จารึกที่ 62 : กฎแห่งปลาใหญ่กินปลาเล็ก : การตอบโต้ของผู้ดูแลหอตำรา
แสงตะวันสาดส่องกระทบป้าย 'หอตำรา' เก่าคร่ำคร่า ทว่าบรรยากาศหน้าประตูไม้บานใหญ่กลับคุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายแห่งความขัดแย้งที่มิอาจมองข้าม
กลุ่มศิษย์สายนอกห้าคนในชุดเครื่องแบบสำนักหมึกวารีสีกรมท่า ยืนจังก้าขวางทางเข้า ผู้นำกลุ่มคือชายร่างกำยำที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านคิ้วขวา นามว่า 'จางหู' ศิษย์สายนอกระดับรวบรวมลมปราณขั้น 7 ผู้มีชื่อเสียในเรื่องการใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงศิษย์ใหม่
"เจ้าหนูหน้าใหม่..." จางหูแสยะยิ้ม เผยให้เห็นฟันเหลืองอ๋อย แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน "ได้ยินว่าเจ้าเพิ่งมารับตำแหน่งผู้ดูแลหอตำรา รู้กฎธรรมเนียมของยอดเขาพู่กันหยกหรือไม่? การจะดูแลสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เยี่ยงนี้ ต้องมีการ 'แสดงความเคารพ' ต่อศิษย์พี่เพื่อความเป็นสิริมงคล"
อาเจียยืนพิงด้ามไม้กวาด สีหน้าเรียบเฉย แววตาที่มองไปยังกลุ่มคนตรงหน้าไม่ใช่ความหวาดกลัว แต่เป็นแววตาของพ่อค้าที่กำลังประเมินสินค้าที่มีตำหนิ
"แสดงความเคารพ?" อาเจียทวนคำเบาๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย "ศิษย์พี่จาง ข้าเป็นเพียงศิษย์สายนอกยากจน เบี้ยหวัดก็ยังมิได้รับ จะมีสิ่งใดให้ท่านกัน... เว้นแต่ว่า ท่านสนใจ 'ฝุ่นผง' ที่ข้าเพิ่งกวาดมา?"
"สามหาว!" ลูกสมุนคนหนึ่งตะคอก พร้อมชักกระบี่เหล็กธรรมดาออกมา "ลูกพี่ข้าอุตส่าห์พูดดีๆ หากไม่ส่งหินปราณมา วันนี้เจ้าคงต้องคลานลงจากเขา!"
บรรยากาศเปลี่ยนเป็นตึงเครียดทันที นี่คือกฎแห่งป่าของโลกบำเพ็ญเพียร ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ สำนักมักปิดตาข้างหนึ่งให้ศิษย์แก่งแย่งชิงดีเพื่อคัดกรองผู้มีพรสวรรค์
"สั่งสอนมัน! ให้มันรู้ว่าที่นี่ใครคือผู้คุมกฎตัวจริง!" จางหูออกคำสั่งอย่างเลือดเย็น
ทันใดนั้น ลูกสมุนสองคนก็พุ่งเข้ามาพร้อมกัน คนหนึ่งใช้วิชาฝ่ามือวารีกระแทก อีกคนตวัดกระบี่หมายฟันเข้าที่ไหล่ซ้ายของอาเจีย เจตนาชัดเจนว่าต้องการทำลายแขนเพื่อสั่งสอนมิให้ทำงานได้
วินาทีนั่นเอง โลกในสายตาของอาเจียพลันเชื่องช้าลง
ในห้วงจิตสำนึก 'พู่กันนิรันดร์' สั่นไหวเบาๆ ไม่ใช่การสั่นด้วยความกลัว แต่เป็นการตอบสนองต่อ "เจตจำนงแห่งสูญตา"
วูบ!
อาเจียไม่ได้ขยับตัวหลบอย่างลนลาน เขาเพียงแค่สะบัดปลายไม้กวาด (ที่แอบถ่ายเทปราณผ่านปลายนิ้วลงไป) วาดเป็นวงกลมเล็กๆ กลางอากาศอย่างรวดเร็ว
เคล็ดวิชาลับ : วงล้อสูญญะ (ขั้นต้น)
วงกลมนั้นไร้สี ไร้แสง มองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น แต่มันคือการบิดเบือนการไหลเวียนของปราณธาตุในจุดนั้น
เมื่อฝ่ามือวารีและคมกระบี่ปะทะเข้ากับ 'วงกลม' นั้น แทนที่จะเกิดเสียงดังสนั่น พลังโจมตีของทั้งคู่กลับถูก 'ดูด' เข้าไปในความว่างเปล่า พลังรุนแรงหายวูบไปราวกับหยดน้ำตกลงในมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง
"เกิดอะไรขึ้น!?" ศิษย์ทั้งสองเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง พลังปราณที่ทุ่มไปหายไปไหน?
แต่ยังไม่ทันได้คำตอบ อาเจียก็สะบัดข้อมือกลับ พลิกวงกลมนั้นกลับด้าน
"คืนสนอง..." อาเจียพึมพำเสียงเย็น
พลังที่ถูกดูดเข้าไปเมื่อครู่ ถูกดีดสะท้อนกลับออกมา! แต่มันไม่ได้ออกมาในรูปแบบเดิม อาเจียใช้หลักการ "ผสานอักขระขั้นพื้นฐาน" เปลี่ยนพลังปราณวารีให้กลายเป็นแรงอัดกระแทกที่เข้มข้นขึ้น
ปัง!
ร่างของศิษย์ทั้งสองกระเด็นลอยละลิ่วไปกระแทกต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง เสียงกระดูกหักดังกร๊อบให้ได้ยินชัดเจน เลือดสดๆ กระอักออกจากปาก
ความเงียบเข้าปกคลุมลานหน้าหอตำรา
จางหูมองอาเจียด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากดูถูกกลายเป็นระแวดระวัง "วิชาอะไรกัน... เจ้าใช้อวิชชานอกรีต?"
"อวิชชาที่ไหน" อาเจียปัดฝุ่นที่เสื้อเบาๆ แววตาเปลี่ยนเป็นคมกริบ "นี่คือการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม... พวกเจ้าให้แรงกระแทกข้ามา ข้าก็แค่คืนให้พร้อมดอกเบี้ย"
"ฆ่ามัน!" จางหูคำรามด้วยความโกรธจัด ครั้งนี้เขาลงมือเอง ร่างกำยำพุ่งเข้าหาอาเจียพร้อมระเบิดพลังปราณขั้น 7 เต็มพิกัด หมัดของเขาห่อหุ้มด้วยปราณธาตุน้ำที่หมุนวนรุนแรงดุจเกลียวคลื่น
"คลื่นวารีถล่มขุนเขา!"
พลังปราณรุนแรงพุ่งเข้าใส่อาเจีย ระยะประชิดเพียงไม่กี่คืบ
อาเจียไม่ถอย แต่กลับก้าวสวนเข้าไปหนึ่งก้าว นิ้วชี้ขวาที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อตวัดวาด 'อักขระหลิง (ศูนย์)' ลงบนความว่างเปล่าตรงหน้าหมัดนั้น
หลักการแห่งสูญตา : การกลับคืนสู่ความว่างเปล่า
ทันทีที่หมัดวารีกระทบกับอักขระที่มองไม่เห็น เกลียวคลื่นพลังปราณพลันสลายตัวกลายเป็นเพียงละอองน้ำธรรมดา เหลือเพียงหมัดเนื้อเปล่าๆ ที่พุ่งเข้ามา
อาเจียแสยะยิ้ม เขาใช้จังหวะที่จางหูตกใจ พลิกตัวหลบวูบ แล้วใช้ด้ามไม้กวาดกระแทกเข้าที่จุด 'ชี่ไห่' (ทะเลปราณ) ของจางหูอย่างแม่นยำและโหดเหี้ยม
อึก!
จางหูตัวงอเป็นกุ้ง เจ็บปวดจนหน้าเขียวคล้ำ ลมปราณแตกซ่านชั่วขณะ ร่างทรุดลงไปกองกับพื้น
"การต่อสู้ไม่ใช่แค่การใช้กำลัง" อาเจียกระซิบข้างหูจางหู น้ำเสียงเย็นยะเยือก "แต่มันคือการรู้เขารู้เรา... และวันนี้ เจ้าประเมินต้นทุนข้าต่ำเกินไป"
อาเจียใช้มืออีกข้างล้วงเข้าไปในอกเสื้อของจางหูอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ คว้าถุงมิติและยันต์ที่เหลืออยู่ออกมาจนหมดเกลี้ยง ก่อนจะถีบจางหูให้กลิ้งไปรวมกับลูกสมุน
"ข้าจะริบของพวกนี้ไว้เป็นค่าเสียหายทางจิตใจ และค่าเสียเวลาที่ข้าต้องหยุดกวาดพื้น"
อาเจียยืนมองร่างที่นอนครวญครางทั้งห้าด้วยสายตาเย็นชา ไร้ซึ่งความสงสาร ในโลกบำเพ็ญเพียร หากเขาอ่อนแอ คนที่นอนอยู่ตรงนั้นคงเป็นเขา และพวกมันคงไม่ปรานีเขาเช่นกัน
"จำไว้..." อาเจียกล่าวทิ้งท้าย พลางโยนถุงมิติของจางหูเล่นในมือ "หอตำราแห่งนี้ ข้าดูแล... หากใครอยากลองของ ก็เตรียม 'ค่าเล่าเรียน' มาให้พอ"
เขาหันหลังเดินกลับเข้าหอตำรา ปิดประตูลงกลอน ทิ้งให้กลุ่มนักเลงนอนเจ็บปวดอยู่กลางลาน
ภายในหอตำรา อาเจียทรุดตัวลงพิงประตู หอบหายใจหนักหน่วง เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นตามใบหน้า การใช้อักขระสูญตาแม้เพียงเล็กน้อยและผสานพลังขั้นต้น กลับสูบพลังปราณของเขาไปเกือบครึ่ง
"อันตรายจริงๆ..." อาเจียมองดูมือตัวเองที่สั่นระริก "หากข้ากะจังหวะพลาดเพียงนิดเดียว หมัดนั่นคงกระแทกซี่โครงข้าหักไปแล้ว"
"แต่เจ้าก็ทำได้ไม่เลว..." เสียงมู่เฉินดังขึ้นในหัว "เข้าใจแก่นแท้ของความว่างเปล่าขึ้นมาบ้างแล้วสินะ... ความว่างเปล่าไม่ใช่การไม่มีอะไร แต่คือต้นกำเนิดที่สามารถกลืนกินและสลายทุกสรรพสิ่ง"
อาเจียยิ้มแห้งๆ พลางหยิบถุงมิติของจางหูขึ้นมาเปิดดู
"เรื่องปรัชญาเอาไว้ก่อนเถอะท่านมู่..." ดวงตาของอาเจียลุกวาวเมื่อเห็นหินปราณสิบก้อนในถุง "แต่เจ้านี่สิ ของจริง! ...ข้าเริ่มเห็นช่องทางทำมาหากินใหม่ๆ แล้วสิ"
การต่อสู้จบลง แต่ข่าวลือเรื่อง 'ผู้ดูแลหอตำราจอมโหด' คงจะแพร่สะพัดไปทั่วยอดเขาพู่กันหยกในไม่ช้า และนั่นย่อมดึงดูดความสนใจจากเบื้องบน... โดยเฉพาะผู้อาวุโสเทียนหยวนที่กำลังจับตาดูอยู่บนยอดเขาสูง