สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 140 ข้ากลัวเหลือเกิน

    ยูรันขมวดคิ้วเล็กน้อย มองร่างมนุษย์ของกระจกซึ่งกำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า


    “มีอะไร?”


    กระจกก้มศีรษะลง


    “ข้าน้อยรับฟังเรื่องราวทั้งหมดมาตั้งแต่ต้นขอรับ”


    “นับตั้งแต่ข้ามาอยู่กับนายท่าน ข้ามีข้อสงสัยหนึ่งซึ่งไม่อาจหาคำตอบได้มาโดยตลอด”


    “ในครั้งที่ข้าเกือบแตกดับ เป็นเพราะข้าบังอาจมองดูความทรงจำของนายท่าน แต่จนกระทั่งได้ฟังคำอธิบายเมื่อครู่ ข้าจึงนึกถึงความเป็นไปได้บางอย่างขึ้นมา”


    มันเงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง


    “ขอข้าน้อยบังอาจถามนายท่านสักคำถามได้หรือไม่ขอรับ?”


    “อ่าฮะ”


    ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ


    “แล้วคำถามคืออะไร?”


    กระจกนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถามออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง


    “ความสามารถซึ่งเริ่มต้นจากการต้านทานยาพิษ ก่อนพัฒนาไปสู่การต้านทานค่ายกลทุกประเภท...”


    “มันสามารถพัฒนาต่อไปเป็นการต้านทานมายาทุกชนิดได้เช่นกัน ใช่หรือไม่ขอรับ?”


    ยูรันยังไม่ตอบ กระจกก็ถามต่อทันที


    “หมายความว่า ต่อให้ในวันนั้นข้าไม่มองเห็นความทรงจำของนายท่านจนเกือบแตกดับ ข้าก็ไม่มีทางกลืนกินนายท่านได้สำเร็จอยู่ดี ใช่หรือไม่ขอรับ?”


    น้ำเสียงของมันเริ่มสั่นเล็กน้อย ก่อนถามคำถามสุดท้าย


    “และนั่นก็หมายความว่า เปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญาภายในพิธีกรรมของต้นไม้แห่งดวงดาวอิกดราซิล ซึ่งแผดเผาจิตวิญญาณผ่านความเจ็บปวดดุจภาพมายา...”


    “แท้จริงแล้วไม่มีผลกับนายท่านมาตั้งแต่แรก ใช่หรือไม่ขอรับ?”


    ยูรันตอบอย่างเรียบง่าย


    “ใช่”


    กระจกก้มศีรษะลงจนเกือบจรดพื้น


    “ขอบพระคุณนายท่านที่มอบคำตอบขอรับ”


    จากนั้นร่างมนุษย์ของมันก็สลายกลายเป็นละอองแสง ก่อนย้อนกลับเข้าไปภายในร่างของยูรันตามเดิม


    ความเงียบปกคลุมไปทั่วทั้งโต๊ะอาหาร


    หลิงเยวี่ย หลานชิงอวี้ เฮยหลง และเยว่หลินต่างจ้องมองยูรันโดยไม่อาจกล่าวสิ่งใดออกมาได้


    หลิงเยวี่ยมองใบหน้าเรียบเฉยของยูรันแล้วรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาในหัวใจ


    หลานชิงอวี้เม้มริมฝีปากแน่น ขณะที่เฮยหลงกับเยว่หลินมองเขาด้วยความเลื่อมใสปนหวาดหวั่น


    ชายตรงหน้าพูดถึงทุกอย่างอย่างสบาย ๆ


    แต่ไม่มีผู้ใดกล้าจินตนาการเลยว่า กว่าเขาจะมีจิตใจแข็งแกร่งถึงระดับนี้ ต้องผ่านอะไรมามากมายเพียงใด


    ยูรันกวาดตามองสีหน้าของทุกคน ก่อนกล่าวขึ้นอย่างรู้ทัน


    “อืม ดูเหมือนจะมีคนสงสัยว่าพิธีกรรมแห่งภูมิปัญญามีลักษณะเช่นไรสินะ”


    เขายกยิ้มเล็กน้อย


    “อยากลองไหม?”


    ยังไม่ทันที่ทุกคนจะตอบ ยูรันก็กล่าวเตือนเสียก่อน


    “แต่ข้าไม่แนะนำนะ ก่อนหน้านี้มีคนลองสัมผัสเปลวเพลิงเพียงชั่วพริบตา ผลคือแขนขาอ่อนแรง แทบหมดสติ และกรีดร้องออกมาอย่างควบคุมไม่ได้”


    “หลังจากนั้นยังเกือบอาเจียนออกมาอีกด้วย โชคดีที่ข้าใช้พลังระงับเอาไว้ทัน พื้นจึงไม่สกปรก”


    “...”


    ทุกคนเงียบลงพร้อมกัน


    มีเพียงหลานชิงอวี้ที่ตอบออกมาโดยไม่ลังเล


    “อยากลองเจ้าค่ะ!”


    เยว่หลินเหลือบมองเปลวความสนใจในดวงตาของหลานชิงอวี้ ก่อนใช้ข้อศอกสะกิดเฮยหลงเบา ๆ


    เฮยหลงหันไปมองภรรยา และเข้าใจความหมายของนางทันที


    [บัดซบ นังเมียบ้าคนนี้คิดอะไรอยู่?!]


    [แต่ว่าหากไม่ลองด้วยก็ไม่ได้ ต้องแสดงความภักดีให้นายท่านเห็น...]


    [แม่งเอ๊ย!]


    เฮยหลงสูดหายใจลึก ก่อนประสานมือกล่าวอย่างหนักแน่น


    “พวกเราเองก็อยากลองขอรับ!”


    เยว่หลินพยักหน้าสนับสนุนอยู่ข้างกาย


    ยูรันจึงหันไปทางหลิงเยวี่ย


    “ส่วนท่านอาจารย์ไม่ต้องลองหรอกเดี๋ยวกรีดร้องจนหมดสภาพ แล้วภาพลักษณ์อันสง่างามจะเสียหายเอาได้”


    คิ้วของหลิงเยวี่ยกระตุกทันที


    “ข้าเองก็จะลองด้วย”


    ยูรันกวาดตามองทุกคน ก่อนลอบยิ้มอยู่ภายในใจ


    [หลอกง่ายจริง ๆ]


    ยูรันลุกขึ้นยืน ก่อนยกมือทั้งสองขึ้นผสานมุทราอย่างช้า ๆ


    “ต้นไม้แห่งปัญญา...เปิด”


    ครืน!


    ห้วงอวกาศเบื้องหลังเขาพลันแยกออกจากกัน เผยให้เห็นต้นไม้แห่งดวงดาวอิกดราซิลตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว


    ลำต้นและกิ่งก้านของมันแผ่ขยายกว้างใหญ่สุดสายตา ใบไม้ทุกใบเปล่งประกายราวกับสร้างขึ้นจากแสงดารา รากจำนวนนับไม่ถ้วนทอดยาวผ่านความมืดมิดและเชื่อมโยงเข้ากับห้วงอวกาศโดยรอบ


    ความงดงามเบื้องหน้าทำให้ทุกคนตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ


    ทว่าเมื่อสายตาเลื่อนลงไปยังเบื้องล่างของต้นไม้ สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปทันที


    เปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญากำลังลุกโชนอยู่ใต้รากไม้


    เพียงมันปรากฏขึ้น แรงกดดันอันน่าหวาดผวาก็แผ่กระจายไปทั่วทั้งตำหนัก ราวกับเปลวเพลิงนั้นสามารถมองเห็นความกลัวซึ่งซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณทุกดวง


    หลานชิงอวี้หน้าซีดลงโดยไม่รู้ตัว


    เฮยหลงกับเยว่หลินถอยหลังไปครึ่งก้าว แม้แต่หลิงเยวี่ยยังมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา


    ยูรันยื่นมือเข้าไปในห้วงอวกาศ ก่อนดึงเปลวเพลิงขนาดเล็กเท่าปลายนิ้วออกมาจากใต้ต้นไม้


    แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยว แต่แรงกดดันซึ่งแผ่ออกมากลับทำให้ทุกคนแทบหยุดหายใจ


    ยูรันควบคุมเปลวเพลิงให้ลอยอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขา


    “สัมผัสพร้อมกันนะ”


    เขากวาดตามองทุกคน


    “ข้าจะให้ลองเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น”


    ทุกคนสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือออกไปพร้อมกัน


    ปลายนิ้วทั้งสี่สัมผัสเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญา


    วูบ!


    ในชั่วพริบตานั้น ทุกสิ่งรอบตัวพลันหายไป


    ไม่มีต้นไม้แห่งดวงดาว ไม่มีตำหนัก และไม่มียูรันยืนอยู่ตรงหน้า


    เหลือเพียงเปลวเพลิงซึ่งระเบิดขึ้นจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ


    มันไม่ใช่ความร้อนที่แผดเผาผิวหนัง แต่เป็นความเจ็บปวดซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันในทุกส่วนของตัวตน ราวกับดวงวิญญาณถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก่อนแต่ละชิ้นจะถูกบดขยี้และโยนกลับเข้าไปในกองเพลิงครั้งแล้วครั้งเล่า


    สติของพวกเขายังคงแจ่มชัดอย่างโหดร้าย


    แม้เวลาภายนอกจะผ่านไปเพียงชั่วพริบตา แต่สำหรับผู้สัมผัส มันกลับยาวนานราวกับไม่มีวันสิ้นสุด


    เฮยหลงแผดเสียงร้องออกมาสุดเสียง ร่างกายงองุ้มลงทันที แขนขาสั่นกระตุกจนไม่อาจยืนหยัดได้อีก


    เยว่หลินกรีดร้องลั่น ความเจ็บปวดทำให้ดวงตาของนางเบิกกว้าง น้ำตาไหลทะลักออกมาโดยไม่อาจควบคุม


    หลานชิงอวี้รู้สึกราวกับจิตวิญญาณกำลังถูกเผาจนละลาย นางพยายามชักมือกลับ แต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนองต่อคำสั่งแม้แต่น้อย


    แม้แต่หลิงเยวี่ยซึ่งอยู่ขอบเขตหลอมสุญญตาก็ไม่อาจต้านทานได้


    พลังบำเพ็ญทั้งหมดของนางไร้ความหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าเปลวเพลิงชนิดนี้ ความสง่างามและความสุขุมเยือกเย็นพังทลายลงในพริบตา นางกัดฟันจนริมฝีปากสั่น ก่อนเสียงกรีดร้องจะหลุดออกมาจากลำคอ


    เป๊าะ!


    ยูรันดีดนิ้ว


    การเชื่อมต่อกับเปลวเพลิงถูกตัดขาดทันที


    ทุกคนทรุดลงกับพื้นพร้อมกัน แขนขาอ่อนแรง ร่างกายสั่นสะท้าน และหอบหายใจราวกับเพิ่งรอดกลับมาจากความตาย


    หลานชิงอวี้กุมหน้าอก น้ำตายังคงไหลไม่หยุด


    เฮยหลงกับเยว่หลินนอนหมดสภาพอยู่ข้างกัน แม้แต่แรงจะยกศีรษะยังแทบไม่มี


    ส่วนหลิงเยวี่ยคุกเข่าอยู่กับพื้น ฝ่ามือข้างหนึ่งยันร่างกายเอาไว้ ใบหน้าซีดขาวและมีเหงื่อเย็นไหลชุ่มไปทั่ว


    ไม่มีบาดแผลปรากฏบนร่างกายของผู้ใด


    แต่ความเจ็บปวดเมื่อครู่กลับชัดเจนเสียจนไม่มีใครกล้าคิดว่ามันเป็นเพียงภาพลวงตา


    ยูรันกวาดตามองทุกคนซึ่งนอนหมดสภาพอยู่บนพื้น ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ


    “ดีหน่อย ดูเหมือนครั้งนี้จะไม่มีใครอาเจียน”


    เขาเดินเข้าไปประคองหลิงเยวี่ยขึ้นมาด้วยแขนข้างหนึ่ง ก่อนใช้อีกข้างช่วยพยุงหลานชิงอวี้ซึ่งยังขาอ่อนจนยืนไม่ไหว


    กลิ่นอายอันอ่อนโยนแผ่ออกจากร่างของยูรัน ปกคลุมทุกคนภายในบริเวณ ความเจ็บปวดที่ยังตกค้างอยู่ในจิตวิญญาณค่อย ๆ จางหาย ลมหายใจซึ่งกระชั้นเริ่มกลับมาเป็นปกติ


    จากนั้นยูรันก็เหลือบมองเฮยหลงกับเยว่หลินซึ่งยังนอนอยู่บนพื้น


    “ส่วนพวกแกสองตัวลุกขึ้นเองนะ”


    เฮยหลงกับเยว่หลินมองภาพนายท่านประคองคนหนึ่งไว้ทางซ้าย อีกคนไว้ทางขวา ก่อนฝืนใช้แขนขาอันสั่นเทาพยุงตัวเองขึ้นมาอย่างน่าสงสาร


    ยูรันยังคงมีท่าทีสบาย ๆ เขาใช้ปลายนิ้วเช็ดน้ำตาให้หลิงเยวี่ยกับหลานชิงอวี้อย่างแนบเนียน ก่อนถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลง


    “เป็นอย่างไรบ้าง?”


    หลานชิงอวี้หันเข้ามากอดเขาทันที ก่อนปล่อยโฮออกมาอย่างไม่คิดรักษาภาพลักษณ์


    “ศิษย์พี่ มันเจ็บปวดมากเลยเจ้าค่ะ!”


    “ข้ารู้สึกเหมือนถูกโยนเข้าไปเผาทั้งเป็น จิตวิญญาณแทบจะแตกออกเป็นชิ้น ๆ ฮือออ!”


    ยูรันยกมือขึ้นลูบศีรษะนางเบา ๆ


    ส่วนหลิงเยวี่ย แม้น้ำตาจะยังคงไหลออกมาจากหางตา แต่สภาพของนางยังดูสง่างามกว่าคนอื่นอยู่หลายส่วน


    ระหว่างที่ยูรันเช็ดน้ำตาให้ นางเผลอยกมือขึ้นจับข้อมือของเขาเอาไว้โดยไม่รู้ตัว ก่อนเอียงใบหน้าถูไถกับฝ่ามือนั้นเบา ๆ ราวกับกำลังมองหาความอบอุ่นเพื่อปลอบประโลมจิตใจ


    “รันเอ๋อร์...”


    น้ำเสียงของนางยังสั่นเครือ


    “ข้ากลัวเหลือเกิน”


    ยูรันมองท่าทางของอาจารย์ ก่อนความคิดหนึ่งจะแวบขึ้นมาในหัว


    [ท่านอาจารย์คงไม่ได้แอบใช้มือข้าป้ายน้ำตาหรอกนะ...]


    ไม่ไกลออกไป เฮยหลงกับเยว่หลินกำลังนั่งพิงกันและหอบหายใจอย่างหมดสภาพ


    เฮยหลงก้มมองปลายนิ้วซึ่งเคยสัมผัสเปลวเพลิง แม้ร่างกายจะไม่มีบาดแผล แต่จิตวิญญาณยังคงสั่นสะท้านไม่ยอมหยุด


    [นี่เป็นเพียงชั่วพริบตาจริงหรือ?]


    [หากต้องถูกแขวนอยู่เหนือเปลวเพลิงนั้นถึงเก้าวันเก้าคืน ข้าคงเสียสติไปตั้งแต่ลมหายใจแรกแล้ว...]


    ความคิดเรื่องอาสาเป็นหนูทดลองเมื่อครู่พลันดูน่าหวาดกลัวขึ้นมาหลายเท่า


    เยว่หลินจับแขนสามีเอาไว้แน่น ใบหน้าของนางยังซีดขาวและมีคราบน้ำตาอยู่ตรงหางตา


    [เปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญา...]


    [สิ่งที่ได้รับหลังผ่านพิธีกรรมอาจยิ่งใหญ่เกินจินตนาการ แต่ราคาซึ่งต้องจ่ายก็น่ากลัวเกินกว่าคนธรรมดาจะรับไหวเช่นกัน]

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน