นางพูดเพียงเท่านั้น จากนั้นน้ำตาก็ไหลพราก องค์ชายรองมองนางอย่างตกตะลึง เขายกมือขึ้นแต่ไม่กล้าแตะตัวนาง ปลายนิ้วที่ยกค้างกำแน่น ไม่รู้จะต้องทำอย่างไรกับสถานการณ์ตรงหน้า
นางนั่งร้องไห้เงียบ มือกุมอกและสะอื้นจนตัวโยน ครู่ต่อมาจึงเอนตัวนอนลงไปอีกครั้ง ปากพึมพำเหมือนคนละเมอ
“ดีแล้ว...ดียิ่งนัก...ครั้งนี้ ข้าจะไม่ให้ท่านต้องตาย”
ได้ยินประโยคนี้ร่างของจูเกาเซวียนก็สั่นสะท้าน ดวงตาเบิกกว้าง เขาขยับตัวเข้าหานางพลางเอื้อมมือไปเขย่าไหล่บาง
“หมายความอย่างไร หวงจื่อเฟย ที่เ้าพูดหมายถึงอะไร ?”
ทว่าซูอันหนิงหลับไปแล้ว พร้อมกับเสียงพึมพำคำเดิมซ้ำ ๆ
วันต่อมาจูเกาเซวียนพาใบหน้าอิดโรยและใต้ตาดำคล้ำมาถึงค่ายทหาร ผู้ใต้บังคับบัญชามองแล้วต้องรีบก้มหน้าไม่กล้าเอ่ยถาม
“องค์ชายรอง อีกครึ่งเค่อกองทัพจะออกเดินทางพ่ะย่ะค่ะ” เสียงรายงานดังขึ้น
จูเกาเซวียนพยักหน้าแล้วหันไปทางเหอไห่ “ข้า้าให้เ้าไปสืบเื่หนึ่ง ครั้งนี้ไม่ต้องติดตามข้า”
เหอไห่ขมวดคิ้วเอ่ยทักท้วง “หวงจื่อ ท่านจะไปรบข้าน้อยสมควรติดตามอยู่ข้างกายคอยอารักขา เื่สืบข่าวสามารถให้หน่วยสอดแนมทำได้นี่ขอรับ”
จูเกาเซวียนส่ายหน้า สายตาหลุบต่ำจับจ้องหยกพกที่ผูกกับสายคาดเอว “เื่นี้ต้องให้เ้าไปทำเท่านั้น ข้ามีหยินคนเดียวก็พอ ส่วนหยางให้คอยขับรถม้าให้หวงจื่อเฟย ส่วนเ้า...ข้า้าให้เ้าไปสืบอดีตของหวงจื่อเฟย สืบสาวไปได้ไกลเพียงใดยิ่งดี ข้าอยากรู้อดีตของนาง”
เหอไห่ใจนดวงตาแทบถลน แต่องค์ชายรองไม่สนใจเขาสักนิด
ในหัวของเขามีเพียงภาพเหตุการณ์เมื่อคืน กับคำว่า ‘ข้าจะไม่ให้ท่านต้องตาย’ ที่ยังดังซ้ำอยู่ข้างหู
ยามนี้เขาไม่อยากรู้แล้วว่านางความจำเสื่อมจริงหรือไม่ เหตุใดคำพูดและการกระทำของนางจึงแปลกประหลาด แต่อดีตของนางเขาจะต้องรู้ให้ได้
เห็นท่าทางเคร่งขรึมจริงจังของผู้เป็นาย แม้แต่หยางซึ่งเป็องครักษ์ลับก็ยังต้องอยู่ขับรถม้าให้พระชายา เหอไห่ก็ตระหนักถึงความหนักเบาของภารกิจได้ทันที จึงก้มหน้าประสานมือรับบัญชา
ซูอันหนิงตื่นขึ้นมาหลังจากจูเกาเซวียนลุกออกไปนานแล้ว อาการปวดระบมที่แขนบรรเทาลงอย่างน่าประหลาด นางขยับแขนเบา ๆ พบว่าไม่เจ็บเท่าเมื่อวานจริง ๆ จึงลุกขึ้นมาล้างหน้าบ้วนปากอย่างอารมณ์ดี
หม่าหมัวมัวเห็นพระชายาดูสดใสกว่าทุกวันก็คิดไปว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา เ้านายทั้งสองคงได้ปรับความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว จึงเอ่ยแทนองค์ชายรองไปหนึ่งประโยค
“หวงจื่องานรัดตัวเหลือเกิน วันนี้ก็ต้องยกทัพขึ้นเหนือปราบชนเผ่าอีกแล้ว แต่ก็ยังเป็ห่วงหวงจื่อเฟย ดึกเพียงใดก็ยังกลับมาดูแลด้วยตนเองนะเพคะ”
ซูอันหนิงชะงักมือที่กำลังคนโจ๊ก เงยหน้าขึ้นถามเสียงฉงน “เมื่อคืน เขากลับมาอีกรอบหรือ ?”
หม่าหมัวมัวยิ้มแย้มตอบ “เพคะ กลับมาตอนดึก ยังทายาให้หวงจื่อเฟยด้วย”
ซูอันหนิงเปิดแขนเสื้อขึ้นดูรอยที่แขน พบว่าสีเขียวคล้ำจางลงแล้วจริง ๆ อาการเจ็บที่ทุเลาลงก็คงเพราะได้ทายาของเขากระมัง
“อ้อ...เป็ยาดี” นางส่งเสียงจากลำคอเบา ๆ “อุตส่าห์มาทายาให้ก็ไม่นับว่าใจร้ายเกินไป ข้าจะหลับตาข้างหนึ่ง ลืมตาข้างหนึ่งก็แล้วกัน”
หม่าหมัวมัวยิ้มตอบอย่างปลื้มใจ “หวงจื่อทายาเสร็จก็บรรทมที่นี่ ต้นยามเหมา[1]ถึงได้จากไปเพคะ”
องค์ชายรองเข้ามากลางดึกก็จริง แต่เป็ครั้งแรกที่ค้างคืนกับหวงจื่อเฟยจนถึงเช้า ตอนที่เรียกหาน้ำร้อนตอนเช้าบ่าวไพร่ก็รู้เห็นกันหมดแล้ว
ซูอันหนิงพยักหน้าพลางตักโจ๊กขึ้นมาชิมคำหนึ่ง “อ้อ...แล้วหวงจื่อไปนอนที่ห้องไหนล่ะ”
หม่าหมัวมัวยิ้มค้างมองนายหญิงของตนอย่างไม่เข้าใจ “ก็...ก็นอนห้องเดียวกับหวงจื่อเฟยอย่างไรเล่าเพคะ”
ช้อนที่ยกขึ้นหยุดค้างกลางอากาศ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตาหม่าหมัวมัว เอ่ยถามเสียงเรียบทว่าในแววตาราวกับมีดวงไฟแผดเผา “ปกติเขาไม่ได้นอนห้องข้านี่ เหตุใดเมื่อคืนถึงมานอนห้องข้าได้เล่า”
ลี่หนาน ชางอิงค่อย ๆ ขยับไปยืนข้างเสา ปล่อยให้หม่าหมัวมัวเผชิญหน้ากับหวงจื่อเฟยที่กำลังจะลุกเป็ไฟเพียงลำพัง
“เรือนหลักหลังนี้เป็เรือนของหวงจื่อเช่นกัน ห้องนี้ก็เป็ห้องหอของพวกท่าน หากไม่กลับมาบรรทมที่นี่จะให้หวงจื่อไปบรรทมที่ไหนได้เล่าเพคะ”
หม่าหมัวมัวตอบอย่างใจเย็น ทว่ารอยยิ้มที่มุมปากกลับแข็งเกร็ง
ซูอันหนิงวางช้อนลง เสียงดังกริก !
“เจ็ดราตรีที่ผ่านมาเขานอนที่ไหนก็ให้นอนที่นั่น จะกลับมาอีกทำไม แต่งภรรยาคนหนึ่งแต่นอนคิดถึงสตรีอีกคนหนึ่ง คนที่แม้แต่เรือนหลังเดียวก็ยังดูแลไม่ได้จะไปปกครองอะไรได้อีก !”
จู่ ๆ หวงจื่อเฟยก็พ่นวาจาออกมาราวกับร้องงิ้ว บ่าวที่รอรับใช้อยู่ในเรือนต่างพากันก้มหน้า มีเพียงหม่าหมัวมัวเท่านั้นที่ร้อนรนรีบอบรมสั่งสอนทันที
“หวงจื่อเฟยกล่าวผิดไปแล้ว...ผิดธรรมเนียมแล้วเพคะ มิอาจกล่าวโทษพระสวามีเช่นนั้น !”
“หม่าหมัวมัวไม่ต้องพูดแล้ว !” ซูอันหนิงยกมือขึ้นห้าม แววตาเย็นะเื
นางต้องเจ็บระบมไปทั้งร่างก็เพราะใคร ถูกทำร้ายจนิญญาจากโลกหน้าต้องมาเข้าร่างก็เพราะใคร ถูกบ่าวไพร่ซุบซิบนินทาไม่เกรงสถานะนายหญิงของบ้านก็เพราะใคร
หากไม่ใช่เพราะคนผู้นั้นแล้วจะเป็ผู้ใดได้อีก
นางใช้มือพัดใบหน้าตัวเอง “เรือนนี้เป็ของเขาหรือ...ได้ !”
ซูอันหนิงลุกขึ้น เชิดหน้าออกคำสั่ง “ลี่หนาน ชางอิง เก็บของ !”
“เ้าค่ะคุณหนู !” สองสาวใช้รับคำสั่งทันทีอย่างไม่เกี่ยงงอน พร้อมบุกตะลุยไปข้างหน้าทุกเมื่อเพื่อเ้านาย
หม่าหมัวมัวตาโต รีบร้องห้ามเป็พัลวัน “หวงจื่อเฟยอย่าได้ใจร้อนไปเลยเพคะ”
ทว่าบ่าวชราผู้หนึ่งจะสามารถห้ามปรามม้าพยศที่หลุดจากบังเหียนเอาไว้ได้อย่างไร
ประตูเมืองทิศเหนือ หน้าขบวนทัพม้าที่เดินทางอย่างเป็ระเบียบ จู่ ๆ องค์ชายรองก็จามติด ๆ กัน เสียงดังลั่นจนแม่ทัพนายกองพากันหันมามองเป็ตาเดียว
“เอ้อร์หวงจื่อท่านไม่สบายหรือ ให้กระหม่อมเรียกหมอดีหรือไม่ หากเจ็บป่วยยังกลับไปให้หมอหลวงรักษาได้” แม่ทัพลู่รั้งม้าแล้วหันมาถามด้วยความเป็ห่วง
จูเกาเซวียนยกมือขึ้นห้าม ขยี้จมูกแรง ๆ ตอบเสียงอู้อี้ “ไม่ต้อง เดินทางต่อเถอะ ข้าไม่เป็ไร”
ในใจของจูเกาเซวียน กลับวูบโหวง ราวกับว่ากำลังจะมีเื่ใหญ่เกิดขึ้น
ในวันที่องค์ชายรองยกทัพออกจากเมือง พระชายาก็ย้ายจากเรือนหอเข้าไปอยู่เรือนหลักฝ่ายในด้วยเช่นกัน บ่าวไพร่เริ่มซุบซิบคาดเดากันไปต่าง ๆ นานา อีกครั้ง
บ้างก็เดาว่านางถูกหวงจื่อสั่งให้ย้าย บ้างก็ว่านางไม่พอใจหวงจื่อจึงขนของออกมาเอง แต่ความเห็นส่วนใหญ่เอนเอียงไปที่ความเห็นแรกมากกว่า
คืนนั้นองค์ชายรองพักในห้องนอนหลักก็จริงแต่ไม่มีอะไรเกิดเลย ไม่มีเสียงเรียกหาน้ำร้อนกลางดึก ตอนเช้าองค์ชายรองกลับออกมาจากห้องนอนมาด้วยสภาพอิดโรย ใต้ตาคล้ำเพราะนอนไม่หลับ แต่พอเช้าวันต่อมาพระชายากลับย้ายออกทันที ช่างชวนให้ครุ่นคิดเสียจริง
หลังย้ายออกมาจากเรือนหลัก พระชายาก็สั่งให้สร้างครัวเล็กไว้ที่เรือนหลังทันที ครัวนั้นมักจะดึงวัตถุดิบจากคลังไปปรุงอาหารเองบ่อยครั้ง ในยามที่องค์ชายไม่อยู่ บ่าวไพร่ที่อยู่มานานจึงเริ่มมีความคิดเป็ของตนเอง
“หลีกงกง จะให้ข้าน้อยทำอย่างไร ต้องส่งวัตถุดิบให้ หรือไม่ต้องส่งดี”
หลีจิ่นกงกงยกมือขึ้นแคะปลายเล็บแล้วเป่าทีหนึ่ง “หวงจื่อเฟยพระองค์เดียว เ้าก็แบ่งไปเล็กน้อยได้นี่นา จะมาถามข้าด้วยเหตุใด”
พ่อครัวชะงัก ก่อนจะขมวดคิ้วถาม “ไม่ดีกระมัง หากให้น้อยแล้วเกิดหวงจื่อเฟยถามข้าจะตอบอย่างไร”
“เช่นนั้นเ้าก็ยกให้ครัวเล็กไปให้หมดเลยสิ เื่เล็กน้อยเท่านี้ จำเป็ต้องนำมารบกวนข้าด้วยหรือ”
พ่อครัวส่งเสียงฮึดฮัด ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อแล้วเข้าไปกุมมือหลีกงกงเขย่า กล่าวพลางแอบยัดถุงใบเล็กใส่มืออีกฝ่าย “ท่านช่วยเอ่ยกับหวงจื่อเฟยให้ข้าที ได้หรือไม่”
หลีกงกงชักมือเข้าไปในแขนเสื้อ แอบชั่งน้ำหนักถุงเงินครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มแย้มกล่าวว่า “เอาละ ๆ เดี๋ยวข้าไปทูลหวงจื่อเฟยให้”
ซูอันหนิงนั่งหย่อนใจอยู่ในศาลาริมสระ พลางสำรวจบ้านใหม่ของตนเองอย่างสบายใจ สวนแห่งนี้ให้ความรู้สึกเหมือนสวนที่จวนสกุลซูอยู่ไม่น้อย
“หลีจิ่นกงกงขอเข้าพบพ่ะย่ะค่ะ”
ซูอันหนิงเลิกคิ้ว คิดอยู่เลยเชียวว่าเมื่อไรพ่อบ้านใหญ่จะมอบอำนาจกลับมาเสียที องค์ชายรองมีคำสั่งลงมาตั้งหลายวันแล้ว แต่จนถึงวันนี้พ่อบ้านใหญ่ก็ยังไม่ยอมขยับตัว
นางยืดตัวนั่งตรง แล้วจึงเอ่ยอนุญาต “เข้ามา”
หลีจิ่นกงกงเดินขึ้นมาบนศาลา “คารวะหวงจื่อเฟยพ่ะย่ะค่ะ”
ซูอันหนิงยิ้มบาง “กงกงตามสบายเถิด”
นางเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ “วันนี้มาหาข้ามีสิ่งใดจะ ‘รายงานหรือ’”
หัวคิ้วของหลีกงกงกระตุกเบา ๆ วูบหนึ่งแทบสังเกตไม่เห็น แต่ซูอันหนิงจับตามองเขาตลอด กลับััได้ถึงใบหน้าที่เกร็งขึ้นของขันทีเฒ่าผู้นี้ได้อย่างว่องไว
“ทูลหวงจื่อเฟย มีบ่าวทางครัวกลางมาบ่นกับกระหม่อมว่า เรือนองค์ชายรองเดี๋ยวนี้ไม่มีระเบียบ”
เขาลอบชำเลืองมองสีหน้าหวงจื่อเฟยเล็กน้อยขณะรายงาน
“แบ่งวัตถุดิบราวกับเส้นบะหมี่ ครัวเล็กก็ทำอาหาร ครัวใหญ่ก็ต้องทำอาหาร ไม่รู้เลยว่าหวงจื่อเฟย้าสำรับตามปกติหรือไม่ ในหนึ่งวันหรือต้องนำถวายกี่มื้อ จึงจะไม่กระทบส่วนกลางพ่ะย่ะค่ะ”
ซูอันหนิงมองหลีกงกงนิ่งนานกว่าปกติ แววตาของนางไม่ได้มีตำหนิทั้งยังไม่ดูอ่อนโยน ความเงียบงันทำให้หลีกงกงรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างหาได้อยาก เขาขยับตัวด้วยความอึดอัดเล็กน้อย
“ยามนี้ในจวนมีนายหญิงอยู่เพียงคนเดียว หัวหน้าพ่อครัวก็จัดการไม่เป็แล้วหรือ” นางเอ่ยเสียงเรียบ แววตาเรียบเฉย
“วันนั้นองค์ชายรองตรัสกับข้าอย่างชัดเจน บ่าวไพร่ในเรือนล้วนให้ข้าจัดการไปตามเหมาะสม มอบอำนาจจัดการในจวนให้ข้า สั่งให้ส่งมอบตราประทับและป้ายคู่ แต่จนถึงยามนี้ข้าก็ยังไม่ได้เห็นทั้งตราประทับและป้ายคู่ เพิ่งจะรู้ว่าคำสั่งของหวงจื่อ... ไม่ต่างจากผายลม !”
[1] ยามเหมา 05.00-07.00