จารึกที่ 167 : ผู้โดยสารปริศนา : คลื่นใต้น้ำบนนาวากระบี่
เรือเหาะกระบี่ขนาดกลางของตระกูลเฟิง แหวกว่ายผ่านม่านเมฆสีขาวปุยด้วยความเร็วสูง มุ่งหน้าสู่ทิศอุดร (เหนือ) ที่ซึ่งอากาศเริ่มหนาวเย็นลงเรื่อยๆ ตามระยะทางที่ห่างไกลจากสำนักหมึกวารี
บนดาดฟ้าเรือ อาเจีย ยืนกอดอกสูดอากาศบริสุทธิ์ (ที่เขาคิดเอาเองว่าเป็นกลิ่นของเงินตราในอนาคต) โดยมี เจ้าสัวทมิฬยืนสงบนิ่งเป็นเงาอยู่เบื้องหลัง
"สหายเฟิง..." อาเจียหันไปถาม เฟิงอี้หราน ที่กำลังนั่งจิบชาแก้เครียด "เรือลำนี้กินหินปราณวันละเท่าไหร่? ข้าคำนวณดูแล้ว ถ้าเราบินช้าลงอีกนิด จะประหยัดได้ 2 ส่วนนะ"
เฟิงอี้หรานกลอกตา "เลิกงกสักเค่อได้ไหม! นี่คือ 'นาวาท่องเมฆา' รุ่นใหม่ล่าสุดของตระกูลข้า มันใช้ 'ค่ายกลดูดซับลม' ช่วยพยุงตัว... ไม่เปลืองหินปราณของเจ้าหรอกน่า"
"อ้อ... แล้วไป" อาเจียยิ้มกว้าง "ว่าแต่... ทำไมข้ารู้สึกว่าเรือลำนี้มัน 'หนัก' แปลกๆ เหมือนมีน้ำหนักส่วนเกิน?"
"คิกคิก... จมูกไวสมเป็นพี่ชายอาเจียจริงๆ"
เสียงหัวเราะสดใสราวกับกระดิ่งเงินดังขึ้นมาจากห้องพักรับรองใต้ท้องเรือ
ประตูห้องถูกเปิดออก พร้อมกับร่างบอบบางในชุดสีชมพูอ่อนที่วิ่งถลาขึ้นมาบนดาดฟ้า ผมเปียคู่แกว่งไกวไปตามจังหวะการวิ่ง ใบหน้าจิ้มลิ้มประดับด้วยรอยยิ้มซุกซน
"พี่ชายอาเจีย!"
"เฮ้ย!" อาเจียตาถลน "คุณหนูเล็ก!"
เฟิงหลิงเอ๋อร์ (น้องสาวจอมแก่นของเฟิงอี้หราน) กระโดดเข้าเกาะแขนอาเจียแน่น ราวกับลูกลิงเกาะต้นไม้
"ไม่ได้เจอกันตั้งนาน! ข้าคิดถึ๊งคิดถึงท่าน! ...ได้ข่าวว่าท่านกลายเป็นวีรบุรุษกู้สำนักไปแล้ว เท่ที่สุดเลย!"
"เฟิงหลิงเอ๋อร์!" เฟิงอี้หรานวางถ้วยชาลงกระแทกโต๊ะ "เจ้าแอบขึ้นมาได้ยังไง! ท่านพ่อสั่งกักบริเวณเจ้าไม่ใช่รึ?"
"ก็ท่านพ่อบอกว่าท่านพี่จะไปเที่ยว... เอ้ย ไปงานประลองสนุกๆ ข้าก็เลยอยากไปเปิดหูเปิดตาบ้าง" เฟิงหลิงเอ๋อร์แลบลิ้นใส่พี่ชาย "อีกอย่าง ข้าเอายันต์เคลื่อนย้ายฉุกเฉินระดับสูงมาด้วยนะ ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ข้าพาทุกคนหนีได้... มีประโยชน์กว่าพี่ชายขี้งกอย่างท่านตั้งเยอะ!"
อาเจียมองเฟิงหลิงเอ๋อร์ที่เกาะแขนเขาไม่ปล่อย พลางถอนหายใจ (แต่ในใจก็แอบดีใจที่มีสาวงามมาเกาะแกะ)
"เอาเถอะๆ... มาแล้วก็แล้วไป แต่อย่าก่อเรื่องนะคุณหนู... และที่สำคัญ 'ค่าอาหาร' ต้องจ่ายเอง!"
"โธ่... พี่ชายอาเจียใจร้ายจัง" เฟิงหลิงเอ๋อร์ทำแก้มป่อง "แต่ไม่เป็นไร ข้าเตรียมขนมมาเยอะ เดี๋ยวแบ่งให้!"
ในขณะที่บรรยากาศกำลังครึกครื้นด้วยเสียงเจื้อยแจ้วของเฟิงหลิงเอ๋อร์...
ฉินมู่หลาง ที่นั่งขัดสมาธิทำสมาธิอยู่ที่หัวเรือ จู่ๆ ก็ลืมตาขึ้น แววตาคมกริบจ้องมองไปที่เสากระโดงเรือ
"ออกมาเถอะ... ศิษย์น้องหลิน" ฉินมู่หลางเอ่ยเสียงเรียบ
อาเจียชะงัก "หา? มีอีกคนเรอะ?"
สายลมเย็นยะเยือกพัดวูบผ่าน
ร่างระหงในชุดสีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆ ปรากฏกายขึ้นจากความว่างเปล่าบนยอดเสากระโดงเรือ ราวกับนางยืนอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่ต้น แววตาของนางนิ่งสงบดุจผิวน้ำ แต่แฝงด้วยความเย็นชาตามแบบฉบับเทพธิดาน้ำแข็ง
หลินชิงเสวี่ย ร่อนลงสู่พื้นเรืออย่างแผ่วเบา ไร้เสียงฝีเท้า
"ศิษย์พี่หญิงหลิน!" อาเจียอ้าปากค้าง "ท่าน... ท่านมาทำอะไรที่นี่? ท่านน่าจะอยู่ช่วยท่านเจ้าสำนักฟื้นฟูค่ายกลนี่นา?"
"ท่านเจ้าสำนักมีคำสั่งลับ..." หลินชิงเสวี่ยตอบเสียงเรียบ นางปรายตามองอาเจีย (และเหลือบมองเฟิงหลิงเอ๋อร์ที่เกาะแขนเขาอยู่ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก)
"ในฐานะที่เจ้าคือ 'ผู้พิทักษ์ศิลา' และเป็นกุญแจสำคัญของสำนัก... การปล่อยให้เจ้าเดินทางไปแดนเหนือที่มีแต่เสือสิงห์กระทิงแรดโดยลำพังนั้นอันตรายเกินไป"
"ลำพังที่ไหน!" อาเจียชี้ไปรอบๆ "มีสหายเฟิง มีคุณชายฉิน มีเจ้าสัว... แล้วก็มียัยลิงนี่ด้วย!"
"คุณชายเฟิงเป็นพ่อค้า ไม่ใช่นักรบ... คุณชายฉินต้องกลับไปรายงานตัวที่สำนัก อาจมีภารกิจแยกตัว... ส่วนคุณหนูเฟิง..." หลินชิงเสวี่ยเว้นจังหวะ "นางต้องการคนดูแล"
เฟิงหลิงเอ๋อร์แยกเขี้ยว "ข้าดูแลตัวเองได้ย่ะ!"
"สรุปคือ..." หลินชิงเสวี่ยเมินเสียงนกเสียงกา หันมาจ้องตาอาเจีย
"ข้าได้รับมอบหมายให้มาเป็น 'องครักษ์เงา' และ 'ผู้สังเกตการณ์' ของเจ้า... จนกว่างานประลองจะจบ ข้าจะอยู่ห่างจากเจ้าไม่เกิน 10 ก้าว"
"10 ก้าว!" อาเจียหน้าซีด 'ตายล่ะหว่า... ยัยหูทิพย์นี่มาตามติด แล้วข้าจะแอบคุยกับมู่เฉิน หรือแอบนับเงินลับๆ ได้ยังไง!'
[ระวังตัวไว้...] มู่เฉินเตือนในจิต [นางผู้นี้มี 'โสตสวรรค์' ที่พัฒนาขึ้นหลังจากศึกที่สุสานศัสตรา... นางอาจจะได้ยินแม้กระทั่งเสียงกระซิบของวิญญาณ หากเจ้าไม่ระวัง ความลับเรื่องข้าอาจจะแตกได้]
อาเจียกลืนน้ำลาย หัวเราะแห้งๆ
"แหม... เป็นเกียรติอย่างยิ่งขอรับ! มีเทพธิดามาคุ้มครอง ข้าอุ่นใจขึ้นเยอะเลย!" (กัดฟันพูด)
การเดินทางจึงดำเนินต่อไปด้วยบรรยากาศที่แปลกประหลาด...
เฟิงหลิงเอ๋อร์ คอยจุ้นจ้าน ชวนอาเจียคุยและป้อนขนม (เพื่อยั่วโมโหใครบางคน)
หลินชิงเสวี่ย นั่งสงบนิ่งอยู่ที่มุมเรือ หลับตาลงเหมือนไม่สนใจโลก แต่หูของนางกลับคอยดักฟังทุกความเคลื่อนไหว โดยเฉพาะจังหวะการเต้นของหัวใจอาเจีย
...
ยามพลบค่ำ เหนือน่านฟ้าป่าหมอกทมิฬ
อากาศเริ่มแปรปรวน ลมกรรโชกแรงจนเรือเหาะโคลงเคลง
"เรากำลังเข้าเขต 'ป่าหมอกทมิฬ' รอยต่อสู่แดนเหนือ" ฉินมู่หลางเตือน "แถวนี้มีสัตว์อสูรบินได้ดุร้าย ระวังตัวด้วย"
ทันใดนั้น...
[ ตรวจพบ... คลื่นเสียง... ทิศตะวันออก... ระยะ 5 ลี้ ]
เจ้าสัวทมิฬ (ที่ยืนนิ่งมาตลอด) จู่ๆ ก็ขยับตัว ดวงตาสีม่วงสว่างวาบขึ้น ส่งเสียงเตือนภัย
ในเวลาเดียวกัน หลินชิงเสวี่ยก็ลืมตาโพลง
"ฝูง 'อินทรีวายุคลั่ง' ...จำนวนมาก... ประมาณ 50 ตัว กำลังพุ่งตรงมาทางนี้!"
"50 ตัว!" เฟิงอี้หรานหน้าถอดสี "นั่นมันฝูงใหญ่ระดับภัยพิบัติ! นาวาท่องเมฆาไม่ใช่นาวารบนะ!"
"เตรียมปะทะ!" ฉินมู่หลางชักกระบี่
"เดี๋ยว..." อาเจียยกมือห้าม รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้น
เขาหันไปมองหลินชิงเสวี่ย และเจ้าสัวทมิฬสลับกัน
"ในเมื่อเรามี 'โสตสวรรค์' ของศิษย์พี่หญิง และ 'เนตรมาร' ของเจ้าสัว... เราไม่จำเป็นต้องสู้ให้เปลืองแรงหรอก"
อาเจียเดินไปที่พังงาเรือ
"ศิษย์พี่หญิงหลิน... ท่านช่วยบอกตำแหน่ง 'จ่าฝูง' ให้ข้าหน่อยได้ไหม?"
หลินชิงเสวี่ยขมวดคิ้ว "เจ้าจะทำอะไร?"
"บอกมาเถอะน่า"
นางหลับตาลง เพ่งสมาธิไปที่เสียงปีกนับร้อย
"ตัวที่บินสูงที่สุด... ทางขวานิดหน่อย... มันกำลังส่งสัญญาณเสียงสั่งการลูกฝูง"
"เยี่ยม!" อาเจียหันไปสั่งเจ้าสัว
"เจ้าสัว... ล็อกเป้า! ใช้ 'คลื่นเสียงรบกวน' ยิงสวนกลับไปที่ความถี่เดียวกับจ่าฝูง!"
[ รับทราบ... วิเคราะห์... สร้างคลื่นเสียง... ยิง! ]
เจ้าสัวอ้าปากกว้าง แต่ไม่มีเสียงดังออกมา มีเพียงคลื่นอากาศที่สั่นไหวอย่างรุนแรงพุ่งออกไปเป็นเส้นตรง
ก๊าซซซซ!
เสียงร้องโหยหวนของจ่าฝูงอินทรีดังแว่วมาแต่ไกล ฝูงอินทรีที่กำลังพุ่งเข้ามา จู่ๆ ก็แตกขบวนบินชนกันเองวุ่นวาย ราวกับคำสั่งที่ได้รับถูกบิดเบือนจนสับสน
พวกมันหมุนคว้างกลางอากาศ แล้วบินหนีไปคนละทิศละทาง
"เรียบร้อย..." อาเจียปัดมือ "ไม่ต้องเปลืองแรงฟัน ไม่ต้องเปลืองยันต์... แค่ใช้ศาสตร์วิศวกรรมสวรรค์... เอ้ย ใช้วิชาใหม่นิดหน่อย"
หลินชิงเสวี่ยลืมตาขึ้นมองอาเจีย (และเจ้าสัว) ด้วยความประหลาดใจ
"เจ้า... สามารถเลียนแบบคลื่นเสียงของสัตว์อสูรได้?"
นางเริ่มสนใจในตัวศิษย์น้องผู้นี้มากขึ้นไปอีก... ไม่ใช่แค่ความเก่งกาจ แต่คือ 'วิธีคิด' ที่แปลกประหลาดไม่เหมือนใคร
"อาเจียสุดยอด!" เฟิงหลิงเอ๋อร์กระโดดกอดคออาเจียอีกครั้ง
ทำให้หลินชิงเสวี่ยต้องเบือนหน้าหนีไปมองท้องฟ้าแทน แต่คิ้วเรียวงามนั้นขมวดมุ่นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกบางอย่างที่นางเองก็ไม่เข้าใจ
"เอาล่ะทุกคน..." อาเจียมองไปที่เส้นขอบฟ้าที่เริ่มเห็นยอดเขาหิมะสีขาวโพลนอยู่ไกลลิบ
"ยินดีต้อนรับสู่แดนเหนือ... ดินแดนที่หนาวเหน็บ แต่เต็มไปด้วยโอกาส (ในการกอบโกย)!"