จารึกที่ 292 : สหายร่วมสุรา : มรรคาของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ
บรรยากาศภายในลานประมูลชั้นล่างของหอเงาจันทรา ดำเนินมาถึงจุดที่ความปรารถนาและความบ้าคลั่งของผู้บำเพ็ญเพียรพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด กลิ่นอายของปราณวิญญาณที่ถูกรีดเค้นจากความตึงเครียด แผ่ซ่านกดทับกันไปมาระหว่างตัวแทนขั้วอำนาจมืด เผ่าอสูรจำแลง และยอดเซียนอิสระที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เสื้อคลุมมิดชิด
ในมุมมืดของระเบียงชั้นบนสุด บุรุษชุดคลุมสีดำและกลุ่มสหายยืนสงบนิ่งไร้ร่องรอยแห่งลมปราณ การที่พวกเขาสามารถแทรกซึมเข้ามาในสถานที่ที่มีค่ายกลตรวจจับระดับสูงเช่นนี้ได้ ย่อมมิใช่โชคช่วย ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่นครไร้กฎเกณฑ์ อาเจียได้นำเอา 'หน้ากากจอมโจรพันหน้า' ของวิเศษระดับสูงที่เขาเคยช่วงชิงมาได้ในอดีตขึ้นมาสวมทับ มันคือศัสตราที่สามารถบิดเบือนทั้งเค้าโครงใบหน้าและระดับพลังปราณได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ยิ่งไปกว่านั้น ชายหนุ่มยังได้ตวัดพู่กันนิรันดร์ จารึก 'ยันต์เร้นเงาอักขระ' มอบให้แก่มิตรสหายทุกคน ยันต์เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นจากความเข้าใจในโครงสร้างอักขระผสานธาตุระดับลึกซึ้ง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของวิชาผสานธาตุยันต์ที่เปี่ยมด้วยความวิจิตรของอักขระระดับนี้ ทำให้กลิ่นอายของกลุ่มสหายถูกลบเลือนจนกลมกลืนไปกับความโกลาหลของนครไร้กฎเกณฑ์อย่างแนบเนียน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ภัยพิบัติได้มายืนอยู่เหนือหัวของพวกมันแล้ว
บนแท่นศิลาหยกขาวเบื้องหน้า ซูเหม่ยในชุดกระโปรงสีแดงเพลิงที่อวดสรีระเย้ายวน ยืนหยัดอยู่ด้วยท่วงท่าของนางพญาผู้กุมชะตากรรมของทรัพย์สิน รอยยิ้มแพรวพราวประดับบนใบหน้างดงาม ทว่านัยน์ตาของนางกลับสาดประกายเจ้าเล่ห์
"และแล้ว... ก็มาถึงของวิเศษชิ้นสุดท้ายของการประมูลรอบลับเฉพาะในวันนี้..."
น้ำเสียงกังวานใสทว่าแหบพร่าเย้ายวนของนาง ดังก้องสะกดทุกสรรพเสียงให้เงียบงัน ซูเหม่ยตวัดมือเรียวยาวดึงผ้าคลุมกำมะหยี่สีดำออกจากแท่นประทับ เผยให้เห็น 'ป้ายหยกทะลวงอนันตกาล' สีเลือดที่สลักลวดลายอักขระฟ้าดินและกิ่งไม้โบราณ ทันทีที่ป้ายหยกปรากฏ กลิ่นอายวิถีเต๋าที่เก่าแก่ พลันกระเพื่อมไหวจนโคมไฟหยกทั่วลานประมูลสั่นสะเทือน!
"ป้ายหยกสุสานเทพ! กุญแจดอกเดียวที่จะนำไปสู่ความลับที่ซ่อนอยู่เบื้องล่างวิหารเทพอนันตกาล! ราคาเริ่มต้นที่... 10,000,000 ศิลาปราณระดับสูง!"
สิ้นเสียงประกาศของนางพญาหอประมูล ลานศิลาเบื้องล่างก็แทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า!
"15,000,000!"
"20,000,000! ใครกล้าแย่งกับสมาคมโลหิตทมิฬ บิดาจะสับมันเป็นชิ้นๆ!"
"30,000,000 ศิลาปราณ! ป้ายหยกนี่ต้องเป็นของเผ่าอสูรกลืนนภา!"
จำนวนศิลาปราณถูกตะโกนแข่งขันกันประหนึ่งเศษหินไร้ค่า ซูเหม่ยลอบมองขึ้นไปยังระเบียงชั้น 7 ด้วยหางตา ริมฝีปากของนางกระตุกยิ้มบางๆ
ทว่า ในขณะที่ตัวเลขกำลังพุ่งทะยานทะลุ 50,000,000 ศิลาปราณ...
"ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!!"
เสียงระเบิดกัมปนาทที่รุนแรงยิ่งกว่าอสนีบาตฟาดฟัน ดังกึกก้องสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งนครไร้กฎเกณฑ์!
หลังคาศิลาหยกดำของหอประมูลเงาจันทราที่ถูกคุ้มกันด้วยค่ายกลระดับวิญญาณแรกเริ่ม พลันแตกร้าวและแหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผงถล่มลงมาเบื้องล่าง! แสงสว่างจากโคมไฟถูกกลืนกิน เศษหินขนาดมหึมาร่วงหล่นลงมาทับผู้ฝึกตนที่หลบไม่ทันจนเกิดความโกลาหล!
ท่ามกลางฝุ่นควัน... ปราณแห่งความว่างเปล่าที่ลึกล้ำ บริสุทธิ์ และปราศจากกฎเกณฑ์ใดๆ พลันทะลักทะลวงลงมาจากรอยโหว่บนหลังคา!
"กุญแจสู่สุสานบรรพชน... สมควรกลับคืนสู่ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง!"
ร่างของบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีดำร่อนตัวลงมาจากรอยแยกเบื้องบน อาเจียกระทืบเท้าลงบนแท่นศิลาประมูลอย่างรุนแรง! แรงกระแทกบดขยี้แท่นหยกขาวจนแหลกละเอียด!
ซูเหม่ยแสร้งทำเป็นกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว นางกระโดดถอยหลังหลบฉากไปอย่างแนบเนียน ปล่อยให้ป้ายหยกสีโลหิตลอยเค้งคว้างอยู่กลางอากาศ อาเจียยื่นมือขวาที่สลักอักขระมารบรรพกาลออกไป คว้าหมับเข้าที่ป้ายหยกสุสานเทพ!
"ผู้ใดบังอาจมาช่วงชิงสมบัติกลางงานประมูล! สังหารมัน!"
เหล่ายอดเซียนจากขั้วอำนาจมืดและเผ่าอสูรที่หมายปองป้ายหยก ต่างแผดเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้น ปราณแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์และวิญญาณแรกเริ่มขั้นต้นนับ 10 สาย พุ่งทะยานเข้าหาชายหนุ่มชุดดำหมายจะสับเขาให้เป็นหมื่นชิ้น!
"สังหารข้างั้นหรือ? พวกเจ้าประเมินพลังของตนเองสูงเกินไปแล้ว!"
อาเจียแสยะยิ้ม นัยน์ตาสีเงินยวงแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทไร้ก้นบึ้ง ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนลืมตาขึ้น!
"เนตรสูญตา... ดับสูญกฎเกณฑ์!"
คลื่นความว่างเปล่าแผ่ซ่านออกจากร่างของบุรุษหนุ่ม พริบตาที่ปราณและวิชาเซียนของศัตรูนับ 10 พุ่งเข้ามาสัมผัสรัศมี พวกมันพลันหยุดชะงักและบิดเบี้ยว ก่อนจะสลายหายไปกลายเป็นเพียงอากาศธาตุ! วิชาโจมตีถูกลบล้างทิ้งอย่างสมบูรณ์!
ทว่า นครไร้กฎเกณฑ์มิใช่สถานที่ที่จะให้ผู้ใดมาเยือนและจากไปได้โดยง่าย!
"เปิดมหาค่ายกลกักขังวิญญาณ! อย่าให้มันหนีไปได้!"
ยอดเซียนเฒ่าหลายคนผู้เร้นกายอยู่ในมุมมืดตวาดลั่น ค่ายกลระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นกลางที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นดินหอประมูลถูกกระตุ้นการทำงานพร้อมกัน! ม่านพลังสีเลือดปิดกั้นน่านฟ้า โซ่ตรวนปราณนับ 100 เส้นพุ่งทะลวงขึ้นมาจากพื้นดิน หมายจะรัดรึงร่างของอาเจีย! แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง!
"ชิ! ค่ายกลวิบากน่ารำคาญนัก!"
อาเจียเดาะลิ้น ชายหนุ่มเร่งเร้าพลังของ 'หน้ากากจอมโจรพันหน้า' ทันที! ร่างของเขาพลันพร่ามัว บิดเบือนกฎเกณฑ์ของแสงและเงา แตกแขนงออกเป็นเงาร่างนับ 10 สายที่แผ่กลิ่นอายวิญญาณแรกเริ่มเหมือนกันทุกประการ พุ่งกระจายไปคนละทิศทาง ทำให้โซ่ตรวนค่ายกลสับสนและรัดพลาดเป้าหมาย!
ในจังหวะเดียวกัน ที่ระเบียงชั้นบน...
"อดีตผู้อาวุโสคุมกฎวิหารเทพกำลังจะหนี! มันใช้วิชาเร้นเงาซ่อนกลิ่นอาย!" เฟิงอี้หรานตะโกนบอก
"ไม่ต้องห่วง... ข้าได้ยินมันชัดเจนยิ่งกว่าเสียงอสนีบาต!" หลินชิงเสวี่ยหลับตาลง 'โสตสวรรค์' เปิดรับฟังการสั่นสะเทือน "ทิศอุดร... ห่างออกไป 30 จั้ง... ตัดมรรคา!"
ฉินมู่หลางรับทราบตำแหน่งทันที! ยอดกระบี่รีดเค้นเจตจำนงกระบี่นิรันดร์ พุ่งทะยานแหวกมิติไปตามทิศทางที่หลินชิงเสวี่ยชี้เป้า!
"เปรี้ยงงงงง!"
รังสีกระบี่สีเงินผ่าทะลวงความมืดมิด! กระบี่ทะลวงตัดผ่านม่านพลังและบั่นคอของชายชราอดีตผู้อาวุโสวิหารเทพขาดสะบั้นในกระบวนท่าเดียว! เลือดพุ่งกระฉูด ศีรษะร่วงหล่นลงพื้น
"ของข้าน้อยยยย!"
'เจ้าถุงเงิน' ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณที่พรางตัวอยู่ พ่นเส้นใยมรณะคว้าหมับเข้าที่มือของศพ กระชากแหวนมิติกลับเข้ากระเป๋าหน้าท้องของมันอย่างรวดเร็ว! ในขณะเดียวกัน 'เจ้าสัว' หุ่นกลพยนต์มารกึ่งเซียน ก็วิ่งพล่านไปทั่วลานประมูล คีมเหล็กของมันฉกฉวยถุงมิติและศัสตราวิเศษจากเศษซากอย่างรวดเร็ว
"โซ่ตรวนค่ายกลกำลังบีบอัดพื้นที่! ถอนตัว!"
อาเจียตวาดสั่ง กลุ่มสหายพุ่งทะยานรวมตัวกันเบื้องหลังเขา หลินชิงเสวี่ยร่ายวิชาเหมันต์แช่แข็งโซ่ตรวนสีเลือดเพื่อเปิดทาง ส่วนเฟิงอี้หรานทิ้งกำแพงอัคคีบรรพกาลไว้ปิดท้าย ขวางกั้นเหล่ายอดเซียนนับ 100 ที่กำลังดิ้นรนไล่ล่า!
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่อาเจียและสหายกำลังจะพุ่งทะลวงออกจากรอยแตกของหลังคาที่ถูกแช่แข็ง!
"แคร้งงงงงงงงงง!!!"
เสียงของแข็งปะทะกันดังกัมปนาทสะเทือนโสตประสาท! ไหสุราศิลาใบใหญ่ พุ่งแหวกมิติอากาศเข้ามาด้วยความเร็วที่เนตรมนุษย์ไม่อาจจับจ้อง มันกระแทกเข้ากับกำแพงอัคคีบรรพกาลของเฟิงอี้หรานจนแตกกระจาย สุรากลิ่นแรงฉุนจัดสาดกระเซ็น แช่ดับเปลวเพลิงที่ก้าวล่วงวิถีเต๋าได้อย่างน่าอัศจรรย์!
ท่ามกลางหมอกควันและกลิ่นสุรา... ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาจากเงามืดของลานประมูลที่พังทลาย
บุรุษผู้นี้มีเรือนร่างที่สูงใหญ่และบึกบึนเหนือมนุษย์มนา กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนอัดแน่นประหนึ่งหินผาบรรพกาล สิ่งที่น่าสะดุดตาที่สุด คือผิวหนังสีทองแดงที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นลึกและ 'อักขระอสูรโบราณ' มันแผ่กลิ่นอายของ 'สายเลือดเผ่าโบราณ' ที่ดุร้ายและบริสุทธิ์!
ในมือขวาของบุรุษร่างยักษ์ ถือไหสุราอีกใบ มันยกขึ้นกระดกอึกใหญ่ ก่อนจะเช็ดปาก แววตาที่ดุดันประหนึ่งพยัคฆ์ทอดมองมายังอาเจีย
"การช่วงชิงที่อุกอาจเช่นนี้... พลังที่กลืนกินกฎเกณฑ์ของสรรพสิ่ง... ไม่ผิดแน่!" เสียงของบุรุษร่างยักษ์แหบพร่าและทุ้มต่ำประหนึ่งเสียงฟ้าร้อง ทว่าแฝงด้วยความตื่นเต้น
บุรุษร่างยักษ์หัวเราะลั่น เสียงของมันดังก้องกลบความวุ่นวายของลานประมูล "ข่าวลือเล่าลือกันให้แซดไปทั่วยุทธภพ! สำหรับชาวบ้านและผู้ยากไร้ เจ้าคือ 'พระโพธิสัตว์ปากร้ายใจทองคำ'! สำหรับพวกมารและคนเถื่อนอธรรม เจ้าคือ 'ยมทูตรีดทรัพย์' ที่น่าสะพรึงกลัว! ส่วนพวกเซียนฝ่ายธรรมะและสำนักใหญ่ ต่างหวาดผวาและเรียกขานเจ้าว่า 'เซียนวิปลาสคลั่งสมบัติ'! ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าจะเก่งกาจสมคำร่ำลือหรือไม่!"
สิ้นเสียงประกาศฉายาที่ดังก้อง กลุ่มสหายที่อยู่เบื้องหลังอาเจียต่างชะงักไปชั่วครู่
เย่ปิงอวิ๋นผู้มีใบหน้าเรียบเฉย เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแทงทะลุความตึงเครียด "ฉายาพวกนั้นดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามเกินจริงไปหน่อยนะเจ้าคะ สำหรับพวกเราแล้ว... เขาเป็นแค่ 'คุณชายหน้าเงินหมื่นโวหาร' หรือไม่ก็ 'มังกรหวงสมบัติ'เท่านั้นแหละ"
"ปิงอวิ๋น! เจ้าจะไปบอกความจริงให้คนแปลกหน้าฟังทำไม!" หลินชิงเสวี่ยหันไปดุศิษย์น้องหญิง ทว่าเฟิงอี้หรานกลับพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรุนแรง
อาเจียกระตุกมุมปาก ชายหนุ่มมิได้ถอยหนี ทว่าเขาก้าวเดินออกมาเบื้องหน้า เผชิญหน้ากับบุรุษร่างยักษ์ "ในเมื่อเจ้าล่วงรู้ชื่อเสียงของข้า... เจ้าก็ควรจะรู้ ว่าผู้ใดขวางทางข้า ย่อมต้องเผชิญหน้ากับความว่างเปล่า!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ปากดีนัก! งั้นข้าจะดูว่าหมัดของมังกรหวงสมบัติ จะหนักหน่วงเหมือนที่เขาลือกันหรือไม่!"
"ตู้มมมมมมมมม!"
บุรุษร่างยักษ์ถีบเท้าลงบนพื้นศิลา! แรงกระแทกบดขยี้แผ่นดินจนยุบตัว ร่างของมันพุ่งทะยานแหวกอากาศธาตุเข้าหาอาเจียด้วยความเร็วที่ฉีกกระชากมิติ! มันง้างหมัดขวาที่สลักอักขระอสูรโบราณ ชกตรงเข้าใส่ใบหน้าของอาเจีย!
"มา!"
อาเจียไม่หลบ! ชายหนุ่มกำหมัดขวาที่อาบด้วย 'อักขระมารบรรพกาล' ทะยานร่างสวนกลับและชกหมัดเข้าปะทะอย่างดุดัน!
"เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!"
การปะทะกันของสุดยอดพลังกายเนื้อ 2 สาย! คลื่นกระแทกระเบิดออกเป็นวงกว้าง กวาดเอาซากหอประมูลและยอดเซียนนับ 10 ให้ปลิวว่อน! หมัดของทั้ง 2 ยันกันอยู่กลางเวหา ไม่มีผู้ใดถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว!
นัยน์ตาสีเงินยวงของอาเจียสบเข้ากับดวงตาดุดันของอีกฝ่าย ทั้ง 2 ต่างตระหนักได้ในเสี้ยววินาที ว่าต่างฝ่ายต่างมีวิถีเต๋าที่แน่วแน่และไร้ซึ่งจิตสังหารมาดร้าย มันคือการประลองเพื่อหยั่งเชิง!
อาเจียและชายร่างยักษ์ถอนหมัดกลับพร้อมกัน แรงดีดสะท้อนทำให้ทั้ง 2 กระเด็นถอยหลังไปฝ่ายละ 10 ก้าว
ชายร่างยักษ์สะบัดข้อมือเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นหัวเราะลั่น!
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ข้าเพิ่งเคยเจอมนุษย์ที่รับหมัดของสายเลือดเผ่าบรรพกาลได้โดยไม่กระดูกหัก! ข้าชื่อ 'ต้วนเทียน' ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระแห่งทวีปต้องห้าม!"
"ข้า อาเจีย..." ชายหนุ่มสะบัดมือไล่ความชา รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งปรากฏขึ้น "ผู้ที่กำลังจะไปทวงความยุติธรรมที่วิหารเทพช่วงชิงไป!"
ต้วนเทียนล้วงเอาไหสุราสำรองออกมาจากเอว โยนมันข้ามอากาศไปให้อาเจีย! "รับไป! ผู้ที่รับหมัดข้าได้ ย่อมคู่ควรที่จะดื่มสุราของข้า!"
อาเจียรับไหสุรามาอย่างแม่นยำ เขากระดกไหดื่มรวดเดียวครึ่งไห! ความร้อนผ่าวและปราณดิบเถื่อนไหลทะลักลงคอ "เยี่ยม! เป็นสุราที่กระตุ้นพลังกายได้อย่างยอดเยี่ยม!"
ต้วนเทียนทรุดตัวลงนั่งบนท่อนเสาศิลา มันทอดสายตามองป้ายหยกที่อาเจียช่วงชิงไป แววตาของจอมพลังอิสระฉายแววความรันทด "เจ้าครอบครองป้ายหยกสุสานเทพ... เจ้าคิดจะไปท้าทายวิหารเทพอนันตกาลสินะ... เจ้าล่วงรู้หรือไม่ ว่าวิหารนั่น มันคือขุมนรกที่บดขยี้ผู้คนที่แตกต่างจากพวกมัน!"
อาเจียหรี่ตาลง "ข้ามาเพื่อค้นหาความจริงของชาติกำเนิด... แต่ดูเหมือนเจ้า จะมีความแค้นที่ลึกซึ้งกับพวกมันสินะ สหาย"
ต้วนเทียนกำหมัดแน่นจนอักขระอสูรบนร่างสว่างวาบ "เผ่าบรรพกาลของข้า... เคยอาศัยอยู่ในทวีปแห่งนี้มานับหมื่นปี ทว่าเมื่อวิหารเทพถูกก่อตั้งขึ้น... พวกมันตราหน้าพวกเราว่าเป็นคนนอกรีต! พวกมันอ้างความชอบธรรม จับพี่น้องและครอบครัวของข้าไปกดทับวิญญาณด้วยค่ายกลศักดิ์สิทธิ์ บังคับให้เป็นทาสแรงงานขุดศิลาปราณในเหมืองลึกอย่างไร้มนุษยธรรม! ข้าต้องทนเห็นพี่น้องสิ้นใจไปทีละคน!"
กลุ่มสหายที่รับฟังอยู่ต่างเงียบงัน หลินชิงเสวี่ยและเฟิงหลิงเอ๋อร์สลดใจกับความโหดร้ายของขั้วอำนาจที่อ้างตัวเป็นตัวแทนสวรรค์
อาเจียนิ่งฟังจนจบ นัยน์ตาสีเงินยวงของชายหนุ่มทอประกายความว่างเปล่าที่มืดมิด เขาไม่ได้เอ่ยถึงผลกำไรหรือการขาดทุน ทว่าวิถีคิดของเขาจับจ้องไปยังความเน่าเฟะของกฎเกณฑ์!
"ต้วนเทียน..." อาเจียเอ่ยเสียงเรียบทว่าทรงพลัง "พวกมันกักขังและทรมานผู้บริสุทธิ์... การกระทำเช่นนี้ คือความอยุติธรรมที่บิดเบือนวิถีฟ้าดินอย่างเลวร้ายที่สุด! วิหารเทพที่เจ้าว่า... มันเป็นเพียงเศษสวะที่สวมรอยเป็นสวรรค์!"
อาเจียผุดลุกขึ้นยืน ชี้หน้าไปยังทิศทางของวิหารเทพ "หากปล่อยให้พวกมันกระทำการต่ำช้าต่อไป มรรคาของผู้แสวงมรรคย่อมสูญสิ้น! ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันใช้กฎเกณฑ์จอมปลอมมากดขี่ผู้ใดอีก!"
ชายหนุ่มยื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้า "การต่อสู้เพียงลำพังย่อมเดียวดาย สหายต้วนเทียน... เลิกจมอยู่กับความเศร้าและสุราได้แล้ว! ข้ากำลังจะนำสหายของข้า บุกไปทลายค่ายกลและถล่มวิหารเทพอนันตกาล! ข้าต้องการพลังกายเนื้อที่ก้าวล่วงวิถีเซียนของเจ้า มาร่วมทัพ!"
หยาดน้ำตาของลูกผู้ชายที่แห้งเหือดไปนาน แอบเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาของจอมพลังอิสระ
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! อาเจีย! วิถีเต๋าของเจ้าช่างเด็ดขาดนัก!"
ต้วนเทียนยื่นมือที่ใหญ่กว่า 2 เท่า ไปจับมือของอาเจียอย่างแนบแน่น! สัจธรรมแห่งมิตรภาพที่ก่อเกิดจากความมุ่งมั่นในการโค่นล้มสวรรค์จอมปลอม ถูกสลักลงในจิตวิญญาณของทั้ง 2!
การพบพานที่เริ่มต้นด้วยการประลองกำลังและการดื่มสุรา ได้หล่อหลอมให้กลุ่มสหายได้ยอดเซียนบำเพ็ญอิสระที่แข็งแกร่งที่สุดมาร่วมทัพ! กองกำลังที่จะสั่นสะเทือนทวีปหุบเขาต้องห้ามและเปิดโปงความลับของดวงตาโลหิต บัดนี้ได้รวมตัวกันอย่างสมบูรณ์แล้ว!