ตอนที่ 4 : กลิ่นโอสถเขย่าเมืองหลวง
สามวันผ่านไปนับั้แ่หอร้อยสมุนไพร’ ถูกกว้านซื้อ ประตูด้านหน้าถูกปิดตาย เสียงทุบทำลายดังลั่นออกมาตรอกทั้งวันทั้งคืน ไม่มีใครรู้ว่าเถ้าแก่คนใหม่กำลังทำสิ่งใด กระทั่งป้ายชื่อร้านถูกเปลี่ยนเป็แผ่นไม้จันทน์หอมสลักอักษรสีทองคำว่า ‘หอโอสถ์’
ณ ลานหยกภายในวิหารโอสถา เม่ยหลินนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่หน้าเตาหลอมสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ เปลวเพลิงสีฟ้าอ่อนเต้นเร่าสะท้อนแววตาที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งของนาง
สมุนไพรหายากนับสิบชนิดถูกโยนลงไป ไม่มีการตวงวัด ไม่มีการใช้ระบบใดๆ ชี้แนะ มีเพียงสัญชาตญาณและความรู้ที่สลักลึกในกระดูก หยาดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากเนียน ทว่าริมฝีปากกลับเหยียดโค้งอย่างพึงพอใจ
เมื่อเปลวเพลิงสงบลง ฝาเตาหลอมเปิดออก กลิ่นหอมบริสุทธิ์ที่อัดแน่นด้วยพลังชีวิตก็ะเิออกมาราวกับพายุ
[ หลอมยาสำเร็จ]
[ชื่อยา : ยาคืนชีพสิบตะวัน (ระดับนภา)]
[สรรพคุณ : ยื้อชีวิตคนใกล้ตายได้]
เม่ยหลินมองยาลูกกลอนสีทองอร่ามสามเม็ดในมือ... โอสถระดับนภาที่สูญหายไปจากแผ่นดินนับร้อยปี ยาที่สามารถยื้อิญญาคนตายให้กลับมาจากหน้าประตูนรกได้
ทว่าสำหรับนาง มันไม่ใช่ยาไว้ช่วยคน แต่มันคือเหยื่อล่อสำหรับฝูงปลาที่ตะกละตะกลาม
ยามอู่ ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นโลก
บนชั้นสามของหอโอสถ์ เม่ยหลินเปิดหน้าต่างบานใหญ่ออกทุกบาน นางวางกระถางกำยานที่บรรจุ ผงโอสถคืนชีพสิบตะวันลงไป เปลวไฟลามเลียผงยา เปลี่ยนมันให้กลายเป็ควันสีขาวบางเบาที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
สายลมพัดโชย นำพากลิ่นหอมประหลาดที่ไม่อาจอธิบายได้ล่องลอยไปทั่วเมืองหลวงต้ามู่
ณ จวนเสนาบดีขวา ชายชราที่นอนป่วยติดเตียงมาแรมปี เฝ้ารอวันตาย สูดดมกลิ่นหอมนั้นเข้าสู่งปอด ฉับพลันดวงตาที่ฝ้าฟางกลับเบิกกว้าง ร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงกลับผุดลุกขึ้นนั่งได้ราวกับปาฏิหาริย์
ณ สำนักยุทธ์อันดับหนึ่ง ยอดฝีมือที่ติดคอขวดในขั้นพลังมาสิบปี เพียงแค่สูดลมหายใจที่มีไอโอสถเจือปน เส้นชีพจรที่ตีบตันพลันทะลวงผ่านทะลุขั้นพลังอย่างบ้าคลั่ง
"กลิ่นนี้... โอสถระดับนภา มีคนหลอมโอสถระดับนภาในเมืองหลวง!"
"มาจากทิศตะวันตก! ตรอกการค้าทิศตะวันตก! เตรียมรถม้าเดี๋ยวนี้! เอาทองคำไปหมดคลัง!"
เพียงชั่วจิบชา ตรอกการค้าที่เคยเงียบเหงากลับถูกอัดแน่นไปด้วยรถม้าหรูหราของเหล่าขุนนางชั้นสูง จอมยุทธ์ชื่อดัง และเศรษฐีมั่งคั่ง ผู้คนนับพันเบียดเสียดกันอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่ของหอโอสถ์ เสียงะโโหวกเหวกดังระงม
"เปิดประตู! ข้าคือรองแม่ทัพหลี่ ข้าขอเสนอทองคำหนึ่งหมื่นตำลึง!"
"ไสหัวไป! ข้าเป็ถึงราชครู ข้ามีไข่มุกราตรีสิบเม็ด เถ้าแก่จงเปิดประตูให้ข้าเดี๋ยวนี้!"
ฝูงชนที่ภายนอกสวมหน้ากากของผู้สูงศักดิ์ บัดนี้กลับผลักไสไล่ส่งกันราวกับสุนัขหิวโซที่แย่งชิงเศษเนื้อ ความโลภบดบังตาจนลืมสิ้นซึ่งกิริยา
แอ๊ด...
เสียงประตูไม้บานใหญ่ค่อยๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้า เสียงโวยวายภายนอกเงียบกริบลงทันตา ทุกสายตาจ้องมองเข้าไปในความมืดสลัวของโถงใหญ่
สตรีผู้หนึ่งก้าวออกมา อาภรณ์สีแดงชาดของนางพริ้วไหวราวกับสายเืที่ไหลริน ใบหน้าครึ่งบนถูกปกปิดด้วยหน้ากากไหมสีเงินสลักลายนกหงส์
เผยให้เห็นเพียงริมฝีปากสีชาดและดวงตาที่คมกริบดุจใบมีด แววตาของนางที่มองลงมาจากขั้นบันได…
ไม่ต่างจากเทพเ้าที่กำลังทอดทิ้งเศษเดนให้มดปลวก
กลิ่นอายกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างบางนั้น ทำเอาเหล่าจอมยุทธ์และขุนนางใหญ่ถึงกับหายใจติดขัด
"ท่านคือเถ้าแก่... หอโอสถ์หรือ?" ขุนนางผู้หนึ่งเอ่ยถามเสียงสั่น
เม่ยหลินไม่ได้ตอบคำถาม นางยกถาดหยกขาวในมือขึ้น ภายในถาดมีเม็ดยาสีคล้ำๆ สามสี่เม็ดกลิ้งอยู่ กลิ่นโอสถหอมหวนกระแทกจมูกผู้คนจนหน้ามืด
"โอสถนั่น! ยอดโอสถ!" ฝูงชนตาลุกวาว พยายามจะก้าวเข้าไป
"หยุด" น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลกดังขึ้น คำเดียวสั้นๆ แต่กลับทำให้ทุกคนชะงักฝ่าเท้าดุจถูกตอกตะปู
เม่ยหลินมองเม็ดยาในถาด ก่อนจะเหยียดยิ้มสมเพชใต้หน้ากาก
"พวกเ้าแตกตื่นสิ่งใดกัน นี่หาใช่ยาวิเศษอันใดไม่ มันเป็เพียงเศษสวะ เป็โอสถที่ข้าหลอมผิดพลาด ขาดความสมบูรณ์ หากเก็บไว้ก็รังแต่จะทำให้เสียพื้นที่หอโอสถของข้า"
สิ้นคำพูด เม่ยหลินพลิกถาดหยก... เทเศษยาลูกกลอนเ่าั้ทิ้งลงบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยฝุ่นโคลนหน้าประตูอย่างไม่ไยดี
"ขยะ ก็ควรอยู่บนพื้น" นางกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไป
ถัดมา ภาพที่น่าอดสูที่สุดในเมืองหลวงก็บังเกิดขึ้น
"หลีกไป! ของข้า!"
"เศษยาก็ช่วยต่ออายุได้! ปล่อยมือเดี๋ยวนี้นะไอ้สุนัขเฒ่า!"
เหล่าขุนนางชั้นสูงที่สวมผ้าไหมราคาแพง ราชครูที่เคยเทศนาเื่จริยธรรม หรือแม้แต่จอมยุทธ์ผู้หยิ่งผยอง บัดนี้กลับทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมด คุกเข่าลงตะเกียกตะกายกับพื้นดินที่สกปรก
ผลักไสและตบตีกันอย่างบ้าคลั่ง เพียงเพื่อแย่งชิงเศษยาที่เปื้อนโคลนซึ่งเม่ยหลินเพิ่งโยนทิ้งราวกับเศษขยะ!
หลังบานประตูที่กำลังปิดลง เม่ยหลินยืนกอดอกมองฝูงชนที่กำลังกัดกันดุจเดรัจฉานด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
‘อำนาจและเกียรติยศที่พวกเ้าหลงใหล... แท้จริงแล้วก็เปราะบางเพียงเท่านี้เอง’