โลกดังกล่าวนั้นมีูเาสูงใหญ่ให้เธอต้องป่ายปืนเช่นในนิยายที่เคยได้ยินได้ฟังมานอกจากนั้นยังมีทั้งแม่น้ำและห้วงมหาสมุทรให้เธอแล่นเรือไปโดยรอบอีกด้วย..
“ข้าแต่พระองค์..ขอจงประทานสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเ่าั้ให้แก่ข้าพเ้าด้วยเถิด..”เธอจบคำอธิษฐานลง
ขณะลุกขึ้นยืนนั้นสาวน้อยเฮอเมียอดคิดอยู่ในใจไม่ได้ว่าการอธิษฐานของตนเองครั้งนี้ดูเธอออกจะเรียกร้องแกมบังคับจากพระเ้ามากเกินไปสักหน่อยแต่พระเ้าก็คงเป็เช่นเดียวกับพ่อนั่นแหละ ที่มักจะคอยเตือนเธออยู่เสมอว่าให้พอใจในสิ่งที่ตนเองเป็อยู่..
“ฉันโชคดีแล้วที่ได้มี..อย่างมาก”เธอพยายามจะนำปรัชญามาสอนสั่งตัวเองอยู่..
แต่ลึกลงไปในใจ เฮอเมียรู้ดีว่า..เพียงเท่านั้นมันยังไม่เป็การเพียงพอสำหรับชีวิตเธอ..
เมื่อเฮอเมียกลับมถึงบ้านปรากฏว่าทั้งบ้านไม่มีใครอยู่เลย..
เธอรู้ว่าแนนนี่จะต้องออกไปหาซื้อข้าวของส่วนพ่อกับแม่นั้น ต่างแวะเวียนไปตามบ้านต่างๆเพื่อเยี่ยมเยียนผู้คนที่้าพบตัวท่านทั้งสอง หรือไม่ก็คนใดคนหนึ่ง
รู้สึกเป็ที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งที่ไม่มีคำสั่งเขียนติดไว้ให้เธอต้องทำอะไรบ้างเมื่อถึงบ้าน..ซึ่งทำให้สาน้อยรู้สึกดีใจอย่างยิ่งเพราะนี่คือโอกาสได้อ่านหนังสือที่เธอกำลังติดอกติดใจเหลือประมาณต่อ
ปรกติแล้ว เวลาที่เธอจะอ่านหนังสือได้คือตอนก่อนเข้านอน แต่เมื่อถึงเวลานั้นเข้าจริงๆส่วนใหญ่เธอก็มักจะง่วงจนไม่อยากทำอะไรอีก นอกจากนอนหรืออย่างดีก็จะอ่านได้เพียงแค่บทเดียวเท่านั้น
เธอจึงเดินขึ้นไปหยับหนังสือจากห้องนอนลงมาเดินไปนั่งขดตัวอยู่ตรงที่นั่งใต้หน้าต่างห้องนั่งเล่นและเริ่มลงมืออ่านหนังสือเล่มนั้นทันที
เธอตั้งอกตั้งใจอยู่กับการอ่านหนังสืออย่างมากจึงถึงกับสะดุ้งเมื่อประตูห้องนั่งเล่นเปิดออก เธอรีบหันขวับไปมองความคิดแรกที่ผ่านเข้ามาในสมองก็คือผู้ที่โผล่หน้าเข้ามาคงจะเป็แนนนี่ ที่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะสั่งให้เธอไปเก็บผักจากในสวนซึ่งอาจจะเป็ใบสะระแหน่หรือไม่ก็กะหล่ำปลีเพื่อเอามาเตรียมทำอาหารค่ำ
แต่แล้วเธอก็รู้สึกแปลกใจหนักขึ้นไปอีกเพราะผู้ที่กำลังเดินเข้ามาในห้องคือมาริลีน ญาติสนิทของเธอนั่นเอง..!
มาริลีนดูสวยสง่ามากเมื่ออยู่ในเสื้อกระโปรงชุดที่เฮอเมียรู้ว่าเป็แฟชั่นล่าสุด..!
เสื้อผ้าที่พวกสาวๆใช้กันอยู่ใน่านั้นเป็เสื้อผ้าแบบเรียบๆ ดูธรรมดามากและคนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะร่ำรวยสักแค่ไหนก็ตาม อย่างดีก็ใช้เสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้ามัสลินเท่านั้น
ซึ่งผ้ามัสลินนั้นบางครั้งก็ดูไม่เหมาะสมที่จะนำมาตัดเย็บเป็เสื้อผ้าสวมใส่เพราะมักจะห่อตัวแนบร่างไม่เพียงแต่จะเผยให้เห็นส่วนโค้งส่วนเว้าของผู้สวมใส่เท่านั้นแต่บางครั้งยังทำให้เห็นว่าผู้หญิงบางคนสวมชุดชั้นในไว้น้อยนิดเพียงไรอีกด้วย..
แต่สำหรับสมัยนี้มีผ้าเนื้อดีราคาแพงให้เลือกซื้อหามาใช้กันได้แถมรูปแบบของกระโปรงและแขนเสื้อก็มักจะมีการปักหรือไม่ก็ขลิบขอบด้วยลูกไม้ดูสวยงามอย่างยิ่ง
กระโปรงที่มาริลีนสวมใส่มาวันนี้ประดับด้วยลูกไม้ตรงชายกระโปรงถึงสามชั้น..
ส่วนหมวกบอนเน็ตก็มีขอบหรือปีกแบบที่เฮอเมียได้เห็นในนิตยสาร“เดอะเลดี้ส’ เจอนัล” ริบบิ้นซาตินที่เป็สายรัดใต้คางและนอบเอวนั้น เป็ริบบิ้นชนิดพิเศษส่งตรงมาจากปารีส..
เป็ครู่ที่เธอได้ตะลึงมองญาติสาวอยู่อย่างนั้นขณะเดียวกันในสมองก็เต็มไปด้วยความคิดแปลกใจที่วันนี้มาริลีนลงทุนมาหาเธอถึงบ้านพักบาทหลวงได้แทนที่จะใช้วิธีเขียนจดหมาย ซึ่งเกือบจะเป็คำสั่งให้เธอไปหาที่เดอะ ฮอลล์
แต่ในที่สุด เฮอเมียก็หาเท้าของตัวเองเจอจึงะโลงยืนพร้อมกับร้องออกไปว่า..
“มาริลีน..น่าแปลกใจอย่างที่สุดเชียวนะนี่ฉันไม่ได้พบเธอตั้งนานแล้ว..!”
สีหน้าของมาริลีนไม่ได้บอกความละอายใจแต่อย่างใดแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าตนเองไม่ได้ใส่ใจไยดีที่จะปริปากพูดกับเฮอเมียสักคำั้แ่คริสต์มาสมาแล้วอย่างไรก็ตามกับคำทักทายของเฮอเมีย เธอเพียงแต่ตอบออกมาว่า
“ที่ผ่านมาน่ะฉันมีเื่ยุ่งวุ่นวายมากและที่มาที่นี่วันนี้เพราะ้าให้เธอช่วยหน่อยเท่านั้นละ”
“เธอน่ะเรอะ้าความช่วยเหลือจากฉัน..?” เฮอเมียย้อนถามอย่างประหลาดใจเต็มที
นอกเหนือจากผู้คนทั้งหลายที่ย่างเหยียบเข้ามาในบ้านพักบาทหลวงเพื่อขอความช่วยเหลือนั้นเฮอเมียจะต้องคิดว่าบุคคลสุดท้ายในโลกที่ขอความช่วยเหลือจากใครสักคนใดคนหนึ่งในครอบครัวของเธอก็คือมาริลีนนั่นเอง..
เคาน์เตสได้แสดงทั้งกิริยาและวาจาอย่างโจ่งแจ้งชัดเจนแล้วว่านางมีความคิดอยู่ว่า การจะลงไป ‘เกลือกกลั้วกับคนยากจนต้อยต่ำ’ นั้นเป็เื่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
“คุณอย่าไปหวังเลยว่าคนพวกนั้นมันจะสำนึกบุญคุณเป็”ครั้งหนึ่งเฮอเมียเคยได้ยินนางพูดกับพ่อของเธอ “เท่าที่ฉันได้ยินได้ฟังมา คนพวกนี้มันเอาแต่ได้ไม่ว่าอะไรมันจะต้องเอาทั้งหมดแถมยังมีหน้ามาร่ำร้องอีกนะว่าคนที่อยู่ในฐานะอย่างเราไม่ยอมช่วยพวกมันอย่างเพียงพอ”
“แต่ผมว่าเื่นั้นไม่เป็จริงหรอกสำหรับชาวบ้านที่มาหาผม”เฮอเมียได้ยินพ่อคัดค้านออกไป “เพราะเราเคยเห็นได้ชัดตอนที่เอลิซาเบธล้มป่วยเมื่อปีกลาย เราซาบซึ้งในน้ำใจของพวกเขามากเพราะแต่ละคนก็พยายามสรรหาของขวัญเล็กๆ น้อย มาให้เธอทุกวันนอกจากนั้นยังสวดอธิษฐานขอให้เธอหายเร็วๆ อีกด้วย”
เคาน์เตสย่นจมูกพ่นลมออกมาอย่างหมั่นไส้แต่เฮอเมียรู้ดีว่ามารดาของเธอนั้นซาบซึ้งใจอย่างที่สุดเมื่อได้รับทราบว่าผู้คนทั้งหมู่บ้านเต็มไปด้วยความห่วงใยในตัวเธอ
แม้ว่าคนเ่าั้จะลำบากยากจนก็จริงทว่าก็ยัง้าแบ่งปันสิ่งน้อยนิดที่ตนมีอยู่ให้แก่แม่..
บางครั้งอาจจะเป็เพียงไข่ไก่ฟองเล็กๆที่คิดว่าน่าจะทำอาหารเช้าให้มิสซิสบรู๊ครับประทานได้ใครบางคนอาจจะหอบช่อดอกไม้มาจากในสวนของตน บางคนก็เอารวงผึ้งมาให้ทั้งรวง เป็ต้น
เฮอเมียได้รับการสอนสั่งมาั้แ่วัยเยาว์มันเป็คำสอนที่พ่อของเธอไม่มีทางที่จะพูดให้เคาน์เตสเข้าใจได้ว่าจริงๆ แล้วความสำคัญมันมิได้อยู่ที่สิ่งของอันเป็วัตถุที่คนเ่าั้เอามามอบให้แต่อยู่ที่ความเข้าใจความเห็นอกเห็นใจในกันและกันอันเกิดจากความรู้สึกในจิตใจที่แท้จริงต่างหาก
ขณะที่เดินเข้าไปหาญาติสาวเฮอเมียอดคิดไม่ได้ว่าแม้มาริลีนจะดูสวยสง่าอยู่ในเสื้อผ้าราคาแพงแต่แววในดวงตาของญาติผู้นี้ก็ยังดูิ่เหยียดหยามอยู่นั่นเอง
ยิ่งกว่านั้นมาริลีนก็ไม่ได้คิดจะจูบทักทายเฮอเมียอยู่แล้ว เพียงแต่กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องใช้สายตาเลือกเก้าอี้ตัวที่คิดว่าน่าจะนั่งสบายที่สุดแล้วก็ทรุดตัวลงนั่งด้วยท่าทางถึงรังเกียจราวเกรงว่าขาเก้าอี้จะเกิดหักพับลงในนาทีนั้น
เฮอเมียทรุดตัวลงนั่งที่ม้ากลมที่ตั้งอยู่หน้าเตาผิงเลื่อนกล่องเครื่องเย็บปักถักร้อยของแม่ไปไว้เสียทางหนึ่งก่อนเธอรู้ว่ามาริลีนจะต้องคิดว่าการที่เธอเอากล่องไว้ตรงนั้นมันดูไม่เรียบร้อยเอาเสียเลย..
และขณะที่เธอมองไปรอบห้องด้วยสายตาของญาติสาวผู้นั้นทันใดเฮอเมียก็มองเห็นพรมที่เก่าจนเส้นด้ายที่ถักทอปริขาด ผ้าม่านก็สีซีดจางเกินไปมือจับของโต๊ะเล็กตรงมุมห้องที่หลุดอยู่หลายวันแล้วยังไม่ได้ติดกลับเข้าที่ให้
เรียบร้อย
แต่แล้วเธอก็เชิดหน้าขึ้น บอกกับตัวเองอย่างทระนงว่า..ไม่ว่ามาริลีนจะคิดอย่างไรเธอก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงอะไรในบ้านหลังนี้บ้านที่เปี่ยมด้วยความรักและความสุขซึ่งเธอจะไม่มีวันแลกกับความหรูหราของวัตถุที่นำมาประดับตกแต่งไว้ที่เดอะฮอลล์แน่..! เฮอเมียมองหน้าญาติสาวอยากรู้ว่ามาริลีน้าจะมาพูดอะไรกับเธอ
“ที่ฉันมานี่เพราะคิดว่าน่าจะไว้ใจเธอได้..”มาริลีนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกระด้างเ็าน่าระคายหู
“เธอจะมาไว้ใจฉันเื่อะไร..ฉันไม่รู้ว่าเธอกำลังพูดเื่อะไรกันแน่”
“สิ่งที่ฉันอยากทำมันจำเป็จะต้องไว้วางใจใครสักคนหนึ่ง” มาริลีนตอบ “และฉันไม่เชื่อว่า การที่เธอเกิดมาเป็ลูกสาวของนักบวชมันจะทำให้เธอคิดอยากจะทำอะไรอย่างที่เรียกว่าเป็การแทงข้างหลังหรือที่ปาป้าของฉันชอบใช้คำว่า ไม่มีน้ำใจนักกีฬา”
เฮอเมียตัวแข็งขึ้นมาทันทีเธอเกือบจะพลังปากใช้คำพูดปกป้องตัวเองออกไปแล้ว แต่ก็เปลี่ยนใจ เอ่ยออกไป
ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า
“อันที่จริงเราสองคนก็รู้จักกันมาถึงสิบแปดปีแล้วนะมาริลีนซึ่งเมื่อมาถึงเวลานี้เธอยังไม่รู้อีกว่าฉันเป็คนยังไงมันก็ไม่มีอะไรที่ฉันจะพูดให้เธอเชื่อได้อีกแล้วว่าคนอย่างฉันเป็ตัวของตัวเองเสมอ”
และราวกับไม่้าสร้างความไม่สบายใจให้เกิดขึ้นกับเฮอเมียมาริลีนรีบกล่าวต่อว่า
“ไม่ใช่..ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกฉันเพียงแต่อยากสร้างความมั่นใจให้ตัวเองเสียก่อนที่จะขอร้องให้เธอทำอะไรบางอย่างเพื่อฉันเท่านั้น”
เฮอเมียคิดว่า เธอสามารถเข้าใจในเื่นั้นได้..
เธอไม่ได้พบหน้าค่าตาญาติผู้นี้มาห้าเดือนแล้วนับแต่ตอนที่ร่วมรับประทานอาหารค่ำวันคริสต์มาสเป็ต้นมาซึ่งถ้าจะมีอะไรสักอย่างหนึ่งที่สมาชิกในบ้านของท่านบาทหลวงไม่ชอบเหมือนๆ กันนั่นก็คือการรับประทานอาหารค่ำวันคริสต์มาส ซึ่งเป็ประเพณีที่จะต้องจัดขึ้นที่เดอะฮอลล์ ทุกปี..
แม้ว่ามันจะเป็เทศกาลสำคัญ วันคริสต์มาสถือเป็วันเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซูคริสต์จึงเป็วันที่ท่านสาธุคุณมีภารกิจวุ่นวายตลอดทั้งวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีกรรมที่จะต้องประกอบขึ้นที่โบสถ์ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของท่าน
นอกจากนั้นเขายังจะต้องออกไปเยี่ยมเยียนสมาชิกของโบสถ์ถึงบ้านอีกด้วยถ้าคนเ่าั้เจ็บไข้ได้ป่วยหรือสุขภาพไม่แข็งแรงพอที่จะมาโบสถ์ในวันสำคัญดังกล่าวได้
“ผมเหนื่อยแทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว.”เฮอเมียได้ยินพ่อของเธอเอ่ยขึ้นเมื่อวันคริสต์มาสปีกลายตอนที่ถึงเวลาจะต้องไปรับประทานอาหารค่ำที่เดอะ ฮอลล์ “ตอนนี้นะที่รักสิ่งที่ผมอยากทำที่สุดก็คือ นั่งเงียบๆ อยู่กับคุณและกับลูกๆ หน้าเตาผิงแล้วก็ดื่มเหล้าพอร์ตสักแก้วเท่านั้น”
“โถ..คุณคะ..” แม่ของเธอกลับหัวเราะ “ที่เดอะ ฮอลล์น่ะมีเหล้าดีๆให้คุณดื่มออกถมไป”
“แล้วก็ยังมีวาจาเสียดสีให้ฟังอีกถมไปด้วย”พ่อของเธอตอบ