีที่เจียงเยว่พาลั่วหยางก้าวพ้นประตูเข้ามา หลิวโย่วสุ่ยกับหย่วนเทียนกังยังคงนั่งนิ่งประดุจขุนเขา มีเพียงหวังอันซงที่เด้งตัวลุกพรวดขึ้นมาต้อนรับอย่างร้อนรน "มาแล้วหรือครับปรมาจารย์ลั่ว รอตั้งนานในที่สุดคุณก็มาเสียที"

    "ไม่ต้องมากพิธีครับ แล้วคุณหนูหวังล่ะ" ลั่วหยางกวาดสายตาหาเป้าหมาย

    หวังอันซงถอดถอนใจหนักหน่วง "เมื่อคืนจื่อเยียนอาละวาดหนักแทบทั้งคืน เพิ่งจะสิ้นฤทธิ์หลับไปตอนตีห้านี่เอง เดี๋ยวผมพาคุณไปดูอาการเธอถึงห้องเลยครับ"

    แต่ลั่วหยางกลับตรึงเท้าอยู่กับที่ นัยน์ตาดำขลับปรายมองไปทางหลิวโย่วสุ่ยเงียบๆ

    หลิวโย่วสุ่ยพยักหน้ารับช้าๆ รอยยิ้มการค้าประดับบนใบหน้า "ปรมาจารย์ลั่ว เชิญเถอะครับ รบกวนช่วยถอนรากถอนโคนโรคของจื่อเยียนให้ที ผมน่ะรักและเอ็นดูเด็กคนนี้เหมือนหลานสาวแท้ๆ"

    "ในเมื่อประธานหลิวออกปาก ผมย่อมต้องทุ่มสุดตัวอยู่แล้ว" ลั่วหยางตอบกลับเสียงเรียบ "แต่ถ้าอยากจะรักษาให้หายขาดในม้วนเดียว คงต้องรบกวนให้ทุกท่านให้ความร่วมมือสักหน่อย"

    "ต้องทำยังไงบ้างครับ" หวังอันซงถามสวนขึ้นมาทันควัน

    ลั่วหยางกวาดสายตามองคนทั้งห้อง "การจะรักษาคุณหนูหวังให้หายขาด ผมต้องใช้วิชาลับเฉพาะ ซึ่งเงื่อนไขด้านสภาพแวดล้อมค่อนข้างจุกจิก เมื่อวานผมสำรวจดูแล้ว ทั้งบ้านหลังนี้ มีแค่ ‘ห้องนั่งเล่น’ นี้เท่านั้นที่ฮวงจุ้ยตรงตามเงื่อนไข ดังนั้นผมจะตั้งกระบวนการรักษาที่นี่ รบกวนพวกคุณทุกคนออกไปรอด้านนอก เสร็จเมื่อไหร่ผมจะเรียกเอง"

    สิ้นประโยค หลิวโย่วสุ่ยกับหย่วนเทียนกังตวัดสายตาสบกันโดยสัญชาตญาณ บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นมาฉับพลัน

    "ใช้เวลาไม่นานหรอกครับ เต็มที่ก็แค่ครึ่งชั่วโมง" ลั่วหยางตอกย้ำ

    หลิวโย่วสุ่ยยังคงนิ่งเงียบ รอยยิ้มบนใบหน้าไม่จางหาย แต่ก็ไม่ออกปากตกลง

    หย่วนเทียนกังหน้าตึง สีหน้ามืดทะมึนลงทันตา "ปรมาจารย์ลั่ว... คุณจะใช้วิชาลับอะไรกันแน่ ถึงขั้นที่พวกเราอยู่ดูด้วยไม่ได้"

    ลั่วหยางจ้องหน้าอีกฝ่ายตาไม่กะพริบ น้ำเสียงเฉียบขาด "ถ้าเชิญผมมารักษา ก็ต้องทำตาม ‘กฎของผม’ เรื่องนี้ไม่มีการต่อรอง ถ้าพวกคุณไม่ออก งั้นผมกลับ"

    หย่วนเทียนกังแค่นเสียงเย็นเยียบ "อวดดีนักนะ"

    หลิวโย่วสุ่ยยังคงสงวนท่าที ปล่อยให้แรงกดดันก่อตัวขึ้นในห้อง

    หวังอันซงเห็นท่าไม่ดี รีบหันไปบีบหลิวโย่วสุ่ย "ประธานหลิว... เรื่องที่คุณไหว้วาน ผมก็จัดการกรุยทางให้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้กำลังเดินเรื่องอยู่ แค่ถอยออกไปรอข้างนอกเรื่องเล็กๆ แค่นี้... คุณอำนวยความสะดวกให้ไม่ได้เชียวหรือ"

    หลิวโย่วสุ่ยคลี่ยิ้มบาง รัศมีแห่งความสุขุมแผ่ซ่าน "ผอ.หวังพูดหนักเกินไปแล้วครับ ผู้อาวุโสหย่วน เจียงเยว่ พวกเราออกไปรอข้างนอกกันเถอะ"

    หย่วนเทียนกังขมวดคิ้วแน่น "ประธานหลิว แต่เรื่องนี้..."

    "เอาตามนี้แหละ พวกเราออกไป" หลิวโย่วสุ่ยตัดบทเสียงเด็ดขาด ไม่อนุญาตให้โต้แย้ง

    ชายชราจำใจกระแทกตัวลุกขึ้นยืน สีหน้าบูดบึ้งเต็มไปด้วยความไม่สบอารมณ์

    "ผมจะไปพาตัวจื่อเยียนออกมาเอง" ลั่วหยางหมุนตัวเดินดิ่งไปที่ห้องของเด็กสาว

    "ปรมาจารย์ลั่ว" น้ำเสียงนุ่มนวลของหลิวโย่วสุ่ยดังแทรกขึ้นมา

    ลั่วหยางชะงักเท้า หันขวับกลับมา "ประธานหลิว มีอะไรจะชี้แนะอีกหรือครับ"

    รอยยิ้มบนใบหน้าของมาเฟียเฒ่ายังคงประดับไว้ไม่เสื่อมคลาย "ไม่มีอะไรสลักสำคัญหรอกครับ แค่อยากจะย้ำถามว่า ครึ่งชั่วโมงน่ะ พอ ‘แน่’ หรือเปล่า"

    "เหลือเฟือครับ พวกคุณรอฟังข่าวดีอยู่ข้างนอกได้เลย" ลั่วหยางตอบกลับหน้าตาย

    หลิวโย่วสุ่ยหมุนตัวเดินออกไปช้าๆ โดยมีไม้เท้าค้ำยัน เจียงเยว่รีบปรี่เข้าไปประคองแขนพ่อบุญธรรมทันที

    ทันทีที่คล้อยหลังคนพวกนั้น ลั่วหยางรีบจ้ำอ้าวเข้าไปในห้อง ช้อนร่างหวังจื่อเยียนที่ยังคงหลับสนิทขึ้นมาอุ้มไว้ แล้วก้าวฉับๆ กลับมายังห้องนั่งเล่น

    ปัง... บานประตูใหญ่ของคฤหาสน์สกุลหลิวถูกปิดสนิทลงแล้ว

    ลั่วหยางวางร่างเด็กสาวลงบนโซฟาอย่างเบามือ ก่อนจะพุ่งพรวดตรงดิ่งไปยังภาพวาดพู่กันจีนทิวทัศน์ภูเขาน้ำตกที่แขวนตระหง่านอยู่กลางผนังห้อง

    เขายื่นมือออกไปลูบคลำภาพนั้น ไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดตอบสนอง

    ออกแรงกระชากกรอบรูปออกด้านนอก มันก็ยังนิ่งสนิทราวกับถูกหลอมติดกับกำแพง

    สมองของเขาประมวลผลอย่างรวดเร็ว นึกย้อนไปถึงโครงสร้างกลไกหลังกำแพงที่สัมผัสได้จากสภาวะเหนือสัมผัสเมื่อวานนี้ ลั่วหยางตวัดมือขึ้นตะปบเข้าที่มุมขวาบนของกรอบรูป ก่อนจะออกแรงกระชากลงมาเต็มแรง!

    กริ๊ก!

    เสียงฟันเฟืองเหล็กกล้าขบกันดังลั่น

    ผนังทึบด้านล่างกรอบรูปยุบตัวฮวบเข้าไปด้านในฉับพลัน! ชั่วพริบตาเดียว มันก็เปิดอ้าออก เผยให้เห็นช่องประตูลับสูงราวๆ หนึ่งเมตรเศษซ่อนอยู่หลังกำแพง

    ลั่วหยางหันขวับกลับไปมองประตูใหญ่ ทุกอย่างยังคงปิดตายสนิท หวังจื่อเยียนก็ยังจมอยู่ในห้วงนิทราไม่รับรู้สิ่งใด

    เขาไม่รอช้า ย่อตัวลงต่ำแล้วมุดพรวดทะลวงเข้าไปในช่องประตูลับนั้นทันที!

    คล้ายกับเรื่องยอดหมอเทวะบรรพกาล ที่คุณอ่าน