บทที่ ๘ : คัมภีร์ฝึกยุทธ
แม้จักมีลมปราณสูงส่งเพียงใด แต่หากไม่มีคัมภีร์เพลงยุทธคอยกำกับชี้แนะ ก็ดูเหมือนผู้ฝึกตนในห้วงมิติแห่งนี้จะขาดทักษะการต่อสู้แลดูไร้ค่าไร้ราคาโดยปริยาย...
เฟยหลงเริ่มตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ดีั้แ่เขาบรรลุลมปราณขั้นบริสุทธิ์เมื่อแปดเดือนก่อน ใช่! แม้เขาจะมีพลังปราณสูงส่งเหนือใต้หล้า แต่เขากลับงัดพลังออกมาใช้ไม่ได้เลยสักอย่าง
ในมิติของฟางเซียนนั้นกระบวนท่าเพลงยุทธก็ถือเป็อีกส่วนหนึ่งของปัจจัยสำคัญ หากบรรลุลมปราณได้แต่ไม่มีกระบวนท่าให้ใช้ ก็ดูเหมือนมันจะไม่มีความหมาย
“ให้ตายสิ!”องค์กุ้ยเฟยผู้งดงามถอดถอนหายใจ ขณะอ่านเอกสารเกี่ยวกับจอมยุทธในอาณาจักรต้าฉีคิ้วขมวดเป็ปมยับย่น ร่างบางกำลังไล่อ่านตัวอักษรทุกกระเบียดนิ้ว “หากไม่ได้ฝากตัวเป็ศิษย์ของสำนักใด ก็จะไม่ได้รับคัมภีร์ฝึกยุทธซึ่งคัมภีร์ก็มีหลายระดับชั้นอีก ท่วงท่าต่างๆ ก็จะพัฒนาไปตามขั้นของตำรับตำรา อืม...ฟังดูยุ่งยากชะมัดแถมตอนนี้เราก็ไม่สามารถเลื่อนพลังปราณขั้นต่อไปได้... ไม่ว่าจะกินดื่มอาหารจากโลกเดิมของเรามากมายแค่ไหนปราณของเรายังก็หยุดเฉยอยู่แต่เพียงเท่านี้”
หญิงสาวเอาสองแขนค้ำคางพาดโต๊ะแก้มป่องพองลมอย่างคิดหนัก “การจะได้ตำรับตำราขั้นสูงสุดระดับเทวะต้องเป็ผู้สืบทอดเ้าสำนักอีกต่างหาก แถมจวนฝึกยุทธต่างๆ ก็จะคัดเลือกลูกศิษย์ให้ตรงสายกับวิชาที่ฝึกสอนซึ่งลูกศิษย์แต่ละคนจะใช้คัมภีร์ยุทธได้สายเดียวเท่านั้น โดยแบ่งออกเป็หกธาตุ ดินน้ำ ลม ไฟ สายฟ้า แสง ส่วนธาตุมืดอันเป็ธาตุที่เจ็ด ดันเป็ธาตุของเผ่ามาร”เฟยหลงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ถึงจะรู้อยู่แล้วว่ามิติแห่งนี้ไม่ใช่โลกเดียวกันกับของเราก็เถอะแต่การมีเผ่ามารดำรงชีพอยู่ด้วย มันชักเริ่มแฟนตาซีไซไฟไปไหม?”
เฟยหลงลุกขึ้นยืนแล้วเดินทอดน่องเป็วงกลมเหมือนใช้สมองสายตาไล่ดูเอกสารต่างๆ ที่เขียนเกี่ยวกับเหล่าจอมยุทธในห้วงมิติแห่งนี้ภายในห้องสมุดของจวนว่าการแห่งหนานซา
“ถ้าฝึกกระบวนท่าไม่สำเร็จก็เรียกว่าสำเร็จยุทธไม่ได้ แต่กระบวนท่าที่มีในตอนนี้ก็เป็เพียงขั้นพื้นฐาน...ระดับของมันต่ำกว่าชั้นปฐีเสียอีกแม้จะกำกับปราณชั้นบริสุทธิ์ลองใช้เพลงยุทธเหล่านี้ดู พวกมันก็แสดงอานุภาพเทียบเท่ากับพลังปฐีธรรมดาเท่านั้นขืนเป็แบบนี้อีกต่อไป หากมีการลอบสังหารเกิดขึ้นจริงๆ เราคงเอาตัวไม่รอดแน่”
หญิงสาวหุ่นสวยมุ่ยหน้าย่นคิ้วพลางวางคัมภีร์ภาพสอนยุทธเบื้องต้นลงในชั้นวางให้กลับเข้าที่ ก่อนเอียงคอฉงนกอดอกครุ่นคิดหาทางออก
“คัมภีร์ยุทธมันก็เป็แค่หนังสือภาพเหมือนการ์ตูนจากโลกเก่าของเราซึ่งดูงี่เง่าปัญญาอ่อนชะมัด แต่ถึงจะเป็แบบนั้น ท่วงท่าที่เขียนเอาไว้ในตำรับตำราขั้นพื้นฐานพวกนี้ก็นำไปใช้ได้จริง...นี่ถ้าเรามีคัมภีร์ท่วงท่าที่รุนแรงขึ้นระดับัหรือสรรพยุทธล่ะก็คงไม่ต้องกลัวใครหน้าไหนอีก!”
สองขาก้าวเดินออกไปอย่างไร้จุดหมายั์ตาเหม่อลอยคิดคำนึงถึงเื่ต่างๆ จนแทบไม่รู้สึกตัวเลยว่า เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว
“ท่านผู้ตรวจการแผ่นดินเสด็จ”ขันทีประจำจวนว่าการแห่งหนานซาะโก้อง เมื่อเห็นองค์กุ้ยเฟยสัญจรผ่านทางมาพอดิบพอดีขณะที่เหล่าพลทหารระดับล่างต่างก้มหัวคุกเข่าลงแนบพื้น ทำให้เฟยหลงฟื้นคืนสติกลับมาจากอาการเหม่อลอยได้
“นี่เราเดินมาถึงโรงฝึกของพวกทหารั้แ่เมื่อไหร่?” ั์ตาคู่สวยจดจ้องกองทหารสี่สิบกว่าชีวิตค้างนิ่ง ปากบ่นพึมพำอุบอิบในลำคอ“ตามสบายเถอะ ฝึกกันต่อเลย ไม่ต้องสนใจข้า”
เหล่าพวกทหารต่างส่งเสียงรับคำขึ้นพร้อมกัน“ขอบพระทัยท่านผู้ตรวจการ” พวกมันต่างมุ่งหน้าฝึกฝนกันต่ออย่างเอาเป็เอาตาย! โดยหวังให้กุ้ยเฟยผู้งดงามกล่าวคำชมพวกมันบ้าง...เพียงถ้อยคำสักเล็กน้อยก็ยังดี
ทว่า...ร่างระหงกลับไม่สนใจเหล่าทหารในโรงฝึกเลยสักนิดร่างบางเดินทอดน่องหายไปยังหอบรรทมของตนเองด้วยสีหน้าสลดหดหู่จนทำให้พวกทหารสี่สิบกว่านายต่างซุบซิบเสียงดังกันเซ็งแซ่
“ผู้ใดที่ทำให้พระนางมีสีหน้าเฉกเช่นนี้กัน”ทหารนายหนึ่งกำหมัดขบกรามแน่น ก่อนจะมีทหารอีกนายเอ่ยตอบกลับขึ้นว่า“เป็เพราะพวกเราไร้ความสามารถ ท่านผู้นั้นถึงได้ต้องโศกเศร้าถ้าพวกเราไม่พยายามกันให้มากกว่านี้ล่ะก็ คงแพ้หน่วยตำรวจที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่เป็แน่แท้”
พอเหล่าทหารทุกคนได้ฟังประโยคนี้จบพวกมันก็กัดฟันซ้อมหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิมเสียอีกเพราะหลงเข้าใจไปเองว่าเฟยหลงซึมเศร้าสีหน้าไม่ดีเพราะพวกมันอ่อนแอ...
“สู้เว้ย! ใครจะไปยอมแพ้พวกตำรวจที่เพิ่งก่อตั้งกันล่ะ”
ณ...หอบรรทมในจวนว่าการแห่งหนานซา
เฟยหลงยังคงครุ่นคิดหาวิธีฝึกวิชาด้วยตนเองร่างบางคลุมโปงใช้สมองหัวแทบะเิ แต่ไม่ว่าเขาจะคิดวิเคราะห์แยกแยะมากแค่ไหน...เขาก็พบแต่ทางตันมากขึ้นเท่านั้น...
“ถ้าเราไม่ไปฝากตัวเป็ศิษย์ของที่ไหนสักแห่งเห็นทีความก้าวหน้าเื่พลังยุทธคงไม่มีทางกระเตื้องขึ้นแน่ๆ ...แต่จวนสำนักฝึกยุทธที่มี...ล้วนแล้วแต่อยู่ในเมืองหลวงฉีอิงเป็ไปได้ยากมากที่เราจะกลับไปโดยไม่เกิดอะไรขึ้นแถมราชโองการแต่งตั้งให้เราต้องประจำการอยู่ที่นี่จากหมอนั่นก็ยังคงอยู่ เอาจริงๆมันก็เหมือนโดนเนรเทศทางอ้อมเลยนี่หว่า เพียงแต่ใช้คำพูดสวยหรูเพราะเป็คำตรัสขององค์ฮ่องเต้ก็เท่านั้น” ร่างบางนอนพลิกไปพลิกมา สมองยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อคิดหาลู่ทางต่างๆให้ตนเองสำเร็จวิทยายุทธ
“จะว่าไปในเอกสารที่เราอ่านเจอ...ก็มีสำนักฝึกตนอยู่ในหนานซาเหมือนกันนี่ ถ้าในฉีอิงมีสำนักทั้งแปด ในหนานอิงก็น่าจะมีสักสี่ล่ะนะ”ั์ตาคู่สวยเบิกโพลงนอนไม่หลับ พลางแทะเล็บหัวแม่มือ กลิ้งคุดคู้วิเคราะห์คิดอยู่บนเตียงไม้ขนาดใหญ่
“ลั่วลั่วที่มีปราณระดับราชันย์แต่ไม่มีเพลงยุทธเราเคยทดลองส่งเธอไปประลองกับพวกทหารโง่ระดับปราณ์ยังเสือกแพ้ แถมจะครูพักลักจำกระบวนท่าของพวกทหารมาใช้ก็ไม่มีประโยชน์เพราะเราไม่เข้าใจถึงวิธีการออกท่วงท่า และความหมายในการแสดงผลลัพธ์ของท่าพวกนั้นเลยทำให้เราไม่สามารถเอามาใช้ฝึกเพลงยุทธเป็ของตัวเองได้”
ครู่หนึ่ง...เฟยหลงก็หลับตาปี๋แล้วตัดสินใจหยุดคิดเื่ราวต่างๆ พร้อมพยายามข่มตาให้ตนเองนอนหลับพักผ่อน
“ถ้ามันมีสำนักฝึกยุทธในหนานซาอยู่จริงตามที่เอกสารได้เขียนไว้...พรุ่งนี้! เราจะลองไปฝากตนเป็ศิษย์ดูสักที่ก็แล้วกัน”
เวลารุ่งสางของวันต่อมา...
เฟยหลงลุกขึ้นจากเตียงด้วยขอบตาดำคล้ำเป็วงรอบสภาพร่างบางดูสะโหลสะเหลชวนพิลึก ขณะที่องครักษ์ลั่วเอียงคอมองตามด้วยความสงสัย...
“นายหญิงตื่นเช้าเฉกเช่นนี้จะไปยังที่แห่งใดหรือเพคะ หม่อมฉันจะได้สั่งเด็กๆ ให้เตรียมเกี้ยวเผื่อเอาไว้”เด็กสาวเอ่ยถามด้วยดวงตาบ้องแบ๊ว ขณะที่ผู้เป็นายกำลังจัดแจงเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์แบบเต็มยศ“ข้าจักไปสำนักฝึกยุทธย่านกงต่ง”
เกี้ยวผู้ตรวจการถูกเตรียมไว้ั้แ่ไก่โห่กุ้ยเฟยสาวไม่ยอมเสียเวลาเลยสักนิด ร่างระหงออกมุ่งหน้าพร้อมลั่วลั่วและผู้ติดตามอีกสี่คนก่อนเดินทางไปยังจวนสำนักฝึกยุทธที่อยู่ใกล้ที่สุด ด้วยความคาดหวังพัฒนาตนเองอยู่เต็มเปี่ยม
เมื่อถึงจวนฝึกยุทธสำนักเกาทัณฑ์ทะเลหมอกแห่งหนานซาเฟยหลงก็ก้าวขาโผลงเกี้ยวอย่างรวดเร็ว สีหน้าหญิงงามดูเบิกบานใจขึ้น เพราะเขาถึงที่หมายตามความประสงค์
“ก็ไม่เห็นต้องเสียเวลาไปถึงฉีอิงเพราะที่นี่ก็มีสำนักฝึกยุทธเช่นเดียวกัน” หญิงสาวเอื้อนเอ่ยโดยมีลั่วลั่วยืนพยักหน้าสำทับแบบเห็นด้วย
“เ้าเป็ใครกันถึงได้เสียมารยาทจอดเกี้ยวขวางจวนสำนักเฉกเช่นนี้” ชายชราหนวดหงอกท่าทางทรงภูมิตวาดแหวสองมือกอดอกแน่นเหมือนอวดบารมี
“เสียมารยาท!ท่านผู้นี้คือผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งหนานซา เ้ายังไม่รีบคุกเข่าอีก”ลั่วลั่วเอ่ยเถียงกลับ แต่ดูเหมือนชายชราจะไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
“อ้อ!จะอวดบรรดาศักดิ์กระนั้นหรือ ข้าคือหนึ่งในผู้คุมกฎหนึ่งเกาทัณฑ์สยบใต้หล้า...แม้แต่องค์ฮ่องเต้เสด็จมาเอง ก็มิอาจบังคับให้ข้าคุกเข่าได้”ชายชราแสยะยิ้มข่มขู่ “จวนฝึกยุทธของเรามีหนึ่งในสิบสองอาวุธตำนานและเคล็ดวิชาของเราก็เป็หนึ่งในแผ่นดินต้าฉี ...จะเป็ใครยิ่งใหญ่มาจากไหนข้าไม่สน...นี่แหละคือคติของชาวยุทธ! ข้าจะก้มหัวให้ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้น!”
เฟยหลงยืนยิ้มสงบนิ่งพลันเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยขึ้นแทรก “ระดับบ่มเพาะของผู้าุโคือ?”
ชายชราจ้องมองไปที่องค์กุ้ยเฟยฟางเซียนพลันเปล่งออร่าสีเขียวปราณัให้ปรากฏขึ้นรอบตัว
“เห็นแบบนี้แล้วพวกเ้าเข้าใจหรือยัง...ผู้ตรวจการสาวน้อยผู้มีปราณยุทธระดับข้าหาได้ยากยิ่งในแผ่นดินต้าฉี ...และหากเ้าพบกับประมุขพรรคผู้เป็เทพแห่งธนูเ้าอาจตกตะลึงมากกว่านี้เสียอีก เพราะเขาเป็ถึงขั้นสรรพยุทธ!” เหล่าทหารผู้ติดตามองค์กุ้ยเฟยทั้งสี่คนทรุดเข่าปรากฏสีหน้าหวาดวิตกยกเว้นแต่องค์กุ้ยเฟยฟางเซียนและองครักษ์สาวลั่วลั่ว...ที่ทั้งสองยังคงสงบเสงี่ยมยืนนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น...
“ช้าก่อนลั่วลั่ว”เฟยหลงทำไม้ทำมือห้ามปรามองครักษ์สาวที่กำลังตั้งท่าจะเปล่งพลังปราณออกมา
“อึก!…เพคะ ก็หม่อมฉัน...” เหม่ยลั่วลั่วสะกดกลั้นอารมณ์โกรธหน้าแดงก่ำถึงใบหูสองมือกำปลอกกระบี่แน่นจนปริแตกร้าวทั้งเล่ม
“ข้ามาที่นี่เพื่อฝากตัวเป็ศิษย์หวังได้คัมภีร์ฝึกยุทธสักเล่มติดไม้ติดมือกลับบ้านไปฝึกฝน” ริมฝีปากสีแดงเอื้อนเอ่ยน้ำเสียงไพเราะทว่า...ชายชรากลับส่งเสียงหัวเราะดังขึ้นตัดบท จนลั่วลั่วมีสีหน้าไม่พอใจยิ่งขึ้นไปอีก
“เป็หญิงสาวที่น่าสนใจแต่จวนเกาทัณฑ์ทะเลหมอกไม่รับศิษย์ที่เป็หญิงส่วนคัมภีร์เคล็ดวิชาของสำนักก็มิอาจแพร่งพรายให้บุคคลภายนอกศึกษาได้เกรงว่าแม่นางคงต้องกลับบ้านมือเปล่า”
“ผู้าุโพอจะแสดงวรยุทธให้ข้าดูสักกระบวนได้หรือไม่ว่าสำนักของท่านยิ่งใหญ่ถึงเพียงใด” เฟยหลงยังคงสะกดกลั้นสติอารมณ์ไว้สำนวนสำเนียงยังคงรื่นหูอยู่ เพราะเขาอยากรู้ถึงเคล็ดลับวิธีการใช้ปราณที่ถูกต้อง
ผู้เฒ่าชราหลับตาข้างหนึ่งอมยิ้มหัวเราะกลั้วคอก่อนยกมือขึ้นฟ้าทำท่าทางราวกับง้างธนูล่องหน “ดูไว้ให้ดีแม่นางถึงความยิ่งใหญ่ หนึ่งในสี่จวนฝึกยุทธแห่งหนานซา”
ศรแสงสีฟ้าจำนวนมากพุ่งทะยานออกจากคันธนูล่องหนของตาแก่หงำเหงือกพวกมันพุ่งทะลุผ่านก้อนเมฆที่ลอยเอื่อยเฉื่อย ก่อนจะแตกกระจายกลายเป็ดอกไม้ไฟสว่างจ้าเต็มท้องฟ้า
เฟยหลงและลั่วลั่วแหงนหน้ามองตามค้างนิ่งใบหน้าของทั้งสองมีแววตะลึงงันปรากฏให้เห็นทั่วใบหน้า
‘ปราณระดับัพอมีกระบวนยุทธก็สามารถทำได้ถึงขนาดนี้ถ้าเราสามารถใช้ได้สักกระบวนท่าหนึ่งคงจะดีไม่น้อย’
เฟยหลงครุ่นคิดขึ้นภายในใจหนึ่งมุมปากอมยิ้มวาดฝัน
“ขอบคุณผู้าุโที่เมตตาแสดงวรยุทธให้ได้ชม”ร่างบางกล่าว “เด็กๆ พวกเรากลับ”
กุ้ยเฟยฟางเซียนก้าวขาขึ้นเกี้ยวไม่พูดพร่ำปล่อยให้ชายชรายืนงุนงงสงสัยในกริยาท่าทางของอีกฝ่าย
“ยุ่งยาก!แถมตาแก่ยังเล่นลิ้นลีลาชะมัด ...ไอ้เื่คัมภีร์ฝึกยุทธบ้าบอคอแตกพวกนี้ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ มีแต่จะทำให้เครียดจนไม่สามารถบริหารบ้านเมืองต่อไปได้เห็นทีคงต้องหาทางสงบจิตสงบใจพักผ่อนเสียหน่อย... กลับไปหาของอร่อยที่มิตินู้นกิน...พร้อมกับซื้อข้าวของเครื่องใช้ให้หนำใจจะว่าไป... เอาทองไปขายแล้วซื้อบ้านเดี่ยวสุดหรูหมกตัวอยู่สักหลังแล้วค่อยกลับมาลุยใหม่ที่มิตินี้อีกครั้งก็ไม่สาย!”
ั์ตาของหญิงสาววาวโรจน์ พร้อมบ่นอุบอิบพึมพำคนเดียวอยู่บนเกี้ยวแบกหาม
“กลับไปโลกเดิมคราวนี้...คงต้องให้อากุ่ยซื้อปืนพกสักกระบอกกลับมาฝาก”
โปรดติดตามตอนต่อไป