ตอนที่ 148
เส้นชีพจรเหมันต์
เคล็ดวิชาลมปราณมังกรเหมันต์ที่เสวี่ยหมิงได้รับนั้น คือเคล็ดวิชาเดียวกับที่บรรพบุรุษตระกูลฉีได้รับมาด้วยความบังเอิญในอดีตกาลในช่วงการก่อตั้งสำนักมังกรเทวะ แต่เคล็ดวิชาที่ตระกูลฉีได้รับนั้นเป็นเพียงเคล็ดวิชาลมปราณเหมันต์ในขั้นต้นเท่านั้น ส่วนเคล็ดวิชาลมปราณเหมันต์ที่เสวี่ยหมิงได้รับเป็นฉบับบรรพกาลดั้งเดิม ซึ่งถือว่าสูงส่งกว่าที่ผู้คนตระกูลหลงในปัจจุบันถือครองอยู่เสียอีก แม้การได้รับเคล็ดวิชาลมปราณเหมันต์ในครั้งนี้จะถือเป็นโชควาสนาอีกครั้งของเสวี่ยหมิงแต่ได้รับส่วนได้รับ ส่วนการจะฝึกให้ถึงขั้นสูงสุดนั้นก็ต้องแล้วแต่ความสามารถและองค์ประกอบอื่น ๆ ของผู้ฝึกฝน
เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งเดือนนับตั้งแต่เสวี่ยหมิงเริ่มต้นฝึกฝนเคล็ดวิชาลมปราณมังกรเหมันต์ภายในกระถางกลั่นวิญญาณ ลมปราณบริสุทธิ์ของหินลมปราณชั้นสูงที่ถูกดึงดูดออกไปนั้นหมดสิ้นไปนานราวหนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่เพราะเสวี่ยหมิงมีอาการบาดเจ็บบอบช้ำสะสมทำให้หลังจากที่เสวี่ยหมิงฝึกฝนจนอยู่ในระดับเดียวกับฉีปิงซึ่งถือเป็นขั้นที่สามของเคล็ดวิชา พลังลมปราณภายในกายก็ทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับลมปราณแรกธรรมชาติในทันที พร้อมกับการก่อเส้นชีพจรเหมันต์ไปพร้อม ๆ กัน พลังงานที่แผ่ออกมาจากเส้นชีพจรเหมันต์จึงได้ทำหน้าที่เป็นเส้นลมปราณหลักแทนที่โลหิตที่เสริมความแข็งแกร่งจากเคล็ดบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้า ซึ่งผลของร่างกายที่อ่อนแอทำให้เสวี่ยหมิงไม่อาจควบคุมบังคับลมปราณที่เคยสั่งสมอยู่ภายในโลหิตจนลมปราณภายในโลหิตนั้นล้นทะลักกลับเข้าสู่เส้นชีพจรลมปราณเหมันต์ที่เพิ่งก่อเกิดราวน้ำป่าที่ไหลเอ่อเข้าท่วมอย่างรวดเร็ว
...แย่แล้วลมปราณที่สะสมเอาไว้มีมากเกินกว่าที่ร่างกายของเราจะรับไหว เดี๋ยวก่อน...เคล็ดวิชาลมปราณมังกรเหมันต์ ในขั้นที่สี่จำต้องอาศัยพลังสะสมของมังกรในการฝึกฝน
เพราะลมปราณที่ล้นทะลักมีมากเกินไป และหากฝืนเก็บเอาไว้เสวี่ยหมิงอาจจะได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นและด้วยสภาพร่างกายในปัจจุบันเสวี่ยหมิงก็อาจจะถึงตายเพราะร่างแตกระเบิดออกได้ แต่จะให้ทิ้งพลังที่สะสมเอาไว้เสวี่ยหมิงก็รู้สึกเสียดายเกินกว่าจะตัดใจ ทำให้เสวี่ยหมิงคิดเสี่ยงเดินหน้าฝึกฝนเคล็ดวิชาลมปราณมังกรเหมันต์ในขั้นที่สี่ต่อไปในทันที ซึ่งในขอบขั้นนี้ถือเป็นขอบขั้นสุดท้ายที่บรรพบุรุษตระกูลฉีได้รับมา ซึ่งเป็นเพียงระดับพลังชั้นต้นของเคล็ดวิชาลมปราณมังกรเหมันต์ที่แท้จริงเท่านั้น
หญ้าปราณมังกรที่เก็บเอาไว้ถูกเรียกออกมาจากแหวนมิติวงสุดท้ายของเสวี่ยหมิง เสวี่ยหมิงไม่ต้องการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ใช้พลังจิตวิญญาณดึงรั้งหญ้าปราณมังกรเข้าหาตัวก่อนจะใช้เดินลมปราณฝึกฝนตามภาพที่ปรากฏวาบขึ้นในสมอง ไอลมปราณที่เกิดขึ้นจากหญ้าปราณมังกรก่อตัวเป็นรูปร่างของมังกรพันล้อมเสวี่ยหมิงเอาไว้ พลังลมปราณที่ล้นทะลักถูกฝืนบังคับให้วิ่งวนไปตามเส้นชีพจรลมปราณเหมันต์แม้จะเจ็บปวดจนสุดทานทนแต่ร่างกายของเสวี่ยหมิงก็ไม่เกิดการแตกระเบิดออกแต่อย่างใด เพราะร่างกายของเสวี่ยหมิงนั้นถูกหลอมสร้างขึ้นใหม่จากเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้า ทุกระยะที่พลังงานจากหญ้าปราณมังกรวิ่งผ่านเส้นลมปราณก็ดูดซับพลังลมปราณจากกระแสโลหิตหลอมรวมเข้ากับพลังมังกรที่เกิดจากหญ้าปราณมังกร เสริมสร้างจนเส้นชีพจรเหมันต์ของเสวี่ยหมิงค่อย ๆ หนาขึ้นตามการวิ่งวน แม้ในบางครั้งพลังที่ล้นทะลักจะส่งผลให้ร่างกายของเสวี่ยหมิงปริแตกออก แต่เมื่อผ่านไปครู่ใหญ่ ๆ เส้นชีพจรเหมันต์ก็ค่อย ๆ แผ่พลังเย็นเยียบออกมาปิดสกัด แม้จะไม่มีผลรักษาดีเลิศเช่นลมปราณเพลิงวิเศษแต่เส้นชีพจรธาตุน้ำนั้นก็มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูตามธรรมชาติในตัวเองอยู่แล้ว และการที่เสวี่ยหมิงตัดสินใจดื้อดึงไม่ยินยอมทิ้งลมปราณที่สะสมอยู่ในโลหิตของตัวเองออกไป กลับกลายเป็นว่าเส้นลมปราณเหมันต์ที่พัฒนาขึ้นกว่าเก่าช่วยสมานและฟื้นฟูบาดแผลที่สาหัสอยู่เดิมของเสวี่ยหมิงอย่างช้า ๆ และเมื่อเวลาผ่านไปสามวันลมปราณที่ล้นทะลักอยู่ก็ถูกเสวี่ยหมิงใช้ในการฝึกฝนเคล็ดวิชาลมปราณมังกรเหมันต์ขั้นที่ 4 จนหมดสิ้น
บรึ้ม !!!
ฝากระถางกลั่นวิญญาณถูกพลังที่เปี่ยมล้นจากการทะลวงเข้าสู่ระดับพลังแรกธรรมชาติขั้นต้นของเสวี่ยหมิงกระแทกลอยเปิดออกจากด้านใน แม้ร่างที่ฟื้นคืนของเสวี่ยหมิงในยามนี้จะแลดูขาวซีดไร้สีเลือด แต่รอบ ๆ ผิวกายกลับเปล่งรัศมีแห่งราชันย์ของสรรพสัตว์ทั้งปวงออกมา...รัศมีแห่งมังกร
เสวี่ยหมิงมองดูกระถางกลั่นวิญญาณที่เมื่อพังเสียหาย มันก็หดเล็กลงกลับสู่สภาพเดิม เมื่อเป็นของชำรุดเสวี่ยหมิงจึงไม่ได้ใส่ใจมันอีก เลือกที่จะใช้สายตาสำรวจดูรอบ ๆ ก่อนที่จะทดลองใช้พลังจิตวิญญาณของตัวเองแผ่ออกไปสำรวจ ทำให้เสวี่ยหมิงพบว่าตอนนี้เขาสามารถใช้พลังจิตวิญญาณของตนเองได้ดังเช่นปกติ ทำให้เสวี่ยหมิงรู้ว่าเจ้ากระถางที่กักขังตัวเองอยู่นั้นสามารถที่จะกั้นพลังจิตวิญญาณของผู้ฝึกตนไม่ให้เล็ดลอดออกไปได้ เมื่อคิดได้เช่นนั้นแม้ว่าฝามันจะชำรุดเสียหายเสวี่ยหมิงก็เลือกที่จะเก็บมันเข้ามาในแหวนมิติของตัวเอง
เมื่อขโมยของไว้แล้วหนึ่งชิ้นการจะเก็บเพิ่มก็ย่อมเลวร้ายมิต่างกัน ประกอบกับคนร้ายที่จับตัวเองมาก็ไม่ได้มีประสงค์ดีอยู่แล้ว เสวี่ยหมิงจึงเลือกที่จะใช้วิชาจิตเร้นปกปิดตัวตน ลอบออกไปยังกระท่อมหลังอื่น ๆ ที่สำรวจแล้วว่าไม่พบผู้คน กวาดเอาสิ่งของมีค่าที่น่าสนใจของเซียนเฒ่าประหลาดมาเก็บไว้ แต่น่าเสียดายที่แหวนมิติของเสวี่ยหมิงนั้นเหลือเพียงแค่วงเดียวเท่านั้น ทำให้มีพื้นที่มีจำกัดไม่อาจเก็บของทั้งหมดออกไปได้
เสวี่ยหมิงสนุกสนานกับการเลือกหยิบสิ่งของเข้า ๆ ออกแหวนมิติที่มีพื้นที่จำกัด จนกระทั่งเสวี่ยหมิงลอบเข้ามาค้นยังกระท่อมหลังกลางซึ่งใหญ่โตกว่าหลังอื่น ๆ เกือบห้าเท่า ที่เมื่อแรกเดินเข้ามาเสวี่ยหมิงก็ได้กลิ่นโอสถหอมฟุ้งลอยมาแตะจมูก ความโลภก็เข้าครอบงำจิตใจในทันที แต่ไม่ทันที่จะได้รื้อค้นสิ่งต่าง ๆ พลันพบว่าที่กลางห้องมีเตาหลอมขนาดใหญ่ และที่สำคัญมันช่างดูคุ้นตาเสวี่ยหมิงยิ่งนัก
...ทำไมข้ารู้สึกว่าเคยเห็นเจ้านี่ที่ไหนมาก่อนนะ
แม้หยุดครุ่นคิดแต่สองเท้ายังคงก้าวเดิน สองมือก็มิได้อยู่นิ่งหยิบคว้าโอสถที่อยู่บนชั้นของเซียนเฒ่าประหลาดมาเลือกดู น่าเสียดายที่กว่าครึ่งนั้นเป็นยาพิษซึ่งเสวี่ยหมิงไม่รู้วิธีใช้งานแถมด้วยพื้นที่ในการจัดเก็บก็มีจำกัด ทำให้เสวี่ยหมิงเลือกแต่สิ่งที่คิดว่าล้ำค่าที่สุดมาเก็บไว้ ซึ่งแน่นอนว่าด้วยระดับผู้ฝึกตนเชื่อมฟ้าดินขั้นกลาง โอสถที่เซียนเฒ่าประหลาดเก็บเอาไว้ย่อมต้องเป็นของชั้นเลิศ ไม่ว่าจะเป็นโอสถอัคคีมรกต โอสถธาตุเพลิงไฟที่เซียนเฒ่าประหลาดใช้ในการฝึกปรือเพลิงในการหลอมกลั่นของตัวเอง โอสถแก่นชีวิตโอสถที่ให้ผลฟื้นฟูลมปราณที่สูญเสียไปและมีผลรักษาอาการบอบช้ำภายใน ซึ่งทั้งสองชนิดล้วนเป็นโอสถในระดับมนุษย์ขั้นกลาง ส่วนโอสถที่เซียนเฒ่าประหลาดใช้ในการฝึกฝนมันกลับนำติดตัวไปด้วยทำให้เสวี่ยหมิงไม่พบเจอโอสถสะท้านฟ้าซึ่งเป็นโอสถระดับปฐพีขั้นต้นที่ใช้สำหรับผู้ฝึกตนตั้งแต่ระดับเชื่อมฟ้าดินขั้นต้นจนถึงขั้นปลาย แต่สิ่งที่ทำให้เสวี่ยหมิงตื่นเต้นนั้นหาใช่สิ่งของที่อยู่บนชั้นวางของเซียนเฒ่าประหลาด
"นี่มัน..."เสวี่ยหมิงอ้าปากค้างเมื่อเห็นเม็ดโอสถสีทองหม่นจำนวนเกือบสิบเม็ดในกระถางขนาดเล็กบนโต๊ะที่ดูเหมือนเซียนเฒ่าประหลาดจะใช้ในการเตรียมวัตถุดิบ เพราะโอสถเสียหายที่ถูกทิ้งเอาไว้ในนั้นคือ...โอสถทองคำ