ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 315 : ทะเลสาบไร้ระลอก

จารึกที่ 315 : ทะเลสาบไร้ระลอก : การชำแหละอักษรและการจุติของเงาสังหาร


ท่ามกลางความเวิ้งว้างที่ปราศจากจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด มหานาวาปราณสูญตา ลำเรือยักษ์ที่หล่อหลอมจากไม้หยกดำบรรพกาล เคลื่อนตัวแหวกผ่านกระแสมิติที่ขุ่นมัวอย่างเงียบเชียบ โครงสร้างของเรือที่เคยสลักลวดลายวิจิตร บัดนี้เต็มไปด้วยรอยไหม้และรอยปริร้าวจากการฝืนทะลวงหนีออกจากอาณาเขตของวิหารเทพอนันตกาล ทว่าแกนปราณขับเคลื่อนยังคงหมุนวนอย่างมั่นคง แผ่กลิ่นอายแห่งความเงียบงันที่กลืนไปกับสภาพแวดล้อม


ศิลาพิทักษ์สูญตา หุ่นกลศิลาร่างยักษ์ ยืนตระหง่านอยู่ ณ หางเสือเรือ ดวงตาอัญมณีวิญญาณของมันทอประกายสีครามลึกล้ำ ทำหน้าที่ประดุจยามรักษาการณ์ที่ซื่อสัตย์ ไร้ซึ่งการปริปากบ่น ไร้ซึ่งความเหน็ดเหนื่อย มันคอยบังคับทิศทางเรือให้หลบหลีกเศษซากอุกกาบาตและรอยแยกมิติที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด


บนดาดฟ้าเรือ บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเสียงลมหายใจ หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น ฉินมู่หลาง และเฟิงอี้หราน ต่างแยกย้ายกันทำสมาธิตามมุมต่างๆ ของเรือ การเผชิญหน้ากับความตายและแรงกดดันระดับผู้คุมกฎแห่งเอกภพ ได้กระเทาะเปลือกแห่งความหยิ่งทะนงของพวกเขาจนหมดสิ้น บัดนี้ ทุกคนต่างมุ่งมั่นขัดเกลาตบะและทำความเข้าใจเต๋าประจำตนอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น


ลึกลงไปในห้องผนึกปราณใต้ท้องเรือ


แสงสลัวจากหินเรืองแสงทอดเงายาวของอาเจียลงบนผนังไม้หยกดำ เด็กหนุ่มในชุดคลุมสีเทาเข้ม ร่างกายที่เคยแหลกสลายจากการฝืนใช้ 'ค่ายกลตัดมรรคา' ได้รับการถักทอเส้นชีพจรขึ้นใหม่ด้วยสายใยแห่งวัฏสงสาร บัดนี้ กลิ่นอายของเขาตั้งมั่นอยู่ที่ขีดสุดแห่งขอบเขตวิญญาณแรกเริ่ม 

ทว่าความหนาแน่นและบริสุทธิ์ของปราณเซียนแท้ กลับลึกล้ำยิ่งกว่าห้วงมหาสมุทร


อาเจียมิได้กำลังเดินลมปราณเพื่อทะลวงขั้น ทว่าเขากำลังจมดิ่งอยู่กับการ 'ศึกษา'


เบื้องหน้าของเขามีแผ่นกระดาษไม้ไผ่ร้อยปีวางเรียงรายนับสิบแผ่น พู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ถูกกระชับแน่นอยู่ในมือขวา ดวงตาแห่งความว่างเปล่าที่ดำสนิทไร้ตาขาว จ้องมองรอยหมึกบนกระดาษด้วยสมาธิที่แน่วแน่และเยือกเย็น


"การตัดพิกัดมิติในวันนั้น... ข้าใช้ความบ้าบิ่นบีบบังคับเจตจำนงแห่งความว่างเปล่า ให้ปะทะกับกฎเกณฑ์ของฟ้าดินโดยตรง" อาเจียพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความกักขฬะหรือความหน้าเงินดังเช่นในอดีต มีเพียงความกระหายใคร่รู้ในฐานะผู้แสวงหามรรคา "ผลลัพธ์คือความสำเร็จชั่วคราว ทว่าราคาที่ต้องจ่ายคือรากฐานของข้าเอง... วิถีแห่งหมื่นอักขระ มิใช่ศาสตร์แห่งการทำลายล้างตัวเองเพื่อแลกชัยชนะ ทว่ามันคือสมการแห่งความสมดุล"


เขายกพู่กันขึ้น ตวัดปลายพู่กันลงบนกระดาษแผ่นใหม่


ปราณเซียนแท้ไหลผ่านเส้นชีพจรสีเงินยวง ถ่ายทอดลงสู่ปลายพู่กัน อาเจียพยายามจำลองโครงสร้างของ 'ค่ายกลตัดมรรคา' อีกครั้ง ทว่าคราวนี้ เขาปรับลดขนาดของมันลงเหลือเพียงระดับฝ่ามือ


เขาวาดสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ขึ้นบนกระดาษ ลึกลงไปภายในอาณาเขตของวงกลมนั้น อักขระหลิง (零) ปรากฏขึ้นมาให้เห็นเลือนราง บางจังหวะก็สว่างชัดเจนดุจแสงดาว บางจังหวะก็จางหายไปราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเส้นใยกระดาษ มันทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของโครงสร้าง


จากนั้น อาเจียวาดอักขระธาตุ 'โลหะ' ที่มีความแหลมคม และอักขระธาตุ 'เพลิง' ที่มีความบ้าคลั่ง ลงไปในวงกลมนั้น หมายจะใช้ความว่างเปล่าเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการตัดขาด


ทว่า ทันทีที่เส้นสายของโลหะและเพลิงสัมผัสกันภายใต้เจตจำนงของอักขระหลิง


เปรี๊ยะ!


ความขัดแย้งของธาตุปะทุขึ้นอย่างรุนแรง! พลังปราณที่บีบอัดตีกลับสวนทาง กระดาษไม้ไผ่ร้อยปีระเบิดออกเป็นเศษเล็กเศษน้อย คลื่นกระแทกพุ่งเข้ากระแทกหน้าอกของอาเจียจนร่างของเขาเอนไปด้านหลัง


"อึก..." อาเจียสะอึก เลือดสายหนึ่งไหลซึมออกจากมุมปาก


เขาปาดเลือดทิ้งอย่างไม่แยแส ดวงตายังคงจับจ้องไปยังเศษกระดาษที่ปลิวว่อน "ล้มเหลวอีกแล้ว... อักขระหลิง (零) คือความว่างเปล่า เมื่อนำธาตุที่มีความขัดแย้งใส่ลงไป ความว่างเปล่าจะทำหน้าที่ 'บีบอัด' พื้นที่ของพวกมันให้ชนกันเร็วขึ้น แทนที่จะเป็นกาวประสาน มันกลับกลายเป็นเตาหลอมที่เร่งให้เกิดการทำลายล้าง"


"การสร้างสรรค์ มิใช่การจับทุกสิ่งมายัดรวมกันในกล่องแคบๆ"


เสียงทุ้มต่ำและแฝงความอบอุ่นดังขึ้นเบื้องหน้า ร่างโปร่งแสงของมู่เฉิน อดีตมหาปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระ ปรากฏตัวขึ้นเหนือโต๊ะไม้ รอยยิ้มบางๆ ที่เปี่ยมด้วยความเอ็นดูและภาคภูมิใจปรากฏบนใบหน้าของชายผู้เป็นดั่งบิดาและอาจารย์


อาเจียรีบลุกขึ้น ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "ท่านอาจารย์... ศิษย์โง่งม ทำให้ท่านต้องมาเห็นสภาพที่น่าสมเพชอีกแล้ว"


"สภาพที่น่าสมเพช? ฮ่าฮ่าฮ่า!" มู่เฉินหัวเราะแผ่วเบา สไตล์การล้อเลียนอย่างมีเมตตาตามวิถีแห่งเต๋า "บาดแผลจากการค้นคว้า ย่อมมีเกียรติกว่าบาดแผลจากการหลบหนี อาเจีย... เจ้าเติบโตขึ้นมาก เจ้าละทิ้งการประเมินค่าทุกสิ่งด้วยศิลาปราณ และหันมามองโลกผ่านสมการแห่งอักษร นี่คือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของสายเลือดแห่งสำนักเรา"


มู่เฉินลอยตัวเข้ามาใกล้ ชี้ปลายนิ้วที่โปร่งแสงไปยังเศษกระดาษบนโต๊ะ "เจ้ามองเห็นความว่างเปล่าเป็นเพียง 'ภาชนะ' ที่ใช้กักเก็บพลัง ทว่าแก่นแท้ของมหาภาวะซวี คือการ 'ไร้ขอบเขต' เมื่อเจ้านำธาตุโลหะและเพลิงใส่ลงไปในสัญลักษณ์ ( ⦾ ) เจ้าพยายามบีบบังคับให้พวกมันอยู่ร่วมกัน... ลองเปลี่ยนมุมมองสิ อาเจีย อย่าใช้อักขระหลิงเป็นกำแพงขังพวกมัน แต่จงใช้อักขระหลิง เป็น 'ระยะห่าง' ระหว่างพวกมัน"


คำชี้แนะของมู่เฉิน ดุจสายอสนีบาตฟาดลงกลางห้วงสติปัญญาของอาเจีย!


ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้าง ประกายแห่งความเข้าใจสว่างวาบ "ระยะห่าง... ถูกต้องแล้ว! ความว่างเปล่าคือพื้นที่ที่กั้นกลางสรรพสิ่ง หากข้าใช้อักขระหลิงแทรกซึมไปในทุกรอยต่อของเส้นสายปราณ โลหะและเพลิงก็จะไม่ปะทะกัน ทว่าพวกมันจะแสดงพลังของตนเองได้อย่างเต็มที่ โดยมีมรรคาแห่งสูญตาเป็นทางผ่าน!"


อาเจียไม่รอช้า เขานั่งลงและหยิบกระดาษแผ่นใหม่ขึ้นมาทันที


คราวนี้ ท่วงท่าการจับพู่กันของเขาผ่อนคลายลง ปราณเซียนแท้ที่ส่งออกไปมิได้แข็งกร้าว ทว่าลื่นไหลประดุจสายน้ำ


เขาวาดสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ขึ้นอีกครั้ง ทว่าแทนที่จะวาดอักขระธาตุลงไปโดยตรง เขากลับวาดอักขระหลิง (零) ขนาดเล็กนับร้อยตัว กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ภายในวงกลม ภายในวงกลมนี้ลึกเข้าไป อักขระหลิงเหล่านั้นปรากฏขึ้นสลับกับการเลือนหาย ราวกับดวงดาราที่กะพริบไหวในห้วงเอกภพ สร้างเครือข่ายของ 'ระยะห่าง' ที่สมบูรณ์แบบ


จากนั้น เขาจึงค่อยๆ เติมเส้นสายของธาตุโลหะและเพลิงลงไป


น่าอัศจรรย์นัก! ทันทีที่ปราณทั้งสองธาตุเข้าสู่สัญลักษณ์วงกลม พวกมันมิได้ปะทะกัน ทว่าพวกมันไหลเวียนไปตามช่องว่างที่อักขระหลิงเปิดทางไว้ เพลิงหล่อหลอมโลหะ โลหะนำทางเพลิง ก่อเกิดเป็น 'จารึกดาบเพลิงสะบั้นมิติ' ที่แผ่กลิ่นอายความคมกริบและร้อนแรง ทว่ากลับสงบนิ่งไม่ทำลายกระดาษแม้แต่น้อย!


"สำเร็จ..." อาเจียหอบหายใจ รอยยิ้มแห่งความปีติปรากฏบนใบหน้า


มู่เฉินลูบเคราของตนเองอย่างพึงพอใจ "การเข้าใจรากฐาน คืออาวุธที่ทรงพลังยิ่งกว่าค่ายกลทำลายล้างใดๆ บนโลกหล้า อาเจีย... เจ้าพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับพายุลูกใหม่แล้ว"


อาเจียชะงัก รอยยิ้มจางหายไป "พายุลูกใหม่?"


"ความสงบย่อมอยู่ได้ไม่นาน ในเมื่อเจ้าฉีกหน้าสวรรค์ไปถึงเพียงนั้น" มู่เฉินเงยหน้าขึ้นมองเพดานห้อง ราวกับสายตาของเขาสามารถทะลุผ่านโครงสร้างเรือออกไปสู่ความเวิ้งว้างภายนอก "เตรียมตัวเถิด ศิษย์ข้า... กฎเกณฑ์ที่เหนือกว่า กำลังจะลงมาทวงความชอบธรรมของมันแล้ว"


สิ้นคำกล่าว ร่างของมู่เฉินก็สลายกลายเป็นละอองแสงสีทอง ลอยกลับเข้าไปในพู่กันนิรันดร์


ทว่า ในเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้นเอง!


ติ๋ง...


เสียงหยดน้ำที่แผ่วเบาและดังกังวาน ประหนึ่งหยาดน้ำค้างตกกระทบผิวน้ำแข็ง ดังก้องสะท้อนเข้ามาในโสตประสาทของอาเจีย!


มันมิใช่เสียงที่ดังมาจากภายในเรือ ทว่ามันเป็นเสียงที่ดังมาจากความว่างเปล่าภายนอก ทว่ากลับสามารถแทรกซึมผ่านค่ายกลป้องกันและแผ่นศิลาซับเสียง เข้ามาดังกึกก้องในจิตวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรทุกคน!


บนดาดฟ้าเรือ หลินชิงเสวี่ยที่กำลังทำสมาธิ พลันเบิกตากว้าง เลือดสีสดไหลซึมออกจากหูทั้งสองข้าง โสตสวรรค์ของนางคล้ายถูกเข็มแหลมนับหมื่นเล่มทิ่มแทง นางล้มพับลงกับพื้นกระดาน ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้


"ชิงเสวี่ย!" เย่ปิงอวิ๋นถลันเข้าไปประคองร่างสหาย ถ่ายทอดปราณพฤกษาเข้าช่วยเหลือทันที


ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานผุดลุกขึ้นชักอาวุธ สีหน้าของยอดคนทั้งสองเคร่งเครียดถึงขีดสุด


"เสียงบ้าอะไรกัน! แค่ได้ยิน ปราณในจุดตันเถียนของข้าก็แทบจะหยุดไหลเวียน!" เฟิงอี้หรานกัดฟัน เพลิงอัคคีในมือสั่นไหวราวกับหวาดกลัวบางสิ่ง


ประตูดาดฟ้าเรือถูกเปิดออกอย่างแรง อาเจียพุ่งตัวขึ้นมา ท่าทีของเขาเยือกเย็นทว่าแฝงความตึงเครียด ดวงตาแห่งความว่างเปล่ากวาดมองออกไปรอบทิศทาง


การจัดจังหวะของภัยคุกคามในครั้งนี้ แตกต่างจากการล้อมปราบของวิหารเทพอนันตกาลอย่างสิ้นเชิง ไม่มีเสียงคำรามของกองทัพ ไม่มีแสงสว่างสีทองบาดตา หรือเมฆาทัณฑ์อัสนีที่กว้างใหญ่ไพศาล


มีเพียงความเงียบงัน... และรอยแยกมิติเส้นหนึ่งที่ค่อยๆ ปริออกเบื้องหน้ามหานาวาปราณสูญตา ห่างออกไปเพียงหนึ่งร้อยจั้ง!


รอยแยกนั้นมิได้ปริออกอย่างรุนแรง ทว่ามันค่อยๆ คลี่ออกราวกับม่านละครที่ถูกเลิกขึ้น แสงสว่างสีขาวบริสุทธิ์ทว่าเย็นเยียบถึงขั้วกระดูก สาดส่องออกมาจากรอยแยกนั้น


จากนั้น ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก็ก้าวเดินออกมา


เขาสวมชุดนักพรตสีขาวสะอาดสะอ้าน ไร้ซึ่งลวดลายหรือเครื่องประดับใดๆ ใบหน้าของเขาดูเยาว์วัยทว่าดวงตากลับแฝงความชราภาพนับหมื่นปี ในมือซ้ายถือ 'ตราประทับหยกขาว' ที่แผ่กลิ่นอายแห่งกฎเกณฑ์ของเอกภพ ก้าวเดินของเขาบนความว่างเปล่า บังเกิดเป็นระลอกคลื่นคล้ายผิวน้ำ

เขาไม่ได้แผ่รังสีอำมหิต ไม่ได้ปลดปล่อยแรงกดดันที่บดขยี้ขุนเขา ทว่าการมีอยู่ของเขา ทำให้มิติรอบด้าน 'หยุดนิ่ง' อย่างสมบูรณ์!


แม้แต่ลมที่เคยพัดผ้าคลุมของอาเจีย ก็หยุดชะงักกลางอากาศ!


"เซียนอมตะ... (Golden Immortal)" ฉินมู่หลางเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง "ขอบเขตที่ควบคุมกฎเกณฑ์ธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์... ผู้สร้างอาณาเขตสวรรค์ของตนเอง... นี่วิหารเทพถึงกับส่งตัวตนระดับนี้มาเพื่อสังหารพวกเราเชียวหรือ!?"


ตัวตนระดับเซียนอมตะ คือผู้ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของเซียนสวรรค์ไปอีกขั้น พวกเขาไม่ต้องหยิบยืมพลังจากแผ่นดินเบื้องล่าง เพราะพวกเขาคือ 'กฎเกณฑ์' ในตัวของมันเอง!


บุรุษชุดขาวหยุดยืนอยู่กลางอากาศธาตุ ทอดสายตามองลงมายังมหานาวาปราณสูญตาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเวทนาและเมตตาจอมปลอม


"ผู้หลงผิดเอ๋ย..." น้ำเสียงของเซียนอมตะดังกังวาน ไพเราะดุจเสียงดนตรีสวรรค์ ทว่าแฝงความเด็ดขาดที่ไม่อาจขัดขืน "พวกเจ้าได้ก่อกรรมอันหนักหนา ตัดพิกัดมิติของเทวะวิหาร ทำให้กฎเกณฑ์แห่งวัฏสงสารต้องบิดเบี้ยว... สวรรค์มีเมตตา ทว่ากฎเกณฑ์ไม่อาจละเว้น บัดนี้ 'เซียนอมตะไป๋จื่อ' ผู้นี้ ได้รับบัญชาจากผู้คุมกฎแห่งสัจธรรม ให้นำพาวิญญาณของพวกเจ้า กลับไปชำระล้างในห้วงแห่งการลงทัณฑ์"


ตีหน้าเศร้า เล่าความชอบธรรม! นี่คือสไตล์ของสวรรค์ที่อาเจียเกลียดชังที่สุด!


อาเจียก้าวออกไปเบื้องหน้า ยืนหยัดอยู่บนหัวเรือ เผชิญหน้ากับตัวตนที่สามารถลบเขาให้หายไปจากเอกภพได้เพียงพลิกฝ่ามือ


เขาไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัว และไม่ได้เจรจาขอชีวิตด้วยความหน้าเงิน อาเจียเพียงแต่ยืดแผ่นหลังให้ตรงที่สุด สองมือไพล่หลัง ท่าทางอหังการดุจผู้ปกครองมรรคา


"ชำระล้างงั้นหรือ?" อาเจียแค่นหัวเราะแผ่วเบา เป็นเสียงหัวเราะที่เย้ยหยันสัจธรรมของสวรรค์อย่างเปิดเผย "ท่านเซียนอมตะผู้สูงส่ง... พวกท่านตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อสูบเลือดสูบเนื้อแผ่นดินเบื้องล่าง เมื่อมีผู้ใดลุกขึ้นมาตัดสายโซ่แห่งการขูดรีด พวกท่านกลับอ้างว่านั่นคือการทำให้วัฏสงสารบิดเบี้ยว... ช่างเป็นความชอบธรรมที่น่าขยะแขยงยิ่งนัก!"


ไป๋จื่อส่ายหน้าช้าๆ ถอนหายใจด้วยความเวทนา "ดวงตาของพวกเจ้านั้นมืดบอด มองเห็นเพียงความสูญเสียระยะสั้น ทว่ามองไม่เห็นสมดุลแห่งภาพรวม... หากไร้ซึ่งวิหารเทพคอยควบคุม ปราณวิญญาณในแผ่นดินเบื้องล่างย่อมปั่นป่วนและทำลายล้างกันเอง พวกเราคือผู้รักษาสมดุล... ทว่าวาจาของข้า คงไม่อาจทะลวงเข้าสู่จิตใจที่ถูกกิเลสครอบงำของพวกเจ้าได้"


"เช่นนั้นก็จงมารับการชำระล้างเถิด"


เซียนอมตะไป๋จื่อมิได้เคลื่อนไหวรุนแรง เขาเพียงแค่ 'พลิกฝ่ามือซ้าย' ที่ถือตราประทับหยกขาว คว่ำลง!


"อาณาเขตสวรรค์... กรงขังสัจธรรม!"


วูบ!


พริบตาเดียว กฎเกณฑ์ของมิติรอบมหานาวาปราณสูญตาก็ถูก 'เขียนทับ' อย่างสมบูรณ์แบบ!


พื้นที่ว่างเปล่าถูกแปรสภาพกลายเป็นกรงขังสีขาวบริสุทธิ์ที่ไม่มีทางออก แรงกดดันที่มิใช่ความหนัก ทว่าคือการ 'หยุดนิ่ง' บีบบังคับให้ปราณเซียนแท้ในร่างของทุกคนบนเรือหยุดการไหลเวียน! เพลิงของเฟิงอี้หรานดับวูบ กระบี่ของฉินมู่หลางถูกตรึงติดกับฝัก ร่างของทุกคนถูกตรึงให้อยู่กับที่ ไม่เว้นแม้แต่ศิลาพิทักษ์สูญตา


นี่คือความน่ากลัวของเซียนอมตะ! ไม่ต้องใช้วิชาทำลายล้าง ทว่าใช้ 'กฎเกณฑ์' ในการสยบศัตรู!


"จบสิ้นแล้ว..." ไป๋จื่อเอ่ยเสียงเรียบ เตรียมจะรัดกรงขังสัจธรรมเพื่อบดขยี้วิญญาณ


ทว่า... ท่ามกลางการหยุดนิ่งของทุกสิ่ง มีเพียงสิ่งเดียวที่ยังคงเคลื่อนไหว


อาเจีย!


ดวงตาแห่งความว่างเปล่าของเขาเบิกกว้าง รังสีปราณสีเงินยวงที่ลื่นไหลประดุจสายน้ำ ปะทุออกจากร่าง กฎเกณฑ์ที่ตรึงเขาไว้คล้ายกับถูกบางสิ่งแทรกซึมและทำให้ลื่นไถล!


"กฎเกณฑ์ของเจ้า... ก็คือโครงสร้างชนิดหนึ่ง!" อาเจียแผดเสียงคำราม พู่กันนิรันดร์ในมือขวาตวัดขึ้นวาดกลางอากาศธาตุที่หยุดนิ่ง!


เขาไม่ได้วาดสัญลักษณ์ ( ⦾ ) เพื่อป้องกัน ทว่าเขาวาดสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ครอบทับลงไปบน 'ตราประทับหยกขาว' ของเซียนอมตะในห้วงมโนทัศน์!


"วิถีแห่งสูญตา... แทรกซึมกฎเกณฑ์!"


ลึกลงไปในความกลวงเปล่าของสัญลักษณ์ ( ⦾ ) อักขระหลิง (零) ปรากฏขึ้น มันไม่ได้เข้าปะทะกับกรงขังสัจธรรม ทว่าอาเจียนำบทเรียนจากการทดลองในห้องผนึกปราณมาใช้! เขาใช้อักขระหลิง ทำหน้าที่เป็น 'ระยะห่าง' แทรกตัวเข้าไปในรอยต่อระหว่างกฎเกณฑ์ของไป๋จื่อและกฎเกณฑ์ของโลก!


เมื่อกรงขังสัจธรรมถูกสร้างขึ้นจากความสมบูรณ์แบบ ทันทีที่มี 'ช่องว่างแห่งความว่างเปล่า' เข้าไปแทรกแซง ความสมบูรณ์แบบนั้นย่อมเกิดรอยร้าว!


เปรี๊ยะ!


เสียงปริแตกดังขึ้นจากกรงขังสีขาวบริสุทธิ์ ไป๋จื่อเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึงเป็นครั้งแรก "เป็นไปไม่ได้! วิญญาณแรกเริ่ม สอดแทรกกฎเกณฑ์ของอาณาเขตสวรรค์ได้อย่างไร!"


"ข้ามิได้สอดแทรก..." อาเจียยิ้มเยาะ เลือดไหลซึมจากมุมปากจากการฝืนใช้พลังวิเคราะห์ "ข้าเพียงแค่ให้สัจธรรมของท่าน ได้สัมผัสกับความว่างเปล่าที่แท้จริง... หากสวรรค์ของท่านแข็งแกร่งจริง ย่อมไม่หวั่นเกรงต่อช่องโหว่เพียงเล็กน้อย!"


"ย้อนศร!"


อาเจียสะบัดพู่กัน! อักขระหลิง (零) ที่แทรกซึมอยู่ ขยายช่องว่างนั้นให้กว้างขึ้นอย่างฉับพลัน กรงขังสัจธรรมที่สูญเสียความสมดุล ระเบิดพลังของมันเองออกไปรอบทิศทาง!


คลื่นพลังสีขาวบริสุทธิ์ตีกลับเข้าหาไป๋จื่อ! เซียนอมตะผู้สูงส่งต้องรีบดึงตราประทับหยกขาวมารองรับแรงกระแทก ร่างของเขาถอยร่นไปกลางอากาศธาตุสามก้าว!


แม้จะเป็นเพียงสามก้าว ทว่ามันคือการตบหน้าตัวตนระดับเซียนอมตะอย่างรุนแรงที่สุด!


พันธนาการบนเรือถูกปลดเปลื้อง สหายทุกคนทรุดตัวลงหอบหายใจอย่างหนัก


อาเจียยืนตระหง่านอยู่บนหัวเรือ พู่กันนิรันดร์ชี้ตรงไปยังเซียนอมตะที่กำลังมีสีหน้าเคร่งเครียด


"ท่านเซียนอมตะ..." อาเจียประกาศก้อง ด้วยท่วงท่าของราชันหมื่นอักขระที่แท้จริง "หากสัจธรรมของท่าน มีเพียงการกดขี่ผู้ที่อ่อนแอกว่า... เช่นนั้น วิถีแห่งอักขระของข้า ก็จะขอเป็นผู้รื้อถอนสวรรค์อันเปราะบางของพวกท่าน ให้สิ้นซากไปจากวัฏสงสาร!"


สมรภูมิที่แท้จริงแห่งการท้าทายสวรรค์ ได้ก้าวเข้าสู่ระดับที่เหนือล้ำจินตนาการ การเผชิญหน้าระหว่างวิถีแห่งเต๋าและการย้อนศรด้วยกฎที่เหนือกว่า กำลังจะระเบิดขึ้นในทะเลแห่งความว่างเปล่า!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน