เสิ่นเย่ว์เฉินพักที่จวนตระกูลเสิ่นเจ็ดแปดวันแล้ว นางเห็นชุนิพาสาวใช้รุ่นเยาว์กลุ่มหนึ่งเดินเข้าๆ ออกๆ ทุกวันท่าทางคล่องแคล่วอย่างยิ่ง ทั้งยังดูงานยุ่งเกินสมควร ส่วนตนกลับออกจากห้องน้อยมากนอกจากไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเช้าเย็นและกินอาหารแล้ว เวลาอื่นก็อยู่แต่ในห้องบ้างก็ฝึกคัดอักษร บ้างก็ปักผ้าด้วยกันกับชุ่ยซินและชุนฮุยฆ่าเวลาสงบสุขเช่นเดียวกับตอนที่อยู่บ้านเดิมก่อนหน้านี้ ไม่แก่งแย่งชิงดีกับผู้ใด
ตอนนี้เหยาซื่อเป็ผู้จัดการเื่อาหารการกิน เสื้อผ้าพัสตราภรณ์และค่าใช้จ่ายต่างๆของนาง ดังนั้นข้างกายย่อมไม่มีสิ่งใดต้องปะชุนซ่อมแซมมากเหมือนเมื่อก่อนอู๋มามาจึงคัดเลือกผ้าเช็ดหน้าผืนงามๆจำนวนหนึ่งมาฝึกปักลายเป็เพื่อนนางพร้อมเหล่าสาวใช้
ฝีมือเย็บปักของเสิ่นเย่ว์เฉินธรรมดาทั่วไป ทำได้เพียงปะชุนง่ายๆเพราะตอนเด็กทุ่มเทความตั้งใจและเวลาไปกับการฝึกคัดอักษรจึงจับเข็มจับผ้าน้อยมากอู๋มามาก็ไม่ยอมให้นางเสียสายตาเพราะเื่นี้ั้แ่เล็กจนโตจึงเหมาเอางานเย็บปักทั้งหมดมาทำคนเดียว
เสิ่นเย่ว์เฉินใช้เวลาทั้งเช้าก็ยังปักลายดอกไม้ดอกหนึ่งไม่เสร็จส่วนชุ่ยซินกับชุนฮุยที่นั่งบนม้านั่งตัวเล็กข้างๆปักผ้าเช็ดหน้าเสร็จไปคนละผืนแล้ว ทั้งสองนั่งปักผ้าพลางพูดคุยจอแจท่าทางมีความสุขยิ่งนัก
อู๋มามาเข้ามาในห้องเป็ครั้งคราวทุกครั้งก็เข้ามาส่งสายตาเขม่นเตือนไม่ให้พวกนางรบกวนความเงียบสงบของคุณหนู แต่เสิ่นเย่ว์เฉินกลับไม่มีปัญหาปล่อยให้พวกนางพูดไปตามสมควร ส่วนตนก็ร่วมพูดคุยเป็บางครั้ง
ฟังพวกนางพูดคุยเื่สัพเพเหระไม่สลักสำคัญเช่นนี้ก็ช่วยเบนความสนใจนางได้ดีไม่ต้องนึกถึงแต่เื่ในบ้านหรือเื่ตระกูลจูอยู่ตลอด
เหยาซื่อกับบุตรสาวสุดที่รักทั้งสองของนางมักเดินมาเยี่ยมเยือนเป็ประจำทั้งยังส่งของเล็กๆ น้อยๆ อย่างขนมหรือเครื่องประทินโฉมมาให้บ้าง
เสิ่นเย่ว์เฉินปฏิบัติกับพวกนางอย่างมีมารยาทแต่ไม่ค่อยพูดค่อยจาเหยาซื่อกล่าวสิ่งใดนางก็ฟังสิ่งนั้น เมื่อใดพบเจอหัวข้อสนทนาที่ทำให้ตนอึดอัดก็จะก้มหน้าเม้มปากเล็กน้อย ทำท่าทางเขินอายเฉื่อยชา
เหยาซื่อเห็นนางเป็เช่นนี้ก็คิดว่านางเติบโตอยู่ในสำนักชีทำให้มีนิสัยเงียบขรึมไม่ชอบการพูดคุย เป็คนน่าเบื่อคนหนึ่ง จึงระมัดระวังขึ้นมาก
เสิ่นเย่ว์ฉานได้ยินคำกล่าวของมารดาก็หวั่นใจ จึงปฏิบัติต่อเสิ่นเย่ว์เฉินอย่างเกรงอกเกรงใจไปด้วยคำพูดคำจาก็พินอบพิเทาขึ้นหลายส่วน
ผ่านไปอีกหลายวัน ในที่สุดตระกูลจูก็มีการเคลื่อนไหวว่ากันว่านายน้อยจูจิ่นถังของตระกูลจูเลือกน้องสาวคนหนึ่งของฉินซื่อภรรยาผู้ล่วงลับมาเป็อนุภรรยาคนผู้นี้เกิดจากอนุภรรยาของทางตระกูลฉิน หลังจากนั้นก็จัดพิธีรับเข้าบ้านอย่างยิ่งใหญ่มีหน้ามีตาแม้จะสูญเสียบุตรสาวไปอย่างเปล่าประโยชน์คนหนึ่งทว่าตระกูลฉินคล้ายไม่ยอมตัดขาดความสัมพันธ์ฉันเครือญาติกับตระกูลจูไปเช่นนี้
ตระกูลจูมั่งคั่งร่ำรวย ผู้ใดจะไม่ชอบบ้าง
ข่าวเื่นายน้อยจูจิ่นถังแห่งตระกูลจูรับอนุภรรยาแพร่สะพัดจากเต๋อโจวมาถึงไหลโจวราวกับติดปีกบินไม่นานก็มาถึงหูฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกับเสิ่นจื้ออวิ๋น
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเตรียมใจไว้นานแล้วจึงไม่นำพากับเื่นี้คิดเพียงว่าข่าวดีของเสิ่นเย่ว์เฉินใกล้จะมาถึงในอีกไม่ช้าและไม่ผิดจากที่คาดจริงๆ เวลาผ่านไปอีกประมาณครึ่งเดือน แม่สื่อของตระกูลจูก็มาเยี่ยมเยือนถึงหน้าประตูจวนปรารถนาพูดคุยเื่ให้เสิ่นเย่ว์เฉินแต่งเป็ภรรยาเอกคนที่สองของจูจิ่นถัง
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นยามนี้ยิ้มแย้มแจ่มใส ส่วนเสิ่นจื้ออวิ๋นก็สบายใจไม่น้อย
ก่อนหน้านี้ตระกูลจูทำเื่ตรวจดวงชะตาแปดอักษรของทั้งสองไปแล้วรอบหนึ่งดังนั้นจึงข้ามขั้นตอนมงคลนี้ไป สองครอบครัวเริ่มเตรียมพิธีแต่งงานกันอย่างรวดเร็ว
ตระกูลจูโดดเด่น สินสอดที่จัดเตรียมย่อมไม่อาจน้อยได้ แม้แต่เหยาซื่อที่คิดว่าตนเองเคยเห็นโลกกว้างมาแล้วก็ยังอดอิจฉาไม่ได้เด็กหญิงกำพร้าที่มีดวงพิฆาตมารดามีสิ่งใดให้ผู้อื่นโปรดปรานกันแน่ตระกูลจูถึงได้สิ้นเปลืองความคิดเตรียมการถึงเพียงนี้
ตระกูลจูกระตือรือร้นเื่การแต่งภรรยาเอกคนที่สองของจูจิ่นถังเป็อย่างยิ่งจะอย่างไรจูจิ่นถังก็เป็บุตรชายคนโตของบ้านใหญ่ ต้องเร่งรัดเื่ลูกหลานสักหน่อย
เมื่อการมอบสินสอดเสร็จสิ้น เื่สำคัญที่สุดก็คือการกำหนดวัน ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นคำนึงถึงเจตนาของตระกูลจูจึงกำหนดวันแต่งเป็อีกหนึ่งเดือนให้หลังนับว่าวันเวลากระชั้นชิดเกินไปบ้างจริงๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นทุ่มเทความคิดจัดเตรียมสินเดิมให้เสิ่นเย่ว์เฉินถึงขั้นกลัวเหยาซื่อคิดตระหนี่จึงไม่ลังเลที่จะนำตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงออกมาเพิ่มสินเดิมให้นางฮูหยินผู้เฒ่าแสดงท่าทีเป็คนแรก คนอื่นๆ ในตระกูลเสิ่นย่อมไม่อาจอยู่เฉย พากันเพิ่มสินเดิมให้นางแม้แต่ครอบครัวบ้านรองก็ทำเช่นนี้
เหยาซื่อเห็นเงินไหลออกจากมือตนไปเปล่าๆประดุจน้ำหลากทุกวันย่อมต้องปวดใจและอิจฉา แต่ด้วยฐานะของตนจึงไม่อาจบ่นว่าทำได้เพียงพูดจาประชดประชันไม่เจ็บไม่คันกับเสิ่นจื้ออวิ๋นสองสามประโยค
เมื่อทราบว่างานแต่งของตนถูกกำหนดเป็วันที่สิบห้าของเดือนถัดไป ท่าทีของเสิ่นเย่ว์เฉินพลันแปรเปลี่ยนเป็หนักอึ้งในบัดดล
เหตุใดตระกูลจูจึงรีบร้อนเช่นนี้ ฉินซื่อเพิ่งจากไปไม่ถึงร้อยวันก็รับทั้งอนุแต่งทั้งภรรยาเอกคนถัดไป…ไม่คิดว่าเป็การไม่ให้เกียรติผู้ตายบ้างหรือ
นอกจากนี้จูจิ่นถังผู้นั้นเพิ่งสูญเสียภรรยา กลับอดรนทนไม่ไหวรีบแต่งผู้อื่นเข้ามาแล้วจะเ็าไร้หัวใจเกินไปหรือไม่
ั้แ่โบราณกาลบุรุษมักเ็าไร้หัวใจเห็นเพียงสตรีใหม่ยิ้มแย้มสตรีเก่าร้องไห้ เสิ่นเย่ว์เฉินแอบทอดถอนใจกับตัวเองกังวลกับอนาคตของตนอย่างช่วยไม่ได้
เป็เื่ที่สมควรยินดีแท้ๆ แต่เสิ่นเย่ว์เฉินกลับมีท่าทางประหนึ่งสูญเสียจิติญญาเมื่ออู๋มามาถามว่านางอยากกินอะไรก็ได้แต่ตอบไปเรียบๆ ว่า “อืม” คำเดียวแล้วพูดอย่างหนักใจว่า “ถึงอย่างไรข้าก็ไม่มีความอยากอาหารหรอก”
อู๋มามากล่าวอย่างเป็ห่วง “คุณหนูใกล้จะแต่งงานแล้วอย่าหดหู่ไม่มีความสุขเช่นนี้เลยเ้าค่ะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินรู้ว่านางเป็ห่วงจึงผงกศีรษะเบาๆ “ถ้าเช่นนั้นข้าไปกินข้าวเย็นกับฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็แล้วกัน”
อู๋มามากล่าวเสริม “ดีเ้าค่ะ ข้าจะไปโรงครัวตุ๋นน้ำแกงไว้ให้ท่านดื่มตอนเย็นนะเ้าคะ”
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเห็นเสิ่นเย่ว์เฉินมาหาก็รีบคลี่ยิ้มอบอุ่นดุจลมวสันต์“เ้ามาแล้วหรือ”
สาวใช้ทั้งรุ่นเยาว์รุ่นใหญ่ภายในห้องต่างยอบกายคารวะเสิ่นเย่ว์เฉิน เสิ่นเย่ว์เฉินผงกศีรษะเล็กน้อยเดินตรงเข้าไปทักทายฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น เพิ่งจะยอบเอวลงฮูหยินผู้เฒ่าก็ประคองให้ลุกขึ้นแล้ว
เสิ่นเย่ว์เฉินถือโอกาสลุกขึ้นยืน เงยหน้ามองฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นพร้อมรอยยิ้ม
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นลูบศีรษะนาง ก่อนจับจูงมาเบื้องหน้าแล้วส่งใบรายการในมือให้นางดู“นี่คือสินเดิมที่จัดไว้ให้เ้า เ้าดูสิว่ายังขาดสิ่งใดหรือไม่”
เสิ่นเย่ว์เฉินแสร้งทำท่าทีเขินอาย กล่าวว่า“เื่พวกนี้ท่านย่าจัดการเลยเ้าค่ะ เย่ว์เฉินไม่เข้าใจ…”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเห็นท่าทางเขินอายดั่งดรุณีน้อยของนางรอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งลึกล้ำ
ขณะสนทนาสาวใช้ด้านนอกก็เข้ามารายงานว่าเสิ่นจื้ออวิ๋นเลิกงานกลับมาแล้ว
เสิ่นจื้ออวิ๋นเข้ามาทักทายโดยไม่ทันได้ผลัดเปลี่ยนชุดขุนนางบนร่างด้วยซ้ำ
เสิ่นเย่ว์เฉินลุกขึ้นยืนแล้วยอบกายคารวะ “คารวะท่านพ่อเ้าค่ะ”
เสิ่นจื้ออวิ๋นคิดไม่ถึงว่านางจะอยู่ด้วยจึงยิ้มตอบ แล้วบอกว่า“เ้ามาได้จังหวะพอดี มาพูดคุยเป็เพื่อนพ่อหน่อยเถิด”
เสิ่นเย่ว์เฉินรอยยิ้มชะงักงัน ก่อนจะรีบเดินมาเบื้องหน้าของเขา นางพบว่าอีกฝ่ายพิศมองตนอย่างละเอียด“สีหน้าเ้าไม่เลวเลย เพียงแต่ซูบผอมเกินไป”
ฮูหยินผู้เฒ่าที่อยู่ข้างๆ ก็กล่าวคล้ายหยอกล้อ “นางซูบผอมไปบ้างจริงๆต่อไปหากคนตระกูลจูเห็นคงคิดว่าพวกเราใจดำอำมหิต วันๆ ไม่ยอมให้นางกินข้าวกระมัง”