จารึกที่ 240 : ร่องรอยแห่งปฐพี : การซุ่มโจมตีของอริเก่าแห่งสำนักอัสนีบาต
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่กว้างใหญ่ไพศาล ทรัพยากรคือลมหายใจที่หล่อเลี้ยงชีวิต และความแข็งแกร่งคือสัจธรรมเพียงหนึ่งเดียวที่สถิตอยู่เหนือเหตุผลทั้งปวง บนเส้นทางสู่ความเป็นอมตะที่ปูลาดด้วยเถ้ากระดูกและรอยเลือด กฎแห่งป่าที่ว่า 'ปลาใหญ่กินปลาเล็ก' ยังคงฝังรากลึกอยู่ในทุกอณูอากาศ โดยเฉพาะในดินแดนไร้กฎเกณฑ์อย่าง 'หุบเขาเพลิงผลาญ' 焚火谷 (เฝินหั่วกู่) ที่ซึ่งความตายมักจะพุ่งเข้าหาผู้มาเยือนในยามที่จิตใจเผลอไผลที่สุด
ยามที่ดวงสุริยันเริ่มคล้อยต่ำลงสู่เหลี่ยมเขา แสงสีแดงฉานฉาบทับม่านหมอกเถ้ากระดูกจนดูประหนึ่งทะเลโลหิตที่ลุกโชน ทันใดนั้นเอง...
"เปรี้ยงงงงงงงง!"
เสียงกัมปนาทสะท้านฟ้าดังแหวกม่านอากาศที่บิดเบี้ยวด้วยความร้อนจนมิติเกิดการพร่าเลือน อัสนีบาตสีม่วงดำเส้นขนาดยักษ์ประดุจมังกรคลั่งเกลือกกลิ้งลงมาจากกลุ่มเมฆขี้เถ้าอันหนาทึบเบื้องบน มันมิใช่สายฟ้าตามครรลองธรรมชาติทว่ามันคือ 'อัสนีบาตม่วงทะลวงวิญญาณ' 紫破魂雷 (จื่อพั่วหุนเหลย) มหาเวทสังหารระดับสูงที่ถูกบีบอัดเจตจำนงแห่งการทำลายล้างไว้อย่างอำมหิต เป้าหมายของมันคือการฉีกกระชาก นาวาทะลวงเมฆาให้แหลกสลายกลายเป็นผุยผงในพริบตาเดียว!
"บัดซบเอ๊ย! ไอ้พวกลอบกัดหน้าตัวเมีย! หากเรือลำนี้มีรอยขีดข่วนแม้แต่เพียงเส้นขนเดียว ข้าจะเอาเถ้ากระดูกพวกเจ้ามาอุดรอยรั่วแทนศิลาปราณให้สิ้น!"
อาเจียแผดเสียงด่าทอลั่นหัวเรือด้วยความโกรธแค้น สัญชาตญาณความตระหนี่และหวงแหนทรัพย์สินพุ่งทะยานขึ้นจนถึงขีดสุด เขาเพิ่งจะเสียศิลาปราณไปเกือบสี่แสนก้อนเพื่อรักษาดวงตา และเขารู้ซึ้งดีว่าหากนาวาทะลวงเมฆาลำนี้ ซึ่งเป็นสมบัติอันล้ำค่าของตระกูลเฟิงต้องพังทลายลง เฟิงอี้หรานจอมเจ้าเล่ห์ต้องหาทางมาหารค่าซ่อมแซมกับเขาสักครึ่งหนึ่งเป็นแน่ ซึ่งเรื่องนั้นเขาไม่มีวันยอมเด็ดขาด!
ทว่าความเร็วของมังกรอัสนีนั้นเหนือล้ำกว่าคำผรุสวาท ในเสี้ยววินาทีที่ความตายสีม่วงกำลังจะปะทะกับม่านปราณป้องกัน...
"เชิ้ง!"
เสียงกระบี่หลุดออกจากฝักดังแผ่วเบาทว่าบาดลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์ของ ฉินมู่หลาง พุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหาประดุจดาวตกที่ย้อนทิศทาง ยอดอัจฉริยะแห่งสำนักกระบี่นิรันดร์มิได้ปลดปล่อยปราณกระบี่ที่บ้าคลั่ง ทว่าเขากลับตวัดกระบี่ออกไปอย่างนุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจที่เด็ดขาด
"เจตจำนงกระบี่... ตัดห้วงเวลา!"
ปลายกระบี่ฟาดฟันเข้าใส่ความว่างเปล่าเบื้องหน้ามังกรอัสนี ในสายตาของคนทั่วไปมันอาจดูเหมือนการฟันลม ทว่าภายใต้เนตรสูญตาของอาเจีย เขามองเห็นมู่หลางกำลัง 'ตัดช่วงเวลา' ที่สายฟ้ากำลังจะเข้าปะทะออกไปชั่วเสี้ยวอึดใจ มังกรอัสนีม่วงชะงักงันกลางอากาศราวกับถูกแช่แข็ง แม้จะเป็นเพียงครู่เดียว ทว่ามันก็เพียงพอแล้วสำหรับดาวนำโชคแห่งตระกูลเฟิง
"บังอาจมาเล่นสายฟ้าในถิ่นของเพลิงสวรรค์รึ! พวกเจ้ามันรนหาที่ตาย!"
เฟิงอี้หราน สะบัดพัดจีบออกกว้าง ปราณเพลิงบริสุทธิ์ในร่างระเบิดออกสอดประสานกับปราณอัคคีบรรพกาลในหุบเขาที่ทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นยอด ร่างของเขาทะยานขึ้นไปสมทบ พัดจีบตวัดวาดมังกรเพลิงเก้าเศียรเข้าบดขยี้อัสนีบาตที่กำลังเสียจังหวะจนแหลกสลายกลายเป็นสะเก็ดพลังงานร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่างประดุจฝนอุกกาบาตสีชาด!
"ตึงงง!"
แม้จะถูกทำลาย ทว่าแรงกระแทกมหาศาลก็ทำให้เรือเหาะสั่นสะเทือนอย่างหนัก พลังงานใน 'เส้นสายวิถี' ที่สลักไว้ตามตัวเรือเริ่มกระพริบวูบวาบอย่างไม่มั่นคง
ที่ท้ายเรือ นักพรตหมื่นอีแปะ ยังคงนั่งจิบชาด้วยท่าทีเกียจคร้าน ทว่ามือซ้ายของวิญญาณเฒ่ากลับตวัด 'แส้ปัด' ออกไปเพียงแผ่วเบา ปราณเซียนระดับวิญญาณแรกเริ่มถูกรีดเค้นออกมาและส่งผ่านเส้นใยแส้ พุ่งตรงเข้าไปเคลือบ 'แกนบัญชาอักขระ' และ 'เบ้าหลอมปราณ' ของเรือเหาะอย่างแม่นยำ 'ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่อีแปะเดียว' แรงกระแทกทั้งหมดถูกสลายทิ้งไป โดยที่ชายชราไม่ยอมสิ้นเปลืองพลังแม้แต่นิดเดียวไปกับการปกป้องเกราะนอกที่เขาเห็นว่าไม่คุ้มค่าพลังงาน
"ศัตรูอยู่ด้านล่าง! พวกมันซ่อนตัวอยู่ในป่าศิลาเกรียม!" เย่ปิงอวิ๋น ตะโกนบอก พร้อมควบแน่นอักขระเหมันต์เป็นหอกน้ำแข็งนับสิบเล่มลอยวนรอบกาย
"พวกมันมีประมาณสามสิบคนเจ้าค่ะพี่อาเจีย! ระดับวิญญาณแรกก่อตั้งสองคน ที่เหลือเป็นแก่นทองคำ!" หลิงเอ๋อร์ รายงานอย่างรวดเร็วขณะใช้เนตรดาราสอดส่องไปในเงามืด
ท่ามกลางฝุ่นควันเบื้องล่าง เงาร่างในชุดคลุมสีม่วงดำนับสิบคนพุ่งทะยานขึ้นมาจากที่ซ่อน พวกเขาคือเศษเดนผู้อาวุโสและศิษย์ที่รอดชีวิตจากการล่มสลายของ 'สำนักอัสนีบาต'! เมื่อพวกเขาสังเกตเห็นใบหน้าของอาเจีย ความแค้นที่ฝังลึกก็ระเบิดออกประดุจภูเขาไฟ
"ไอ้เด็กเหลือขอสำนักหมึกวารี! เป็นมัน! ไอ้คนชั้นต่ำที่ทำลายค่ายกลบรรพชนเรา!" ผู้อาวุโสชุดม่วงใบหน้าเสียโฉมแผดเสียงคำราม "สวรรค์มีตา! วันนี้ข้าจะสับร่างเจ้าเป็นหมื่นชิ้น!"
"สวรรค์มีตาบ้าบออะไรของเจ้า! ข้าต่างหากที่เพิ่งมีตาโว้ย!"
อาเจียตะโกนสวนกลับอย่างองอาจ ดวงตาสีดำขลับเริ่มส่องประกายสีเงินยวง วงแหวนแห่ง อักขระหลิง (零) ภายในดวงตาหมุนวนอย่างเชื่องช้า สะกดข่มกฎเกณฑ์รอบด้าน ภายใต้เนตรสูญตาขั้นสอง อาเจียเห็น 'วงจรการไหลเวียนปราณ' ของศัตรูอย่างทะลุปรุโปร่ง
(อาเจีย... ระวัง! ยัยหนูตัวแสบนางกำลัง... เฮ้ย! แม่นางน้อย! อย่าเพิ่งไปเล่นกับไอ้เส้นสีม่วงนั่นสิ! โอ๊ย! อย่าดึงเคราข้า!) เสียงของ มู่เฉิน ดังก้องในจิตสำนึกด้วยความลนลาน
ในห้วงวิญญาณของอาเจีย บัดนี้ ยัยเด็กดื้อ หรือจิตวิญญาณที่แท้จริงของพู่กันนิรันดร์กำลังเบิกตากว้างด้วยความตื่นตาตื่นใจ นางมองเห็นสายฟ้าสีม่วงที่กำลังพุ่งมาเป็น 'ริบบิ้นสายสวย' ที่น่าสนุก มือเล็กๆ ของนางดึงเอาปราณสูญตาของอาเจียไปใช้อย่างร่าเริงเพื่อจะ "คว้า" สายฟ้านั้นมาเล่นประดับผมอย่างเอาแต่ใจ!
'อั้ก! เจ้าหญิงตัวน้อย หยุดนะ! ข้า... ข้าขาสั่นจนจะยืนไม่อยู่แล้ว!' อาเจียหน้าซีดเผือด เมื่อทิพยปราณในร่างกายถูก ยัยตัวร้าย สูบหายไปในพริบตาประดุจทำนบพังทลาย
(อาเจีย! รีบใช้โอกาสที่นางดึงพลังออกไป แทรกแซงค่ายกลพวกมันซะ! ข้าจะพยายามกัน ยัยหนูจอมซน ไว้ให้!) มู่เฉินแผดเสียงเตือน ขณะที่มือวิญญาณต้องคอยคว้าตัว แม่นางน้อยจอมวุ่น ไม่ให้นางกระโดดออกไป "เล่น" นอกห้วงจิต
อาเจียกัดฟันกรอด ฝืนอาการอ่อนแรงสะบัด 'พู่กันนิรันดร์' ออกมา ท่วงท่าของเขามิได้รวดเร็ว แต่มันลื่นไหลสอดคล้องกับจังหวะของเอกภพ นี่คือหัวใจของ อักขระผสานขั้นที่ 3 : ไตรอักขระวัฏจักร (ผสานข้ามสภาวะ)! ปลายพู่กันสะบัดวาดสัญลักษณ์สามเหลี่ยมวัฏจักร [△] ซ้อนทับกันนับสิบวงพุ่งออกไปกลางอากาศ ภายในเส้นสายสีเงินยวงนั้น อัดแน่นไปด้วย 'อักขระจุลภาค' นับล้านตัวที่ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุด พวกมันพุ่งแหวกอากาศเข้าไปทาบทับลงบน 'เส้นสายวิถีปราณสายฟ้า' ของอริศัตรู
เมื่อ 'ความว่างเปล่า' ปะทะกับ 'รูปธรรม' อักขระจุลภาคนับล้านก็แผ่อำนาจกัดกินและ 'ลบล้าง' สื่อนำไฟฟ้าในอากาศบริเวณนั้นให้สูญสลายไปในพริบตา!
"เปรี๊ยะ... ฟู่..."
ค่ายกลอัสนีพลันดับวูบลงกลางอากาศราวกับเทียนที่ถูกเป่า! พลังปราณสายฟ้าตีกลับอย่างรุนแรง กระแทกเข้ากับปราณอัคคีในร่างกายของศัตรูจนระเบิดออก!
"อ๊ากกก!" ผู้อาวุโสอัสนีบาตกระอักเลือดสีดำคำโต จุดตันเถียนถูกเผาผลาญจากภายในเพราะค่ายกลล้มเหลว!
"ช่องโหว่เปิดแล้ว! บดขยี้พวกมัน!" อาเจียตะโกนบอกสหายด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ก่อนจะทรุดลงนั่งคุกเข่าเพราะขาสั่นจนคุมไม่อยู่จากการถูก ยัยตัวแสบ สูบพลัง
ฉินมู่หลางไม่รอช้า พุ่งทะยานลงจากเรือราวกับเทพอสูร กระบี่ตวัดออกเป็นเส้นสายสีเงินนับร้อยพุ่งทะลวงเข้าสู่จุดตายที่อาเจียชี้เป้าไว้อย่างแม่นยำ เลือดสีสดสาดกระเซ็นย้อมป่าศิลาดำให้กลายเป็นลานประหาร
"อย่าแย่งข้าสนุกสิมู่หลาง!" เฟิงอี้หรานหัวเราะร่า ร่างกลายเป็นลูกไฟดาวตกพุ่งเข้าใส่ศัตรู "ปราณเพลิงอสูรคลั่ง!"
การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ทว่ามันคือการต้อนฆ่าอยู่ฝ่ายเดียว เมื่อสัจธรรมแห่ง 'ความว่างเปล่า' ของอาเจียทำลายค่ายกลจนหมดสภาพ พวกเขาก็กลายเป็นเพียงลูกไก่ในกำมือของเหล่าอัจฉริยะ ตัดหญ้าต้องถอนราก! เพียงครึ่งก้านธูป เสียงร้องโหยหวนก็เงียบลง
"ฟู่... ข้า... ข้าขาดทุนย่อยยับ..." อาเจียทรุดตัวลงนอนหงาย เหงื่อเย็นไหลโชกแผ่นหลัง 'ปราณทิพย์สูญตาของข้าหายวับไปกว่าครึ่ง! วิญญาณเฒ่ามู่! ยัยเด็กดื้อ ของท่านเกือบทำข้าวิญญาณสลายแล้ว!'
(คุ้มค่าแล้วน่า... นี่! แม่นางน้อย อย่ากัดนิ้วข้า!) มู่เฉินหัวเราะร่าอย่างสะใจ ทว่าตอนท้ายกลับต้องหันไปสู้รบตบมือกับ ยัยหนูตัวดี ที่เริ่มงอแงเพราะ "ริบบิ้นสีม่วง" หายไปหมดแล้ว
เมื่อเริ่มมีแรง อาเจียก็ไม่ลืมสัญชาตญาณเดิม เขากระโดดผลุงลงไปรูดถุงมิติจากศพของศัตรูอย่างชำนาญ "วิถีเซียนสอนให้เรารู้จักประหยัด! พวกมันกล้าทำเรือข้าเป็นรอย ก็ต้องจ่ายค่าซ่อมด้วยทรัพย์สินทั้งหมด!"
ทว่าในขณะที่กำลังเก็บกวาดถุงมิติใบสุดท้าย 'เนตรสูญตาขั้นสอง' ก็พลันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ลึกล้ำใต้เถ้ากระดูก วงแหวนอักขระหลิงหมุนวนอย่างรวดเร็ว สะท้อนภาพกระแสพลังงานสีเหลืองอำพันที่กำลังเต้นตุบๆ ประดุจหัวใจของผืนปฐพี
(อาเจีย... นั่นแหละคือสิ่งที่เจ้าตามหา) เสียงของมู่เฉินสั่นสะท้านด้วยความปีติ แม้จะยังต้องอุ้ม ยัยตัวร้าย ไว้ในอ้อมอกวิญญาณ (สิ่งที่หลับใหลอยู่เบื้องล่างนั้น คือขุมทรัพย์บรรพกาล... 'ปราณผลึกปฐพี' 地晶真气 (ตี้จิงเจินชี่)!)
อาเจียกำถุงมิติในมือแน่น รอยยิ้มหน้าเงินจางหายไป แทนที่ด้วยแววตามุ่งมั่น "ทุกคนระวังตัวให้ดี... เป้าหมายที่แท้จริงของเรา... รออยู่ข้างใต้นี้แล้ว!"