หลังจากฉู่หลิงเอ๋อร์จากออกไปเย่เฉินก็ทรุดตัวนั่งลงกับพื้น
เอาล่ะ! สองพี่น้องฝาแฝดคู่นี้เป็นอะไรที่น่าสยอง จนหลายครั้งเขาตกใจจนแทบจะฉี่แตก
“นางตัดสินใจจะไม่ฆ่าข้าแล้วหรือ?” เย่เฉินประคองกาเหล้า และพึมพำเล็กน้อย
“หรืออาจจะเป็นเพราะอาจารย์ยื่นมือเข้ามาช่วยไว้นางจึงลังเลใจหรืออาจจะคิดได้ จึงได้ยอมปล่อยข้าไป”
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องออกจากสำนักเหิงเยว่แล้วใช่ไหม?”
แม้ว่าจะเป็นเช่นนี้แต่เย่เฉินก็ยังรู้สึกหวาดผวาอยู่ในใจ ต่อไปในทุกๆ คืนเขาคงต้องนอนเปิดตาไว้ข้างหนึ่งไม่เช่นนั้นหากพลั้งเผลออาจถูกฉู่หลิงเอ๋อร์ฆ่าตายคาเตียงก็เป็นได้หญิงบ้านางนี้หากคิดจะทำก็ทำได้ทั้งนั้น
“ช่างมันเถอะ”หลังจากส่ายศีรษะ เย่เฉินก็ทิ้งความคิดของเขา และเรียกจื่อซวนออกมา
จื่อซวนที่ทำการยกระดับเป็นหุ่นเชิดระดับลึกลับแล้วมีความแตกต่างจากก่อนหน้านั้นมาก
เมื่อครั้งต่อสู้ที่ภูเขาด้านหลังพลังการต่อสู้ของจื่อซวน ทำให้เขาต้องตกใจเป็นอย่างมากนางสามารถเอาชนะศิษย์ของสำนักในจำนวนมากรวมทั้งศิษย์แท้จริงอีกสองคนได้ซึ่งเรื่องเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เกินขอบเขตของหุ่นเชิดระดับลึกลับโดยทั่วไปและความทรงพลังของมันทำให้คนต้องส่งเสียงออกมาด้วยความประหลาดใจ
“ครั้งนี้ยังโชคดีที่มีเจ้า”จื่อซวนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเหมือนหอกที่ปักลงดินเอาไว้และเย่เฉินก็ยังคงวนอยู่รอบตัวนางไม่หยุด
“อยู่ในระดับลึกลับยังแข็งแกร่งขนาดนี้หากยกระดับเจ้าขึ้นไปเป็นระดับธรณีแม้แต่คนระดับขั้นฝึกวิญญาณก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า” เย่เฉินพึมพำในใจและคิดวางแผนเพื่อหาเวลาทำการยกระดับให้กับจื่อซวน
แต่เขาก็รู้ดีว่าการยกระดับหุ่นเชิดให้ขึ้นเป็นระดับธรณีมันไม่ใช่แค่ปัญหาที่สามารถจะใช้เงินแก้ไขได้
“ไม่ว่าจะอย่างไรข้าก็จะต้องดูแลเจ้าให้ดี” เย่เฉินยิ้ม จากนั้นก็ไม่สนใจจื่อซวนอีกปล่อยให้นางดูดซับแสงจันทราและดวงดาวที่ส่องสว่าง
และในตอนนี้เขาได้ขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงไม้ไผ่และหยิบแผ่นเหล็กชิ้นหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของแผ่นเหล็กชิ้นนี้คือสิ่งที่เขาและพวกเซี่ยอวิ๋นขโมยมาจากถุงเก็บของของหยางปินและเพราะมันทำให้อัคคีเทวะมีปฏิกิริยาตอบสนอง
ของวิเศษ!
เย่เฉินถือแผ่นเหล็กเอาไว้และเพ่งดูมันอย่างละเอียดผ่านแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในห้อง
ไม่รู้เลยว่าแผ่นเหล็กชิ้นนี้คือสิ่งของในยุคสมัยใดดูแล้วเหมือนผ่านโลกมาโชกโชน มีคราบสนิมและรอยด่างอยู่บนแผ่นเหล็กและมองไม่เห็นอะไรที่น่าสนใจในตัวมันมองดูแล้วเหมือนเป็นชิ้นส่วนที่แตกหักของมีดเล่มหนึ่ง
“มาดูกันว่าเจ้ามีความลึกลับอะไรซ่อนอยู่”เย่เฉินพึมพำและหยิบน้ำเต้าม่วงทองออกมา จากนั้นก็ยัดแผ่นเหล็กชิ้นเล็กๆนั้นเข้าไป
เวิง!
ทันใดนั้นน้ำเต้าม่วงทองก็สั่นเบาๆ ขึ้นมา
เย่เฉินจ้องมองอย่างจดจ่อเพ่งสายตาไปยังน้ำเต้าม่วงทองและหวังว่าน้ำเต้าของเขาจะสามารถตรวจจับความลึกลับของแผ่นเหล็กชิ้นเล็กๆนั้นออกมาได้
แต่ผ่านไปเป็นเวลานานก็ยังไม่มีการตอบสนองใดๆ
“นี่มันเรื่องอะไรกัน”เย่เฉินตกตะลึง จากนั้นจึงยกน้ำเต้าม่วงทองขึ้นมา ดึงฝาจุกน้ำเต้าออกและมองลอดเข้าไปด้านใน
แต่เรื่องนี้ยังไม่สำคัญเท่าไรในขณะที่เขากำลังเข้าไปใกล้นั้นแผ่นเหล็กที่เขายัดเข้าไปในน้ำเต้าม่วงทองก็พุ่งออกมาจากน้ำเต้าและไม่เพียงแต่มันจะพุ่งเข้ามายังหน้าผากของเขาเท่านั้นแต่มันกลับยังรวมเข้าไปด้านในอีกด้วย
ทันใดนั้นเย่เฉินก็รู้สึกได้เพียงเสียงหึ่งๆ ที่ดังขึ้นในหัวของเขาเท่านั้น
โอ๊ย...!
เย่เฉินรู้สึกเจ็บปวดอย่างมากพลิกตัวล้มลงกับพื้น ใช้ทั้งสองมือกุมศีรษะเอาไว้กัดฟันแน่นพร้อมส่งเสียงตะโกนร้อง
แกรก!
ในความมืดมิดนั้นเย่เฉินเหมือนจะได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นมันเป็นเสียงเหมือนมีอะไรบางอย่างแตกหักและเสียงนั้นก็ดังมาจากห้วงความคิดในหัวของเขาแผ่นเหล็กนั่นที่เข้าไปในห้วงความคิดของเขาได้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ
เย่เฉินเห็นได้ชัดเจนว่าแผ่นเหล็กชิ้นเล็กนั้นได้กลายเป็นภาพฉากของความเสียหายที่รุนแรง และความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ได้รับการรวมตัวจัดระเบียบใหม่อย่างรวดเร็ว มันรวบรวมกลายเป็นภาพฉากที่สมบูรณ์ทำให้จิตใจของเขาถูกดึงดูดเข้าไปรวมกัน
ความนึกคิดอันลึกซึ้ง?
เมื่ออาการเจ็บปวดในหัวหายไปเย่เฉินก็พึมพำเล็กน้อย
ท่ามกลางสิ่งที่อธิบายไม่ได้ตอนนี้จิตวิญญาณของเขาเหมือนได้หลุดลอยออกจากร่างแล้วจากนั้นก็เข้าไปสู่โลกที่แปลกประหลาด
ความลึกลับของความนึกคิดอันลึกซึ้งมีทั้งภูเขา ดวงดาว ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เย่เฉินกำลังมองภาพที่เห็นด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยพบเห็นความนึกคิดอันลึกซึ้งมาก่อนแต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบเจอกับความนึกคิดอันลึกซึ้งที่สง่างามเช่นนี้
แน่นอนว่าบนยอดเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลออกไปมีคนสวมชุดเกราะทองคำปรากฏตัวขึ้นในสายตาของเย่เฉิน
คนผู้นั้นมีความสง่างามแผ่นหลังดุจภูผา เส้นผมดำสนิทหนาพลิ้วราวกับน้ำตกทั่วทั้งร่างปกคลุมไปด้วยสีทองอร่ามตา ราวกับถูกหลอมมาจากทองคำยืนตรงนิ่งอยู่บนยอดเขาราวกับรูปแกะสลักที่ไม่บุบสลาย
“ความนึกคิดอันลึกซึ้งนี้เป็นสิ่งที่ผู้อาวุโสท่านนั้นทิ้งเอาไว้ก่อนจะจากไปหรือเปล่า?” เย่เฉินพึมพำ และจ้องมองไปยังคนในชุดเกราะสีทองด้วยความงุนงง
ไม่นานชายในชุดเกราะทองคำก็เริ่มขยับตัว เขาก้าวย่างเหยียบไปในอากาศจากนั้นดาบเทวะทองคำก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา
ในตอนนี้เกิดลมพายุโหมพัดกระหน่ำ เมฆสีดำหนาทึบลอยเข้ามารวมตัวกันสายฟ้าฟาดลงมาดุจเหล่างูพิษที่กำลังโบยบินอยู่กลางหมู่เมฆดำทั่วทั้งห้วงความนึกคิดอันลึกซึ้งล้วนถูกปกคลุมไปด้วยความมืดทำให้จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อันเดือดพล่านของเย่เฉินปรากฏขึ้นมา
พิฆาตทั่วสารทิศ!
หลังจากสิ้นเสียงตะโกนที่สะเทือนฟ้าของคนผู้นั้นเขาก็เหวี่ยงดาบเทวะทองคำไปรอบๆ ทั่วทั้งฟ้าดินก็แยกออกจากกันภายในดาบเดียว
ในตอนนี้ดวงดาวมืดสลัว แสงจันทร์ดับสนิทลง ทั่วฟ้าดินทั้งแปดทิศไร้สีสัน
“นี่...”บางทีภาพฉากเช่นนี้มันก็น่ากลัวเกินไป ทำให้เย่เฉินถึงกลับถอยหลังไปทันทีใบหน้าของเขาซีดเซียว ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวหากเขาไม่ได้เข้าสู่ความนึกคิดอันลึกซึ้งเกรงว่าชั่วชีวิตนี้เขาคงไม่มีโอกาสได้พบเจอฉากอันยิ่งใหญ่เช่นนี้แน่นอน
ในระยะไกลออกไปเมื่อคนผู้นั้นได้ฟาดฟันสรรพสิ่งออกทั้งแปดทิศ ร่างกายของเขาก็เริ่มสลายจากนั้นโลกของความนึกคิดอันลึกซึ้งก็จางหายไปด้วยความรวดเร็ว และหายลับไปในที่สุด
โอ้!
ในห้องไม้ไผ่เล็กๆเย่เฉินได้ลุกขึ้นจากเตียง
พิฆาตทั่วสารทิศ!
หัวใจของเย่เฉินยังคงเต้นระรัวผ่านไปเป็นเวลานานแล้วก็ไม่อาจจะสงบลงได้ ความนึกคิดอันลึกซึ้งของจิตใต้สำนึกและยังมีผู้อาวุโสผู้นั้นในความนึกคิดอันลึกซึ้ง เงาร่างที่กำยำพลังการต่อสู้ที่สามารถทำลายล้างโลกได้ ตอนนี้สิ่งเหล่านั้นได้ถูกสลักไว้ในหัวใจของเย่เฉินแล้ว
“พิฆาตทั่วสารทิศเป็นชื่อที่ทรงพลังมาก” เย่เฉินไม่อาจปกปิดความตกใจของเขาไว้ได้
เขาค่อยๆหลับตาลงในความเงียบสงัด เหมือนกับนักพรตเฒ่าที่กำลังเข้าฌาน ในจิตใจสงบว่างไร้เรื่องราวกวนใจ แหวกว่ายอยู่กับสติของตนเอง
เขานั่งเช่นนี้จนผ่านไปเป็นเวลากว่าเก้าชั่วยาม
ทั่วทั้งยอดเขาดรุณีหยกเงียบสนิทอาบด้วยแสงจันทร์ที่สาดส่องไปทั่วบริเวณเพิ่มเสน่ห์ที่ชวนหลงใหลให้กับยอดเขาอันงดงามแห่งนี้
ในห้องไม้ไผ่เล็กๆเย่เฉินกำลังนิ่งเงียบ สีหน้าของเขาดูไม่แน่นอน บางครั้งก็ดูมีความสุขบางครั้งก็ขมวดคิ้ว บางครั้งก็พึมพำเบาๆ บางครั้งก็นิ่งเงียบเหลือประมาณ
ไม่รู้ว่าเขาค่อยๆลืมตาขึ้นตั้งแต่เมื่อไร
ลมหายใจหยาบถูกผ่อนออกมาสีหน้าของเย่เฉินดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง “การเดินทางไกลต้องมีจิตใจที่กล้าหาญจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่กวาดล้างทั่วสารทิศยากจะเปรียบ ผู้อาวุโสตอนนี้ผู้น้อยเข้าใจความหมายของคำว่าทั่วสารทิศแล้ว”
ทันใดนั้นเย่เฉินก็ลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน ผลิกตัวกระโดดออกจากห้องไม้ไผ่โบกมือหยิบดาบสีทองออกจากถุงเก็บของ ทั้งพลังและความแข็งแกร่งที่สม่ำเสมอกันทำให้เขาโบกดาบออกไปอย่างใจคิด
เวิง
เวิง
ไม่นานวิธีการของวิชาพิฆาตทั่วสารทิศได้ถูกจดจำไว้ในใจของเขาแล้วเลือดเนื้อของเขาก็เดือดพล่านพลังปราณในทะเลลมปราณพุ่งออกมาถ่ายเทเข้าสู่ดาบสีทองจนเสียงของดาบดังขึ้นเปลวไฟสีทองส่องสว่าง ความสดใสสว่างเปล่งประกายอย่างร้อนแรง
“พิฆาตทั่วสารทิศ!”
เย่เฉินทำการเรียกใช้วิชาโดยทันทีเพียงแค่เขาก้าวออกไปหนึ่งก้าว ก็กระโดดขึ้นไปบนอากาศทั้งสองมือถือดาบสีทองเอาไว้ด้วยพละกำลังที่ยิ่งใหญ่เหลือประมาณ
เวิง!
ทันใดนั้นลำแสงดาบสีทองความยาวห้าจ้างก็ปรากฏขึ้น มีพละกำลังที่แข็งแกร่งมากและมีอานุภาพที่ทรงพลัง
ตูม!
ทั่วทั้งป่าไผ่สั่นสะเทือนเล็กน้อยก้อนหินที่อยู่ไม่ไกลก็แตกออกเป็นเสี่ยง แม้แต่พื้นก็เกิดเป็นรอยแตกลึก
เย่เฉินที่กำลังยืนอยู่ถึงกับโซเซทรุดตัวลงนั่งกับพื้น และเมื่อฟันออกไปยังทั่วทุกทิศทางก็เกิดเป็นอานุภาพที่ทรงพลัง แต่กลับทำให้เขาเกือบจะระบายความโกรธออกไป
แกรก!
เสียงที่คมชัดเสียงหนึ่งดังขึ้นดาบสีทองที่อยู่ในมือของเขาได้เกิดรอยร้าวขึ้นมาจากนั้นมันก็แตกออกเป็นเศษเล็กเศษน้อยอย่างรวดเร็วเห็นได้ชัดว่าดาบสีทองเล่มนี้เป็นอาวุธระดับต่ำซึ่งต่ำเกินกว่าจะต้านทานวิชาพิฆาตทั่วสารทิศอันทรงพลังได้
ไม่เพียงเท่านี้ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงได้เข้าสู่เส้นลมปราณและกระดูกของเขาแล้วและดูเหมือนว่าวิชาพิฆาตทั่วสารทิศจะเป็นการทำร้ายตัวเองเสียแล้ว
“ทรงอานุภาพอย่างที่คาดไว้จริงๆ”แม้ว่าสีหน้าจะซีดเซียว แต่ใบหน้าของเย่เฉินก็ยังคงปรากฏรอยยิ้มที่มีความสุข
เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งเขาจึงผ่อนคลายลง