(E-Book - อ่านฟรี) ฮูหยินแสนรักของรองแม่ทัพ

    ตอนที่ 44 แรกพบเจอ

    มู่หรงเซียวสลบไหลอยู่นานหลายวันคล้ายกับกำลังใช้ชีวิตอยู่ในความฝันอันยาวนาน


    ดวงตาสีทับทิมมองไปยังภาพเบื้องหน้าจึงได้เห็นเด็กชายคนหนึ่งอายุราว ๆ สิบสองขวบที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายใครบางคน เขากำลังโอบกอดเด็กผู้หญิงตัวเล็กกว่า มองผิวเผินสัมผัสได้ว่าคงจะเป็นพี่น้องกัน


    รอบตัวมีเด็กที่ตัวโตกว่ารุมล้อม หยิบกิ่งไม้มาขู่ ทำท่าทางรังเกียจสองพี่น้อง ทั้งยังพูดจาดูถูกเหยียดหยามแล้วยกไม้สูงขึ้นเพื่อทุบตีลงโทษที่พวกเขาขวางทางเดิน


    มู่หรงเซียวปรี่เข้าไปจะห้ามแต่จังหวะเดียวกันกลับมีเด็กหญิงอีกคนเข้ามาผลักหัวโจกล้มหน้าคะมำ


    “เอ๊ะ…” คิ้วเรียวขมวดมุ่นเพราะเห็นว่าเด็กผู้หญิงมีดวงตาสีทับทิมก่อนจะได้ยินเสียงเรียกที่ทำให้แน่ใจ


    “คุณหนู!!!” เด็กหญิงตัวเล็กอีกคนร้องลั่น นางจึงหันไปมองพลันยิ้มมุมปากหวนนึกถึงวัยเด็กของเมิ่งเซียงและเซี่ยหลานเฟิง “ทำไมจึงวิ่งหนีมาทางนี้เล่าเจ้าคะ”


    “ข้ายังไม่อยากกลับจวนนี่นา” มู่หรงเซียวตัวน้อยส่ายหน้าพลันถูกเด็กเกเรผลักจนล้มก้นกระแทกก่อนที่เซี่ยหลานเฟิงจะถึงตัว ใบหน้าสดใสระรื่นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นหน้ามุ่ยทันใด


    “ยุ่งไม่เข้าเรื่อง” เขาพูดเช่นนั้นเพราะสังเกตจากเสื้อผ้าที่นางสวมใส่ ดูก็รู้ว่าเป็นบุตรสาวขุนนางแต่ถึงอย่างไรก็ไม่นึกกลัวเพราะพื้นเพสกุลเดิมของตัวเองก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน


    “กล้าดีอย่างไรมาทำร้ายคุณหนู” เวลานั้นเซี่ยหลานเฟิงเป็นพี่ใหญ่สุดที่คอยดูแลเด็กหญิงทั้งสองคน เขาคือคนที่แม่ทัพใหญ่ฝึกมากับมือ แม้ยังไม่เคยต่อยตีกับใครแบบท้าประลองจริงจังในสนามแต่พร้อมเข้าสู้ยิบตา


    บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ยืนขึ้นแล้วจ้องหน้าฝ่ายตรงข้าม ไม่อยากให้เรื่องราวบานปลายเพราะบิดากำชับว่ากลับเยว่จวนครั้งนี้ห้ามก่อเรื่องวุ่นวายเด็ดขาด


    “ข้าขอโทษ… เมื่อครู่ไม่ทันได้มองทาง ไม่ได้ตั้งใจ” นางเอ่ยปากแล้วทำทีไม่เข้าไปยุ่ง สีหน้านอบน้อมยอมแพ้แล้วถอยออก ส่วนอีกฝ่ายที่เห็นว่านางยอมถอยให้จึงไม่ใส่ใจเพราะมีคนให้น่ารังแกมากกว่าเยอะ


    เขาง้างมือข้างที่ถือไม้ขึ้น ตั้งใจตีเด็กเนื้อตัวมอมแมมทั้งสองคนตรงหน้าไม่แยแสแต่ไม่ทันได้ทำเช่นนั้นกลับถูกเท้าเล็ก ๆ ของมู่หรงเซียวยันหน้าทิ่มดินอีกรอบหนึ่ง


    “เจ้าคิดรังแกผู้ใดกัน” นางเอ่ยสั้น ๆ เตือนให้เด็กพวกนั้นรู้สึกตัวเพราะรู้ว่าบุตรขุนนางได้รับการเลี้ยงดูที่แตกต่างออกไปจึงไม่มองว่าคนทุกคนเท่าเทียมกัน 


    คนแต่งตัวมอซอเป็นได้แค่ขอทานที่อยู่ไปวัน ๆ มองเห็นสภาพเปื้อนดิน ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าเลอะเทอะคราใดก็รกหูรกตาเปล่า ๆ ทั้งยังชอบก่อเรื่องขโมยของกิน นับว่าเป็นพวกไร้ค่าที่ควรขับไล่ไปให้พ้น


    จังหวะนั้น ความโกรธเข้าครอบงำคิดว่าตนเองถูกหมิ่นศักดิ์ศรี เด็กพวกนั้นจึงคิดทำให้มู่หรงเซียวได้รู้ว่าใครกันเป็นใหญ่ในเมืองนี้


    เจ้านายตัวน้อยจึงส่งสัญญาณให้ลูกพี่ใหญ่อย่างเซี่ยหลานเฟิงและเมิ่งเซียงได้เตรียมตัวแล้วปะทะกับฝ่ายตรงข้ามโดยไม่เกรงกลัว เสียงตุบตับดังเป็นระยะ โดยรวมแล้วเป็นเด็กกลุ่มนั้นต่างหากที่ถูกรุมตีอยู่ฝ่ายเดียวก่อนจะรู้ตัวว่าแพ้จึงพากันวิ่งหนีไปฟ้องบิดาของตน


    “พวกเจ้าน่ะ” นางเอ่ยถามคนที่นั่งอยู่กับพื้น หน้าตาอิดโรยราวกับไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน “ตกใจจนสติหลุดไปแล้วหรือ”


    “เปล่า…” เด็กชายส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ขอบคุณคุณหนูที่ช่วยเหลือขอรับ”


    “อืม อืม” นางรับคำขอบคุณด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ยิ่งเห็นว่าผู้เป็นน้องสาวตัวสั่นเทาในอ้อมกอดพี่ชายก็สงสารจึงหยิบถุงเงินยื่นให้แล้วบอกว่า “หวังว่าจะพอให้ใช้จ่าย”


    “…” เขาทำท่าไม่ยอมรับถุงเงิน นิ่งเฉยอยู่พักหนึ่ง “คุณหนูช่วยข้าแล้วยังให้เงินอีก ข้ารับไม่ได้หรอกขอรับ”


    “ข้าอยากให้นี่นา… น้องสาวเจ้าเหมือนจะหิว ส่วนเจ้าน่าจะไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน” มู่หรงเซียววัยเจ็ดขวบขมวดคิ้วทำหน้ามุ่ยที่อีกฝ่ายไม่ยอมรับความช่วยเหลือ


    “ข้าไม่รู้จะตอบแทนคุณหนูอย่างไร” เขายังคงปฏิเสธไม่รับถุงเงินจนนางนั่งลงข้าง ๆ แล้วจับมือเปื้อนดินของเขาโดยไม่รังเกียจ “คุณหนู… ตัวข้าสกปรกขอรับ”


    “เฮ้อ…” นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่เข้าใจคนในเยว่จวนเลย “ข้าเคยคลุกดินฝุ่นโคลน สกปรกยิ่งกว่าเจ้าอีก”


    “แต่ว่า…”


    “ไม่ต้องกลัวว่าข้าจะไม่มีเงินหรอกน่า เจ้าไม่รู้หรือว่าข้าคือมู่หรงเซียว บุตรสาวแม่ทัพใหญ่แคว้นฉินหมิงเชียวนะ” สีหน้าของนางภูมิใจอย่างยิ่งที่เป็นบุตรสาวของเขา นางมองดวงตาสีดำขลับของเขาไม่วางตาแล้วยิ้มกว้างสดใส “เจ้ามีนามว่าอันใดหรือ”


    “…”


    “เหตุใดไม่ตอบเล่า ไม่ต้องเขินอายไปหรอก” นางยังคงรอฟังอย่างใจจดใจจ่อจนเมิ่งเซียงกับเซี่ยหลานเฟิงมองหน้ากัน ไม่รู้ว่าเจ้านายกำลังคิดอันใดอยู่ 


    “หยางเสวี่ยเฟย” เจ้าตัวไม่รู้ว่าบุตรสาวขุนนางจะอยากรู้ชื่อแซ่ตัวเองไปทำไมแต่เพราะทนมองดวงตาสีทับทิมไม่ได้จึงบอกไป


    “หยางเสวี่ยเฟย…” เด็กน้อยพึมพำแล้วบอกว่า “หากวันข้างหน้า ผู้ใดรังแกเจ้าก็บอกไปว่าเจ้าเป็นคนของข้าก็แล้วกัน”


    “หา…” เมิ่งเซียงกับเซี่ยหลานเฟิงเสียงหลงพร้อมกันแต่เจ้านายกลับอารมณ์ดี “คราวหลังอย่าปล่อยให้ผู้ใดรังแกได้อีกเล่า เจ้าต้องแข็งแกร่งแล้วปกป้องน้องสาวให้ได้สิ”


    หยางเสวี่ยเฟยไม่ทันได้ตอบอะไรเพราะอีกฝ่ายไม่อยู่รอฟังแล้ว ดวงตาสีทับทิมเบิกโพลงเพราะนึกขึ้นได้ว่ามารดาทำขนมอบของโปรดรออยู่ที่จวน หากไปช้าคงอดกินเป็นแน่จึงรีบวิ่งหน้าตั้งกลับไปไม่รีรอ


    “คุณหนู…” เจ้าตัวเอ่ยพึมพำ รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้ามอมแมมราวกับภาพของเด็กน้อยคนนั้นประทับไว้ในความทรงจำของเจ้าตัว “มู่หรงเซียว...”


    แม้หลังจากนั้น หยางเสวี่ยเฟยจะไปหานางที่จวนเพื่อขอบคุณที่ช่วยเหลือในวันนั้น แต่กลับได้เห็นเพียงความว่างเปล่าเพราะแม่ทัพใหญ่กลับต้าหลินตั้งแต่สองวันก่อนจึงคลาดกันไปอย่างน่าเสียดาย


     

    ห้าปีต่อมา

    หยางเสวี่ยเฟยได้เห็นเจ้าของดวงตาสีทับทิมปรากฏตัวอยู่ในเยว่จวนอีกครั้ง แม้เวลาผ่านไปเนิ่นนานแต่เขายังคงจำวีรกรรมและคำพูดของนางได้ขึ้นใจ


    ใบหน้างดงาม แก้มแดงระเรื่อ สูงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยแต่ดูเรียบร้อยขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เจ้าตัวไม่ทันได้คิดสิ่งใดมากมายรีบวิ่งไปหาคนตรงหน้าที่กำลังเดินข้ามสะพานคนเดียวท่ามกลางผู้คนมากมายที่หลั่งไหลเข้ามาเที่ยวเล่นในเทศกาล


    เขาตั้งใจเข้าไปทักทายด้วยความคิดถึงเพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมายังคงเฝ้ารอพบเจอคนที่หยิบยื่นน้ำใจให้ในวันนั้นเสมอ 


    “คุณหนูขอรับ…” 


    “...”


    หากแต่ท่าทางที่นางแสดงออกนั้นราวกับลืมไปแล้วว่าเขาเป็นผู้ใด เจ้าตัวชะงักงันเพราะท่าทีหยิ่งยโส สูงศักดิ์ที่มู่หรงเซียวแสดงออกมานั้นเหมือนกับบุตรขุนนางคนอื่น ๆ ไม่มีผิดเพี้ยน


    สีหน้ายิ้มร่าพลันเปลี่ยนเป็นเศร้าสลดราวกับรู้สถานะตัวเองว่าเป็นเพียงคนที่ไม่สำคัญ เขาคือสามัญชนต่ำต้อยอย่างที่คนอื่นชอบดูถูกจึงเอ่ยขอโทษที่ทำทีเป็นสนิทสนมแล้วเดินจากมา


    “ปากบอกว่าข้าเป็นคนของเจ้าแท้ ๆ แต่กลับจำไม่ได้” หยางเสวี่ยเฟยพึมพำ เวลานี้เขาอายุสิบเจ็ดปีแล้วจึงได้แค่คิดว่าไม่ควรถือสาคำพูดเด็กน้อยในวันวานเลยจริง ๆ


    เพียะ!

    เสียงปริศนาดังขึ้นเรียกความสนใจของเขาให้หันกลับไปมอง ดวงตาเบิกโตไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น 


    “อวี้หลาน!” เด็กสาวที่ผู้มีพระคุณฝากฝังให้เขาดูแลล้มลงต่อหน้ามู่หรงเซียว นางกุมใบหน้าที่มีรอยแดงเอาไว้ น้ำตาเอ่อคลอเบ้าอย่างน่าสงสาร


    เด็กหนุ่มรีบพยุงคนตรงหน้าให้ลุกขึ้น สีหน้าเป็นห่วงเป็นใยแต่ไม่ทันได้ถามไถ่เรื่องราวกลับได้ยินเสียงมู่หรงเซียวพูดว่า “เจ้าทำให้ชุดข้าเป็นรอย แค่ขอโทษมันเพียงพอแล้วหรือ”


    “ข้าไม่ได้ตั้งใจ” เสิ่นอวี้หลานเอ่ยด้วยความสำนึกผิดแต่อีกฝ่ายกลับไม่คิดเช่นนั้น สายตาที่มองมาคาดโทษ ท่าทางหยิ่งผยองในทันใด


    “แล้วอย่างไรกัน แค่พูดว่าขอโทษแล้วข้าต้องยกโทษให้เจ้าหรือ” มู่หรงเซียววัยสิบสองมองหน้าคู่กรณีอย่างถือสาเอาความ


    การกระทำเหล่านั้นอยู่ในสายตาของหยางเสวี่ยเฟย เขาส่ายหน้าไม่คิดเลยว่าเด็กน้อยในวันวานเติบโตมาเป็นคนอย่างนี้ ความผิดหวังฉายชัดในแววตา 


    “ข้าขอโทษแทนนางด้วยขอรับ” เขาเอ่ยปกป้องเสิ่นอวี้หลาน ทั้งยังบอกว่าจะรับผิดชอบเรื่องเสื้อผ้าที่เปื้อนให้เป็นอย่างดีแต่กลับโดนดูถูกว่า “เจ้าจะรับผิดชอบได้อย่างไร เสื้อผ้าชุดนี้เป็นของที่สั่งตัดเป็นพิเศษ เงินถุงเงินถังที่เจ้ามี อย่างไรก็ไม่เพียงพอ ต่อให้ทำงานตลอดชีวิตก็คงไม่มีทางรับผิดชอบได้หรอก”


    “เฮอะ…” เขายิ้มมุมปากไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดดูถูกเช่นนั้นจากปากนาง “ข้าอาจจะชดใช้ให้หมดในคราวเดียวไม่ได้แต่ข้าจะรับผิดชอบอย่างแน่นอน”


    นางเลิกคิ้วแล้วมองสองคนตรงหน้า ดวงตาสีทับทิมจ้องประสานกับหยางเสวี่ยเฟยราวกับครุ่นคิดบางอย่างในใจ


    “ข้าจะคอยดู” มู่หรงเซียวตอบเพียงเท่านั้นแล้วเดินเข้ามาหาชายหนุ่ม ท่าทางเอาเรื่องไม่ยอมใคร “เจ้ามีนามว่าอันใด”


    “…” 


    “เหตุใดไม่ตอบเล่า”


    “หยางเสวี่ยเฟย” เขาเอ่ยพึมพำรอดูท่าทีคนตรงหน้าแต่ก็ได้รับกลับมาเพียงความเฉยชาอันเป็นเครื่องยืนยันว่านางจำเขาไม่ได้เลยสักนิด


    “เจ้าจะรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างไรก็ไปที่จวนสกุลมู่ ข้าน่ะ…”


    “มู่หรงเซียว บุตรสาวแม่ทัพใหญ่แคว้นฉินหมิง” เขาสวนทันควันเพราะรู้ว่านางจะพูดอะไรต่อ “ข้าจะชดใช้ให้คุณหนูจนกว่าจะพอใจ แต่หากครั้งหน้าลงมือทำร้ายนางอีก ข้าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด” เขาพูดแต่เพียงเท่านี้แล้วเดินจากไปพร้อมเสิ่นอวี้หลานโดยไม่พูดสิ่งใดอีก 


    “เจ้าจะไปไหน… ข้าบอกให้เจ้าไปได้แล้วหรือ” นางตะโกนรั้งอีกฝ่ายเอาไว้แต่ไม่เป็นผลเพราะเขาไม่ฟังคำพูดแต่เพราะรู้อยู่แล้วว่าหากต้องการหาตัวคนที่กล้าโต้เถียงกับนางนั้นง่ายราวปอกกล้วยจึงกลับไปรอเงียบ ๆ ที่จวนสกุลมู่


    หลังจากนั้น เด็กหนุ่มค่อย ๆ เก็บหอมรอมริบเงินจากการทำงานของตัวเองในทุก ๆ เดือนแล้วนำไปให้มู่หรงเซียวไม่มีขาด สะสมไปเรื่อย ๆ พลางคิดว่าต้องทำอย่างนี้ไปจนถึงเมื่อใดจึงจะชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดได้


    ทุกครั้งที่เจอหน้าเป็นไม่สบอารมณ์อยู่ร่ำไปแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเก็บอาการไม่แสดงออกไปตามตรง


    “หยางเสวี่ยเฟย” นางเอ่ยเรียกเขาให้เข้ามาใกล้ ๆ ดวงตาคู่งามจ้องมองใบหน้าเขาเหมือนอย่างเคยแล้วครุ่นคิดคิ้วขมวด เอียงคอมองแล้วพึมพำ “หยางเสวี่ยเฟย”


    “ข้าเพียงมาทำเรื่องที่ต้องทำ ขอตัวก่อนขอรับ” 


    “ข้ายังไม่ได้บอกให้เจ้าไปเสียหน่อย” มู่หรงเซียวยื่นแขนออกมากันไว้ไม่ยอมให้เขาหนีหน้า ในขณะที่อีกฝ่ายพยายามไม่ถือสาเอาความกับเด็กน้อยตรงหน้าแต่ก็ทำไม่ได้เพราะนางช่างเป็นเด็กเอาแต่ใจเสียจริง ๆ 


    “คุณหนูรั้งตัวข้าไว้เช่นนี้ หากสูญเสียรายได้ไป ข้าจะหาเงินจากไหนมาให้คุณหนูเล่า จากสามสิบปีอาจต้องเลื่อนเป็นตลอดชีวิต ข้าไม่อยากเป็นทาสในจวนสกุลมู่…”


    คำพูดที่เปล่งออกมาไม่ทำให้มู่หรงเซียวตระหนักถึงความเป็นจริง ในเมื่อเขาบอกว่าจะชดใช้ ต่อให้ต้องทำตลอดชีวิตก็ควรปล่อยให้เป็นอย่างนั้น


    “เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็คิดจะหนีแล้ว ช่างไม่เอาไหนจริง ๆ” นางหรี่ตามองอีกฝ่าย แล้วกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าเจ้ามีน้องสาวแล้วนางเป็นอันใดกับเจ้าจึงได้ตามล้างตามเช็ดสิ่งที่นางทำ”


    “นางคือคนสำคัญสำหรับข้า”


    มู่หรงเซียวนิ่วหน้าไม่สบอารมณ์เหมือนเด็กน้อยที่ถูกขัดใจ วันนั้นจึงไม่ยอมให้หยางเสวี่ยเฟยออกจากจวนสกุลมู่โดยอ้างเหตุผลว่า “ข้าอยากได้รากบัว หากเจ้าช่วยเก็บ ข้าจะให้ค่าจ้าง”


    “…”


    เด็กหนุ่มไม่ตอบเพราะไม่รู้ว่านางวางแผนอะไรไว้บ้างกลัวแต่จะยิ่งเดือดร้อนเพิ่มหากอยู่ที่นี่นานกว่านี้


    “แทนที่จะทำงานใช้หนี้ให้ข้าตลอดชีวิตก็เหลือแค่หกสิบปีอย่างไรเล่า” นางเอ่ยหน้าตาเฉยพลันลุกขึ้นยืนเดินไปที่สวนกว้างแล้วชี้ให้เขาดู “เก็บมาสักสองตะกร้าน่าจะพอ”


    หยางเสวี่ยเฟยมองไปรอบตัวเห็นคนงานตั้งมากมายแต่นางจงใจใช้งานเขาราวกับสนุกสนานที่ได้กลั่นแกล้งผู้อื่น แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำตามที่นางบอกเพียงเพื่อจะได้รีบจบสิ้นเรื่องราวคั่งค้างต่อกัน


    เวลานั้นเป็นช่วงกลางวัน แดดจ้าแสบตาไม่น้อย เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะลงลุยโคลนแล้วเริ่มเก็บรากบัวอย่างที่เจ้าหนี้ต้องการ


    สภาพเสื้อผ้าหน้าผมเปรอะเปื้อนดินไปหมดจนแทบดูไม่ออกว่าเป็นใครแต่ดวงตาสีทับทิมยังคงจ้องเหมือนอย่างเคย จับตาดูอยู่ในศาลาทานขนมว่างสบายอารมณ์เหมือนดูละครเรื่องหนึ่ง


    ทันใดนั้น ภาพในความทรงจำปรากฏขึ้น นางยิ้มมุมปาก สีหน้าระรื่น “หยางเสวี่ยเฟย ข้าจำเจ้าได้แล้ว...”

     

    คล้ายกับเรื่อง(E-Book - อ่านฟรี) ฮูหยินแสนรักของรองแม่ทัพ ที่คุณอ่าน

    เทพมังกรเหนือโลก

    เทพมังกรเหนือโลก

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    104K 62
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.87M 2430
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380