ราชันหมื่นอักขระ

    จารึกที่ 120 : บทสรุปแห่งค่ำคืน

    จารึกที่ 120 : บทสรุปแห่งค่ำคืน : ชัยชนะและเงื่อนงำ


    ณ ซากโบราณสถาน ช่วงเวลาที่ความเป็นและความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย


    ตึงงงง!


    เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว พื้นดินรอบบริเวณแท่นหินยุบตัวลงเป็นวงกว้าง ฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่ว เจ้าสัว ใช้ร่างหยกทมิฬอันแข็งแกร่งพุ่งเข้าชนและกอดรัดร่างเงาของ อสูรหมอกทมิฬ เอาไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก


    "ปล่อย... ข้า!"


    อสูรร้ายคำรามลั่น มันพยายามสลายร่างกลายเป็นควันเพื่อหลบหนีจากการจับกุม แต่ทว่า...


    "อย่าหวัง!"


    อาเจียกัดฟันจนเส้นเลือดปูดโปนที่ขมับ นิ้วมือทั้งสิบเกร็งจนสั่นระริก เส้นด้ายวิญญาณ นับสิบเส้นที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ถูกส่งออกไปพันธนาการรอบตัวอสูร โดยอาศัยการชี้เป้าจาก 'เนตรอักขระ' ที่มองเห็นกระแสการไหลเวียนของพลังงาน


    "ข้าล็อค 'จุดชีพจร' ของมันไว้แล้ว!" อาเจียตะโกนเสียงหลง "มันสลายร่างไม่ได้ชั่วคราว! คุณชายเฟิง! เอาเลย! เผามันให้วอด!"


    เฟิงอี้หราน ที่รอจังหวะอยู่แล้ว ไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอยไป เขาฝืนรีดเค้นพลังเฮือกสุดท้าย อัดฉีดลงไปในพัดจีบคู่ใจจนตัวพัดสั่นสะท้านและส่งเสียงหวีดหวิว


    "บังอาจทำร้ายน้องสาวข้า... และทำให้ข้าต้องเสียเหงื่อ!"


    เฟิงอี้หรานสะบัดพัดจีบชี้ตรงไปที่หน้าอกซ้ายของอสูร ตำแหน่งที่อาเจียระบุว่ามีแกนกลางซ่อนอยู่


    "เคล็ดวิชาตระกูลเฟิง... ปักษาเพลิงทะลวงนภา!"


    ฟู่ววววว!


    เปลวไฟสีแดงฉานไม่ได้พวยพุ่งออกมาเป็นวงกว้างเหมือนครั้งก่อน แต่กลับบีบอัดตัวแน่นจนกลายเป็น 'ลำแสงความร้อน' ขนาดเล็กที่มีรูปร่างคล้ายหัวนกฟีนิกซ์ พุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูงเสียดฟ้า


    ฉึก!


    ลำแสงเพลิงพุ่งทะลุผ่านม่านหมอก เจาะเข้าที่หน้าอกซ้ายของอสูรหมอกทมิฬอย่างแม่นยำ!


    "อ้ากกกกกก!"


    เสียงกรีดร้องโหยหวนของอสูรดังสะท้านป่า แกนกลางสีแดงเลือดหมูที่ซ่อนอยู่ภายในถูกความร้อนระดับหลอมละลายเผาผลาญจนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ


    เพล้ง!


    ทันทีที่แกนกลางแตกสลาย ร่างเงาอันมหึมาของมันก็ระเบิดออก กลายเป็นไอสีดำที่ค่อยๆ จางหายไปในอากาศ แรงระเบิดผลักร่างของเจ้าสัวให้กระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว แต่หุ่นเชิดผู้ซื่อสัตย์ยังคงยืนหยัดอยู่ได้


    ความเงียบสงัดกลับคืนสู่ซากโบราณสถานอีกครั้ง... จบสิ้นแล้ว


    "แฮ่ก... แฮ่ก..."


    เฟิงอี้หรานทรุดตัวลงนั่งกับพื้น พัดจีบหลุดจากมือ เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วงแต่ริมฝีปากกลับยกยิ้ม "สะใจ... เป็นไงล่ะ... ฝีมือข้า..."


    "สุดยอดขอรับ!" อาเจียรีบวิ่งเข้าไปหา (ไม่ใช่ไปหาเฟิงอี้หราน แต่ไปที่จุดที่อสูรตาย)


    ท่ามกลางกองขี้เถ้าสีดำ มีวัตถุทรงกลมสีดำสนิทขนาดเท่ากำปั้นตกอยู่ มันแผ่ไอความเย็นยะเยือกออกมาจางๆ


    "นี่มัน... 'มุกหมอกทมิฬ' " อาเจียตาเป็นประกาย รีบคว้ามันขึ้นมา "ของดี! เจ้านี่เอาไปขายให้นักปรุงยา หรือเอาไปเป็นส่วนผสมสร้างอาวุธธาตุมืดได้ราคาหลักพันตำลึง!"


    แต่ในจังหวะที่อาเจียสัมผัสมุกหมอกนั้นเอง...


    วูบ!


    แสงสีทองเล็กๆ สายหนึ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น พุ่งออกมาจากซากแท่นหินที่แตกหัก มันพุ่งตรงเข้าใส่อกเสื้อของอาเจีย ซึมหายเข้าไปใน แผนที่หนังโบราณ ทันที


    "โอ๊ะ!" อาเจียสะดุ้ง รู้สึกอุ่นวาบที่หน้าอก


    "เยี่ยมมากเจ้าหนู!" เสียงของ มู่เฉิน ดังขึ้นในหัวด้วยความปิติยินดี "เราได้มันมาแล้ว! เศษเสี้ยวของ 'อักขระแห่งความว่างเปล่า' ! แผนที่ดูดซับมันเรียบร้อย... ตอนนี้ข้าสัมผัสได้ว่า พลังของพู่กันนิรันดร์ฟื้นคืนมาอีกหนึ่งส่วน!"


    "จริงดิ!?" อาเจียยิ้มแก้มปริ "แปลว่าข้าจะเก่งขึ้น? หรือเสกเงินได้?"


    "เสกเงินบ้านเจ้าสิ!" มู่เฉินดุอย่างเอ็นดู "แต่มันจะช่วยให้ 'เนตรอักขระ' ของเจ้ามองเห็นได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และ... อาจจะปลดล็อกความสามารถใหม่ของพู่กันในเร็วๆ นี้ รีบเก็บของแล้วทำตัวปกติซะ!"


    อาเจียรีบยัดมุกหมอกเข้ากระเป๋า แล้วตีหน้าซื่อหันไปหาสองพี่น้องตระกูลเฟิง


    "ปลอดภัยแล้วขอรับ! อสูรร้ายถูกคุณชายเฟิงปราบจนสิ้นซาก! ท่านนี่มันวีรบุรุษตัวจริง!"


    เฟิงอี้หรานยิ้มรับคำชมอย่างภาคภูมิใจ (แม้จะรู้ว่าถ้าไม่ได้อาเจียล็อคเป้าให้ เขาคงตายไปแล้ว) "แน่นอน... แต่ก็ต้องขอบใจเจ้าด้วย อาเจีย"

    เขาพยุงเฟิงหลิงเอ๋อร์ให้ลุกขึ้นเดินเข้ามาหาอาเจีย แววตาของเฟิงอี้หรานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง


    "ตอนแรกข้าคิดว่าเจ้าเป็นแค่คนรับใช้หน้าเงิน..." เฟิงอี้หรานกล่าวเสียงจริงจัง "แต่คืนนี้เจ้าพิสูจน์แล้วว่า... เจ้าคือ 'สหายร่วมรบ' ที่พึ่งพาได้... และหน้าเงินมาก"


    "ประโยคหลังไม่ต้องเติมก็ได้มั้งขอรับ" อาเจียเกาหัวแกรกๆ


    "เอาเป็นว่า..." เฟิงอี้หรานตบไหล่อาเจีย "ป้ายคำสั่งทั้งหมดที่ได้จากเหตุการณ์นี้ ข้ายกให้เจ้าครึ่งหนึ่ง... ส่วนที่เหลือ ข้าขอรับไปเป็นผลงานเพื่อหน้าตาของตระกูล ตกลงไหม?"


    "ดีล!" อาเจียตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด (ครึ่งหนึ่งก็มหาศาลแล้ว!)


    ทั้งสามคนทรุดตัวลงนั่งพิงซากเสาหินด้วยความอ่อนล้าแต่โล่งใจ ผ่านพ้นค่ำคืนอันโหดร้ายมาได้ด้วยความสามัคคี (และผลประโยชน์)


    ...


    ยามรุ่งสาง แสงตะวันสีทองเริ่มสาดส่องทะลุม่านหมอก


    นกน้อยเริ่มส่งเสียงร้องต้อนรับวันใหม่ หมอกหนาเริ่มจางลงเผยให้เห็นความเสียหายของป่าที่ราบเป็นหน้ากลอง


    "กลับกันเถอะ..." เฟิงหลิงเอ๋อร์บิดขี้เกียจ "ข้าอยากอาบน้ำจะแย่แล้ว"


    "นั่นสินะ..." อาเจียลุกขึ้นปัดฝุ่นที่ก้น "ได้เวลากลับไปคิดบัญชี... เอ้ย กลับไปพักผ่อน"


    แปะ... แปะ... แปะ...


    เสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้นจากเงามืดของป่าด้านทิศตะวันออก ขัดจังหวะการเดินทางกลับของพวกเขา


    อาเจียชะงักกึก ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เนตรอักขระ ของเขาเตือนภัยระดับสูงสุด!


    "ช่างเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยม..."


    ร่างของชายหนุ่มในชุดศิษย์สายในสีขาวขลิบทอง (เครื่องแบบระดับสูงกว่าหลินชิงเสวี่ย) เดินออกมาจากม่านหมอก ใบหน้าของเขาหล่อเหลาแต่งดงามราวกับอิสตรี ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มที่ดูเยือกเย็น


    ด้านหลังของเขา มีศิษย์ติดตามอีกสี่คนยืนคุมเชิงอยู่ ทุกคนมีกลิ่นอายระดับ สร้างรากฐาน ทั้งสิ้น!


    "ศิษย์พี่ 'ฉินมู่หลาง'..." เฟิงอี้หรานอุทานเสียงสั่น "อันดับสามแห่งยอดเขากระบี่นิรันดร์... ท่านมาทำอะไรที่นี่?"


    ฉินมู่หลาง ไม่ได้มองเฟิงอี้หราน แต่สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องตรงมาที่ อาเจีย (หรือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อของเขา)


    "ข้าแค่มารอเก็บกวาด..." ฉินมู่หลางเอ่ยเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไอสังหาร "ข้าสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังโบราณที่ตื่นขึ้นเมื่อครู่... และดูเหมือนว่า 'ของสิ่งนั้น' จะอยู่ที่เจ้าสินะ... ศิษย์สายนอก"


    อาเจียก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ มือข้างหนึ่งไพล่หลังส่งสัญญาณให้เจ้าสัวเตรียมพร้อม (แม้สภาพจะยับเยินก็ตาม)


    'ซวยแล้ว... หนีเสือปะจระเข้ของจริง!'


    "ส่งของสิ่งนั้นมาให้ข้า..." ฉินมู่หลางแบมือออกมา "แล้วข้าจะพิจารณาให้พวกเจ้า ออกไปจากป่านี้โดยที่อวัยวะยังอยู่ครบ 32 ส่วน"


    สถานการณ์พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังเท้าอีกครั้ง! เมื่อผู้ล่าตัวจริงปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับรุ่งอรุณ!

    คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน