ทฤษฎีในเื่ของดวงตาเลเมเกทันและดวงจันทร์ประหลาดนี้อาจมีความเป็ไปได้
มันไม่เสียหายหากเขา้าที่จะลองดู
ร่างเล็กเร่งเร้าพลังปราณเซียนภายในร่างและทะยานเหาะไปยังทิศทางของดวงจันทร์ทันทียิ่งเหาะขึ้นสูงเท่าไหร่เขายิ่งสามารถััได้ถึงพลังแรงกดดันของอักขระขั้นสีดำได้มากขึ้น
เมอร์ลินพยายามเหาะเข้าใกล้ดวงจันทร์ประหลาดดวงนั้นมากยิ่งขึ้นเขาจำเป็ต้องเผชิญกับแรงกดดันที่มาจากม่านพลังอย่างรุนแรง
ปัง!
มันไม่สำเร็จ
ถึงแม้ว่าเมอร์ลินจะสามารถทนกับแรงกดดันได้แต่เขาก็ไม่สามารถทะลวงผ่านม่านพลังอักขระขั้นสีดำได้
ม่านพลังนอกจากจะแข็งแกร่งแล้วมันยังแฝงไปด้วยอำนาจที่ลี้ลับร่างของเมอร์ลินจึงร่วงลงมาทันทีที่ััมัน
ตูม!
ร่างของเมอร์ลินถูกบังคับให้ตกลง จนบังเกิดเป็หลุมจากแรงกระแทกเป็บริเวณกว้าง เศษหินและฝุ่นลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ
“ทำไมเลเมเกทันไม่ทำงาน?” ใบหน้าของเมอร์ลินเต็มไปด้วยความกังวล
เมอร์ลินรู้สึกผิดหวัง เมื่อมันไม่ได้เป็อย่างที่เขาหวังไว้ทฤษฎีของเขานั้นล้มเหลว
“มันจะต้องมีอะไรผิดพลาด”
เมอร์ลินไม่ยอมล้มเลิกทฤษฎีนี้ง่ายๆ
ร่างของเด็กน้อยทะยานขึ้นสู่ดวงจันทร์นับครั้งไม่ถ้วน
เมอร์ลินใช้เวลาทดลองความเชื่อของเขาอยู่นานหลายวัน น่าเสียดายแม้ว่าเขาจะทดลองสักกี่ครั้งดวงตาของเขานั้นกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆเลยแม้แต่น้อย แต่นั่นก็ไม่ทำให้เขาละความพยายาม
จนในที่สุดหลายวันต่อมาดวงตาของเขาก็เริ่มมีการตอบสนอง
เมอร์ลินใช้ความพยายามอย่างมากในการเข้าถึงความลับของดวงตาเลเมเกทันเขาใช้มันมองไปที่ดวงจันทร์นับครั้งไม่ถ้วน
ในวันนั้นเองความสามารถพิเศษของดวงตาก็ปรากฏ
เมื่อพลังเวทย์ส่วนหนึ่งของเขาไหลเข้าสู่ดวงตาข้างขวาการมองภาพเบื้องหน้าของเขานั้นต่างไปจากเดิม
เมอร์ลินฝึกในการเข้าถึงดวงตาเลเมเกทันมากยิ่งขึ้นอำนาจของการมองของเขานั้นเพิ่มขึ้นอย่าง เขาสามารถใช้ดวงตาเลเมเกทันมองทุกสิ่งได้อย่างทะลุทะลวงแม้กระทั่งดวงจันทร์ที่อยู่้า มันก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
เมอร์ลินจ่ายพลังเวทย์ไปที่ดวงตาและมองไปถึงแก่นลึกของดวงจันทร์
ภาพที่เขาเห็นคือวัตถุทรงกลมที่โปร่งแสงภายในแก่นกลางของมันนั้นปรากฏแหล่งกำเนิดพลังอันลึกลับ
เมอร์ลินกลายเป็ปรากฏรอยยิ้ม เขานั้นได้พบแล้วถึงความลับบางอย่างภายในดวงจันทร์
ไม่รอช้าเมอร์ลินทะยานขึ้นฟ้ามุ่งไปที่ดวงจันทร์พร้อมทั้งใช้ดวงตาของเขามองลึกไปถึงแก่นกลางของมันมากยิ่งขึ้น
ทันใดนั้นเองดวงตาของเมอร์ลินก็ถูกพลังแก่นกลางนั้นเชื่อมต่อและชักนำพลังเวทย์ที่อยู่ภายในร่างพลันผสานเข้ากับพลังแก่นกลางของดวงจันทร์ พลังนั้นมุ่งเข้าสู่ดวงตาของเขา
ในตอนนั้นเองอำนาจของดวงตาเลเมเกทันก็เริ่มทำงาน
ตาขวาของเมอร์ลินส่องแสงสีทองออกมาอย่างโชติ่ความสว่างของมันนั้นแทบจะกลืนกินไปทั้งท้องฟ้า
เมื่อร่างของเมอร์ลินทะยานเข้าใกล้กับม่านพลังของอักขระขั้นสีดำอำนาจของดวงตาก็ทำให้ม่านพลังอักขระขั้นสีดำนั้นกลายเป็ยืดหยุ่นและยืดออกไป
การยืดออกไปของม่านพลังนั้นไม่ส่งผลต่อกับร่างของเมอร์ลินเขานั้นไม่ถูกต่อต้านและดีดกลับดังเช่นครั้งก่อน
เมอร์ลินรู้สึกยินดีเป็อย่างมาก
แต่ทว่า...ครานั้นเองร่างกายของเขาก็เริ่มรู้สึกอ่อนแรงพลังเวทย์ภายในร่างของเขาเื่เหือดแห้งและลดลงไปเรื่อยๆแสงสีทองจากดวงตานั้นเริ่มจางลง
แรงต้านทางของม่านพลังค่อยๆ เริ่มหดหาย
จนในที่สุด
ตูม!
ร่างของเมอร์ลินถูกม่านพลังดีดกลับอย่างรุนแรงแรงดีดนั้นทำให้ร่างของเขาจมลงไปในพื้นดินจนเป็หลุมกว้างกลายเป็แรงะเิขนาดย่อมๆ
เมอร์ลินได้รับาเ็เล็กน้อยพลังปราณเซียนนั้นช่วยเขาไว้ได้มาก แววตาของเขานั้นฉายแววแห่งความหวังออกมา เหตุการณ์เมื่อครู่นั้นเกือบจะประสบความสำเร็จ
เมอร์ลินปิดตาและทำความเข้าใจดวงตาเลเมเกทันเขานั้นััได้ว่าดวงตานั้นตอบสนองกับพลังเวทย์ และเหตุการณ์ที่ผ่านมาพลังของดวงตานั้นหมดลงเมื่อพลังเวทย์ถูกจ่ายออกไปได้ไม่เพียงพอ
ที่สุดแล้วเมื่อพลังเวทย์หมดลงอำนาจของดวงตาก็หมดลงด้วย เขาจึงถูกดีดกลับออกมา
เมื่อลืมตา แววตาของเมอร์ลินก็เป็ประกายเขาได้ไขความลับของการใช้พลังของดวงตาได้ส่วนหนึ่งแล้ว
“อย่างน้อยข้าก็ได้รู้ว่าดวงตานี้ทำงานยังไง”
แน่นอนว่าการทำงานของมันนั้นคือการป้อนพลังเวทย์เข้าสู่ดวงตา
เมอร์ลินในตอนนี้เขาเป็เพียงแค่ผู้ใช้เวทย์ผู้หนึ่งปริมาณพลังเวทย์ของเขานั้นแน่นอนว่าไม่เพียงพอที่จะจ่ายพลังให้ไปถึงดวงจันทร์
แต่นับ์ยังไม่ทอดทิ้ง ก่อนที่เมอร์ลินจะเข้าสู่พื้นที่แห่งนี้เขาได้ทำการปรุงน้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์มากมายและเก็บไว้ในแหวนเวทย์ของเขา ยามนี้เขาจึงเป็ผู้ที่ร่ำรวยทรัพยากรฟื้นฟูพลังเวทย์
เมอร์ลินทะยานตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้งครั้งนี้เมื่อเข้าใกล้ม่านพลังอักขระขั้นสีดำ เขาจึงทำการจ่ายพลังเวทย์ไปที่ดวงตาเลเมเกทันทันที
พลังเวทย์ที่อยู่ภายในร่างเริ่มผสานเข้ากับพลังแก่นกลางของดวงจันทร์แล่นเข้าสู่ดวงตาข้างขวาอีกครั้ง
แสงสีทองเปล่งออกมาจากดวงตาข้างขวางอย่างเจิดจ้าม่านพลังอักขระขั้นสีดำถูกทำให้ยืดออกไปอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อเมอร์ลินรู้สึกว่าพลังเวทย์ของเขาใกล้ที่จะหมดลงเขาจึงนำน้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์ออกมาจากแหวนเวทย์แล้วดื่มมันเข้าไปในทันที
พลังเวทย์ในร่างกายของเมอร์ลินถูกเติมเต็มในทันที
ร่างของเมอร์ลินพุ่งตรงไปยังดวงจันทร์ประหลาดและเข้าใกล้มันไปเรื่อยๆ
ยิ่งเข้าใกล้ดวงจันทร์ดวง เมอร์ลินก็พบว่าแท้จริงมันไม่ใช่ดวงจันทร์แต่มันกลับเป็ก้อนพลังงานเรืองแสงมหึมาก้อนหนึ่ง
เมอร์ลินเร่งเร้าพลังและพุ่งทะยานเข้าใกล้สู่ดวงจันทร์อย่างต่อเนื่อง
พลังเวทย์ถูกใช้งานอย่างรวดเร็วราวกับน้ำที่รั่วออกมาพวกมันเ่าั้ถูกเติมเต็มด้วยน้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์นับร้อยๆ ขวด
จนในที่สุด
มือของเขาัักับดวงแสงประหลาดนั้น
บึม!
****** SECOND ******
/// ปลดผนึกบทที่ 2อาร์สโกเอเทีย ///
เสียงประหลาดดังขึ้นในหัวของเมอร์ลิน
ทันทีที่มือของเขาัักับดวงแสงนั้นม่านพลังอักขระขั้นสีดำก็เกิดการแตกสลายดวงจันทร์ประหลาดเปล่งแสงครั้งสุดท้ายออกมาอย่างเจิดจ้าคล้ายกับมันจะะเิออกมา
แสงนั้นไม่ได้สร้างความร้อนหรือความเ็ปให้แก่เมอร์ลินแต่อย่างใด
แสงนั้นเจิดจ้าจนเมอร์ลินแทบจะลืมตามองไม่ได้
มิติทั้งหมดเกิดการบิดเบี้ยว
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
เสียงที่คล้ายกับแก้วแตกดังออกมาอย่างต่อเนื่องมิติแห่งนี้กำลังถูกทำลาย แผ่นดินทั้งหมดถูกบิดจนม้วนเกลียวดวงแสงที่คล้ายกับดวงดาวเริ่มะเิอย่างต่อเนื่อง
เหตุการณ์นี้ทำให้เมอร์ลินไม่อาจคงสติอยู่ได้
ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ในที่สุดเด็กน้อยก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
เบื้องหน้าของเขานั้นพบกับภาพที่คุ้นเคย สถานที่แห่งนี้คือจุดเริ่มต้นของเื่ทั้งหมด มันเป็สถานที่ที่เขาเคยจากมาและมันคือห้องโถงภายในห้องลับที่เขาร่วงหล่นลงไปยังหลุมประหลาด
สภาพของห้องโถงนั้นยังคงเหมือนเดิมบริเวณพื้นไม่มีแม้แต่รอยแตกร้าว หลุมประหลาดที่เขาตกลงไปนั้นไม่ปรากฏมันเหลือเพียงแผ่นหินที่มีร่องรอยของดาบ
ราวกับว่าเื่ทั้งหมดนี้คือความฝัน
ทันใดนั้นเสียงประหลาดก็ถูกเอ่ยขึ้นดังก้องไปทั่วทั้งศีรษะของเขา
/// ท่านผู้เป็นายแห่งข้า … ข้านี้พร้อมภักดิ์จงรักด้วยใจ ... โปรดให้ข้าเป็ศาสตราให้ท่านฟาดฟันศัตรู... นายท่านผู้ยิ่งใหญ่โปรดเอ่ยนามของข้า ... ///
ไม่ทันที่เสียงประหลาดจะกล่าวได้จบความเมอร์ลินก็เอ่ยคำพูดหนึ่งออกมาอย่างไม่รู้ตัว
"จงปรากฏ ... ลองกินุส"
เมอร์ลินไม่รู้ตัวเลยว่าเมื่อมือขวาของเขาที่ได้แตะััไปที่ดวงจันทร์ดวงนั้นมือขวาของเขาก็ปรากฏอักขระสีแดงลึกลับอยู่หลังมือของเขา
ทันทีที่เสียงของเมอร์ลินสิ้นสุดลงเขาก็รู้สึกร้อนวูบที่มือขวา พลันอักขระสีแดงนมือขวานั้นก็หลอมละลายกลายเป็ก้อนของเหลวพุ่งขึ้นกลางอากาศ
ตูม!
ครานั้นเองเบื้องหน้าของเขาก็ปรากฏหอกสีแดงรูปร่างประหลาดรูปร่างของมันคล้ายกับของแข็งสีแดงสองชิ้นกำลังหมุนเกลียวรวมกันและปลายของมันนั้นแยกออกเป็สองแฉก
พลังเวทย์มหาศาลแผ่ออกมาจากหอกนี้มันเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่น่าเกรงขาม ราวกับว่ามันเป็ตัวตนที่อยู่เหนือทุกหอกบนโลกนี้
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่มือน้อยๆของเมอร์ลินนั้นก็เอื้อมไปจับหอกประหลาดนั้นเข้าเสียแล้ว
พลังเวทย์มหาศาลก็ไหลเข้าสู่ร่างของเขาดั่งแม่น้ำที่เชี่ยวกราด
พลังเวทย์ของเมอร์ลินจู่ๆ ก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ระดับ 5 ของขั้นผู้ใช้เวทย์
มันเป็ระดับเดียวกับตอนอาเธอร์ที่เปิดผนึกอาวุธิญญา
แน่นอนว่าหอกลองกินุสเล่มนี้ก็เป็หนึ่งในอาวุธิญญา
แม้ว่าพลังเวทย์ที่เขาได้รับมาจากอาวุธิญญานั้นจะมหาศาลแต่ก็น่าเสียดายที่ในแต่ละขั้นของผู้ใช้เวทมนต์นั้นมีข้อจำกัดอยู่ระดับ 5
มันคือคอขวดของทุกๆ ระดับของพลังเวทย์
เมื่อผู้ใช้เวทมนต์บ่มเพาะพลังได้ถึงระดับ 5พวกเขาทุกคนจำเป็ต้องผ่านเงื่อนไขในการทะลวงในแต่ละระดับขั้นกล่าวได้ว่ามันคือจุดคอขวดของผู้ใช้เวทมนต์ก็ว่าได้
เมอร์ลินนั้นได้ใช้เวลาทบทวนกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา
หนึ่งในเื่ที่เขาคิดได้นั้นคือการปลดผนึกมหาเวทย์บทที่2ของเลเมเกทัน
“หากมันเป็ไปตามที่ข้าคิด การจะปลดผนึกมหาเวทย์ของเลเมเกทันแต่ละบทนั้นจำเป็ต้องสมบัติของโซโลมอนหอกลองกินุสเล่มนี้ แน่นอนว่าจะต้องเป็หนึ่งในสมบัติของโซโลมอน เพราะทันทีที่ข้าได้มันบทที่ 2 อาร์สโกเอเทียก็ถูกปลดผนึกทันที”
มหาเวทย์เลเมเกทันนั้นมีอยู่5 บทด้วยกัน นั่นหมายความว่าสมบัติของโซโลมอนจะต้องมีทั้งหมด5 ชิ้น
ในตอนนี้เมอร์ลินมี 2ชิ้นที่อยู่ในการ เขามีความ้าที่จะหาสมบัติของโซโลมอนอีก 3ชิ้นที่เหลือ เข้า้าปลดผนึกความสามารถของมหาเวทย์ทั้ง 5
เมอร์ลินทำสมาธิและใช้ดวงตาเลเมเกทันตรวจสอบมหาเวทย์บทที่2
บทที่ 2 อาร์สโกเอเทียนั้นคือศาสตร์ที่กล่าวถึงปีศาจทั้ง72 ตนที่ถูกผนึกไว้ ครั้งหนึ่งพวกมันเ่าั้ล้วนอยู่ในอาณัติของโซโลมอน
แน่นอนว่าโซโลมอนนั้นคือตัวตนที่ยิ่งใหญ่เขานั้นใช้อักขระขั้นสีดำสร้างมหาเวทย์เหล่านี้ขึ้นมา อีกทั้งเขายังฝากเจตจำนงของเขาไว้ในสมบัติเ่าั้อีกด้วย
ความรู้ของดวงตาเลเมเกทันนั้นให้ข้อมูลเกี่ยวกับมหาเวทย์บทที่2 มีเพียงเท่านี้มันไม่ได้กล่าวถึงวิธีการใช้งาน เช่นเดียวกับมหาเวทย์บทแรกที่เขาได้รับมา
เมอร์ลินใช้เวลาทำความเข้าใจอยู่ระยะหนึ่งไม่นานเขาจึงตัดสินใจพักเื่นี้เอาไว้ก่อน เพราะความลับของโซโลมอนกับสมบัติของเขานั้นมันเป็ปริศนาที่เขาในตอนนี้ไม่สามารถทำความเข้าใจกับมันได้
เมอร์ลินทำการปล่อยหอกลองกินุสออกจากมือเขาทดลองเก็บอาวุธชนิดนี้
เมื่อเมอร์ลินมีความคิดที่จะเก็บอาวุธหอกลองกินุสนั้นก็เปลี่ยนเป็ลำแสงสีแดงและพุ่งเข้าสู่หลังมือข้างขวาของเมอร์ลิน กลายร่างเป็อักขระสีแดงปรากฏอีกครั้ง
เมอร์ลินหลับตาลงและคิดถึงเื่ต่างๆใบหน้าของเขาเริ่มผ่อนคลายและแสดงออกซึ่งความสงบออกมา
“ข้าไม่รู้ว่าข้าติดอยู่ในนานเพียงใด”เด็กน้อยเอ่ยรำพึงออกมา
เมื่อเปิดตาเมอร์ลินก็กวาดตามองไปรอบๆ ห้องนี้อีกครั้ง
สภาพเบื้องหน้าที่เมอร์ลินประตูทางเข้าห้องลับนั้นถูกทำลาย มันมีสภาพเก่าแก่และผ่านกาลเวลา
เวลานั้นผ่านไปนานจนประตูนั้นถึงกับมีหญ้าและตะไคร่ขึ้นอยู่
“ไม่แน่ว่าเสียหายเหล่านี้อาจเป็ฝีมือของเด็กพวกนั้น”เมอร์ลินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์
ั้แ่ที่เขาบรรลุขอบเขตก่อลำต้นบุคลิคของเมอร์ลินก็เปลี่ยนไป ร่างของเขานั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่เยือกเย็นการแสดงออกของเขานั้นเต็มไปด้วยความสุขุมและล้ำลึกมากยิ่งขึ้น
ในที่สุดเมอร์ลินก็เริ่มเคลื่อนไหวเขาสูดหายใจเข้าลึกและเหลือบตามองไปยังประตูหินที่ถูกทำลาย
“ข้าควรจะไปหามาตินเพื่อหาข้อมูลเป็อันดับแรก”
เมื่อคิดได้ดังนั้นร่างของเมอร์ลินก็พุ่งทะยานตัวออกไปเขาปลดปล่อยพลังปราณเซียนขั้นก่อลำต้นออกมา ทำให้ทุกที่ที่เขาเคลื่อนผ่านถูกทำให้เปิดทางแก่เขา
เพียงแค่เมอร์ลินทะยานผ่านสิ่งกีดขวางทั้งหมดก็ะเิเป็จุล
ตูม!ตูม! ตูม!
ในที่สุดร่างของเมอร์ลินก็ปรากฏออกมาจากโพลงดันเจี้ยนดวงตาของเขาได้ัักับแสงของดวงอาทิตย์อีกครั้ง