เหมือนว่ากู้เลี่ยงรุ่ยกำลังฝันอยู่...แต่สังเกตดูดีๆ ก็เหมือนจะไม่ใช่ความฝัน กระนั้นก็แยกไม่ออกว่าคือความจริงหรือฝันกันแน่ เพียงแต่ว่าในความฝันที่กระจ่างชัดนั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เจ้าสำนักกู้ยังเป็นเยาว์ ประมาณคร่าวๆ ก็ไม่น่าจะเกินสิบห้าปี ด้วยลักษณะใบหน้าและเครื่องแต่งกาย ที่ดูยังไงก็เป็นแค่เด็กผู้ชายคนหนึ่ง
ในฝันนั้นเหมือนว่าเจ้าสำนักกู้ตัวน้อยกำลังนั่งหลับตาพริ้มอยู่ตรงกอต้นไผ่ที่จับกลุ่มเรียงตัวโอบล้อมรอบกาย ชันแขนรองรับศีรษะ ใบหน้าอ่อนใสมีหน้าม้าปรกลงมาถึงคิ้วยิ่งเสริมให้ดูน่ารักอยู่หลายส่วน อันว่าเจ้าสำนักกู้มีรูปโฉมโดดเด่นหล่อเหลานั้นฉายแววมาตั้งแต่เด็กแล้ว ผิดแค่ตอนปัจจุบันมีดวงหน้าคมขึ้น แก้มที่เคยอวบน้อยๆ หายไป กรอบหน้าชัดขึ้น อีกทั้งการเปลี่ยนทรงผมก็มีส่วนทำให้ดูเปลี่ยนไปจากเด็กหนุ่มหน้าหวานในอดีต
สายลมพัดพามาบางเบา ยินเสียงใบไผ่เสียดสีกัน กลิ่นดินกลิ่นธรรมชาติลอยมาเข้าจมูก รู้สึกผ่อนคลายและเป็นสุข สายลมปลิดใบไผ่ให้ร่วงหล่นจากขั้ว ใบไผ่แก่จัดจนเปลี่ยนสีเป็นเหลืองแล้วหล่นลงมาติดอยู่บนเส้นผมยาวสีหมึกนุ่มที่แผ่สะยายอยู่ตรงพื้น เจ้าสำนักกู้นอนอยู่นานจนมีเสียงเดินสวบสาบดังขึ้น เสียงนั่นดังพอที่จะเรียกร้องความสนใจของเจ้าสำนักกู้...แม้แต่เธอเองก็เช่นกัน ทว่าคนผู้นั้นซ่อนตัวอยู่หลังกอไผ่ ไม่ยอมเผยตัวออกมา
ตอมเผือกของเธอเต้นระริกอยากจะรู้ในบัดดลว่าผู้มาเป็นใคร!
เปลือกตาที่ปิดสนิทของเจ้าสำนักกู้คล้ายจะลืมขึ้นมา ก่อนที่รอยยิ้มกว้างของเจ้าสำนักกู้จะฉีกกว้าง เป็นรอยยิ้มที่ส่งไปถึงดวงตา ระยิบระยับเหมือนดวงดาวที่ตนพึ่งดูมาเมื่อครู่ น้ำเสียงแตกหนุ่มจนออกห้าวเล็กน้อยพูด
"วันนี้เจ้ามาช้าจัง ข้ารอตั้งนานแหนะ"
ผู้มาใหม่ไม่ตอบ ทั้งยังยืนอยู่หลังกอไผ่เช่นเดิม มีเพียงแค่เงาสีดำที่ทอดอยู่บนพื้น ที่บ่งบอกว่าอยู่ตรงนั้น
"เจ้าไม่คิดจะออกมาให้ข้าได้เห็นหน้าเจ้าหน่อยเลยหรือ ข้าอยากเห็นหน้าเจ้าบ้าง อย่างไรพวกเราก็รู้จักกันมาตั้งนานแล้วนี่น่า นับเป็นสหายสนิทแล้ว หรือเจ้าคิดว่าข้าไม่มีคุณสมบัติเป็นสหายเจ้า"
กู้เลี่ยงรุ่ยอดสงสัยในคำกล่าวของเจ้าสำนักกู้ตัวน้อยไม่ได้ เรื่องที่บอกว่ารู้จักกันนานแล้ว หมายความว่าอย่างไร ทั้งเรื่องราวตรงนี้ก็ไม่เคยอ่านเจอ ทำไมเขาที่อ่านนิยายมาถึงห้าเล่มถึงไม่เคยรู้เลยล่ะว่าเจ้าสำนักกู้มีสหายแปลกประหลาดเช่นนี้ในวันเด็ก แต่ก็พูดไม่ได้ ยังไงนี้ก็เป็นนิยายที่ยังอ่านไม่จบ การเดินทางของเขาแค่เพียงครึ่งเรื่องเท่านั้น เรื่องราวที่เหลืออีกครึ่งคงจะไม่ธรรมดาทั้งยากจะคาดเดา
สหายแปลกประหลาดผู้นั้นของเจ้าสำนักกู้ไม่ตอบอีกเช่นเคย
เจ้าสำนักกู้ไม่ดันทุรังขอเจอหน้าอีก เหมือนที่บ่นไปเมื่อครู่ก็แค่พูดไปอย่างนั้น
"เจ้าก็ยังไม่ยอมพูดอะไรเหมือนเดิมสิหน่า ก็ได้ ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าไม่อยากจะพูด ข้าแค่รู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย วันนี้อาจารย์กู้ให้ข้าฝึกกระบี่กระบวนท่าใหม่ ข้าทำไม่ได้ ก็เลยอารมณ์ไม่ค่อยดี ทำให้อาจารย์กู้ต้องผิดหวัง ข้าไม่ชอบเลย"
มีเพียงเสียงเสียดสีของใบไผ่สายลมและเสียงนกร้อง
"จริงสิ ข้าได้เล่าเรื่องศิษย์น้องคนใหม่ของข้าให้เจ้าหรือยัง ยังล่ะสิ คือยังงี้นะ วันก่อนโน้น อาจารย์อาอิ่นซือเฉิง เจ้าคงจะจำได้ใช่มั้ย อาจารย์อาที่ข้าเคยเล่าให้ฟังว่าใจดีกับข้ามากๆ ใช่ๆ อาจารย์อาอิ่นนั้นแหละ ปกติอาจารย์อาไม่รับศิษย์เรื่อยเปื่อยหรอกนะ แต่อาจารย์อาก็รับศิษย์น้องคนนี้ ข้าเห็นศิษย์น้องคนนี้ก็นึกถึงเจ้าเลย ทั้งข้ายังสงสัยด้วยว่าที่เจ้าไม่ยอมพูดจากับข้า จะเป็นเหตุผลก็เดียวกับศิษย์น้องหรือเปล่า
ศิษย์น้องข้าชื่อ 'อู๋เยี่ยน' ใช่แล้วล่ะ อู๋เยี่ยนที่แปลว่าไม่มีอะไรจะพูดนะแหละ เป็นอาจารย์ตั้งให้ ข้าว่าความหมายดีทีเดียวเลยล่ะ อีกอย่างอู๋เยี่ยนก็น่าเอ็นดู ข้านับอู๋เยี่ยนเป็นศิษย์น้องที่สนิทที่สุดอันดับหนึ่งเลยล่ะ ในอนาคตข้าและเขาก็จะเป็นอย่างอาจารย์กู้และอาจารย์อา จะตั้งใจดูแลสำนักคุ้มภัยสกุลกู้ให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรต่อไป"
ก็ยังไร้เสียงตอบรับจากสหายคนแปลกประหลาด ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ทำให้เจ้าสำนักกู้ทดท้อที่จะพูดต่อไป
"เจ้ามาลองฝึกกระบี่กับข้าดูดีหรือไม่ มาลองกันหน่อยน่า ข้าอยากจะลองฝึกดู หากทำไม่ได้อีก ข้าคงต้องขายหน้าทั้งกับอาจารย์กู้และศิษย์น้องแล้ว"
ยามนั้นมีเสียงเคลื่อนไหวดังขึ้น ก่อนที่มืออันประกอบไปด้วยนิ้วเรียวยาวจะโผล่ออกมาจากกอไผ่ พร้อมผ้าผูกตาสีดำสนิท ทำเอาเจ้าสำนักกู้ตัวน้อยตกใจเลยทีเดียว น่าจะเป็นครั้งแรกเลยด้วยที่ได้เห็นอวัยวะส่วนหนึ่งของอีกฝ่าย ที่ดูไม่ออกว่าเป็นมือชายหรือหญิง
"สหายข้า มือเจ้าเป็นเช่นนี้นี่เอง แล้วเจ้ายื่นที่ผูกตาให้ข้าทำไม หรือว่า..."
นั้นคือการส่งสัญญาณว่าข้าจะช่วยท่านฝึกกระบี่ก็ได้ แต่กรุณาปิดตาด้วย เรื่องนี้แม้กระทั่งคนที่เฝ้าดูอย่างเขาก็เข้าใจ
"หากข้าผูกตาแล้วจะทำอย่างไรเล่า มองไม่เห็นจะฝึกกระบี่ได้อย่างไร"
กระนั้นก็ยังไร้เสียงตอบ มือข้างนั้นที่โผล่ออกมาก็ใกล้จะหดกลับแล้ว ดีที่เจ้าสำนักกู้ตาไว ตะปบไว้ทัน
"ก็ได้ๆ ผูกก็ผูก เจ้านี่มันประหลาดชะมัด หน้าตาอย่างไรก็ไม่ยอมให้ข้าเห็น น้ำเสียงเช่นไรก็ไม่ยอมเอื้อนเอ่ย แต่ก็เอาเถอะ ใครใช้ให้ข้าชอบเจ้าล่ะ"
แต่เดิมน้ำเสียงของเจ้าสำนักกู้ก็น่าฟังอยู่แล้ว เรื่องนี้เอกฉันท์แน่นอน ไม่ต้องพูดถึงตอนยังเป็นเด็กหนุ่มที่ไร้เดียงสา ขนาดคนนอกที่มาได้ยินท้ายประโยคอย่างข้าชอบเจ้าเช่นเขายังอดไหวหวั่นไม่ได้ ไม่แปลกเลยสักนิดที่จะได้เห็นว่ามือข้างนั้นเผลอ กำเเน่นขึ้น
"อะไรนะ เจ้าจะให้ผ้าข้าหรือเปล่า กำไว้แน่นเช่นนี้เชียว"
เหมือนรู้ตัวจึงคลายมือออก เจ้าสำนักกู้ยิ้มละไม หยิบผ้ามาปิดตาตัวเองก่อนจะมัดอย่างดี ไม่มีขี้โกงแอบดูหรือลักไก่ใดๆ แล้วภาพที่เคยเด่นชัดก็มืดลง
อ้าวเฮ้ย! ไรเนี้ย ทำไมมืดล่ะ
"ข้ามองอะไรไม่เห็นแล้ว เจ้าออกมาสิ รับรองว่าข้าไม่แอบดูเด็ดขาด เจ้าวาวใจได้"
เยี่ยม ฉันก็มองอะไรไม่เห็นเช่นกัน
ทว่าถึงจะมองไม่เห็นแต่กลับรู้สึกได้เเทน เป็นความแปลกใหม่ที่กู้เลี่ยงรุ่ยอธิบายไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร เขาคิดว่านี้เป็นแค่ความฝันของเจ้าสำนักกู้ที่อยู่ดีๆ ก็รันขึ้นมาตอนหลับ แต่สัมผัสที่กำลังเกิดขึ้นนี่ ทำไมเสมือนจริงนักนะ
ราวกับว่ามือที่กำไม้ไผ่อยู่คือมือของเขาเอง และมือที่ทาทาบลงมาเป็นมืออันอบอุ่นของใครสักคนที่แสนอ่อนโยน ความใกล้ชิดนั้น ทำให้ได้กลิ่นหอมเย็นของใบมินต์บางๆ
กู้เลี่ยงรุ่ยเผลอตัวแข็งเมื่อรู้สึกได้ถึงไออุ่นที่ซ้อนมาจากด้านหลัง เกร็งแข็งจนเกือบลืมหายใจไปชั่วขณะ ทว่าวินาทีที่กำลังสงสัยว่าอะไรเป็นอะไร มือที่คอยนำตนอยู่ก็ออกกระบวนท่าแล้ว
เขากำลังสอนการออกท่ากระบี่ที่มั่นคงและเเข็งแรง รวดเร็วและปราดเปรียว กู้เลี่ยงรุ่ยรู้เลยว่านี่เป็นกระบวนท่าของกระบี่ที่เจ้าสำนักกู้ใช้บ่อยๆ สรุปแล้วท่าพวกนี้เป็นสหายแปลกประหลาดคนนี้สอนให้เจ้าสำนักกู้เหรอ จริงอยู่ว่าตนถูกปิดตา มองไม่เห็น แต่มันรู้สึกได้ ว่ามันใช่ สรุปคนที่สอนกระบี่ให้เจ้าสำนักกู้ไม่ใช่อาจารย์กู้เหรอ เป็นเขาสอน?
ไม่สิ เขาก็กำลังสอนให้เธอด้วยนี่น่า
แต่ว่าอะไรก็ไม่ร้ายไปกว่าอยู่ดีๆ หลังจากสอนออกกระบวนท่าเสร็จ เขาก็ถอยห่างออกไป เขารู้เพราะไอร้อนหายไป พร้อมกับกลิ่นหอมของมินต์ที่คลุมเครือ เหมือนว่าจะเป็นกลิ่นมินต์ แต่ครั้นพอลองดมดีๆ กับมีกลิ่นอื่นๆ แทรกเข้ามาเพราะเป็นฤดูออกเอกของดอกไม้ กลิ่นดอกไม้แรงๆ กลบกลิ่นอื่นจนหมด ทำให้แยกกลิ่นได้ยาก ก่อนที่เขาจะใช้ไม้ไผ่แน่ๆ มาจิ้มลงยังจุดต่างๆ ต่อไปนี้อย่างเชื่องช้า ทว่าก็แม่นยำและหนักแน่น แม้ว่าแรงเท่านั้นจะไม่ทำให้เจ็บแต่ก็อดรู้สึกจักกะจี้ไม่ได้
จุดเหล่านั้นที่ถูกปลายไม้เคลื่อนผ่านคือ ขมับ ช่องว่างระหว่างริมฝีปากบนและจมูก ลิ้นปี่ และตรงขาพับ ทั้งหมดล้วนเป็นจุดตาย ที่ใช้ในการล้มคู่ต่อสู้ทั้งนั้นเลย
ตอนนั้นเองที่ความสงสัยสูงสุดได้ถาโถมเข้ามา เจ้าสำนักกู้เองก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน จึงได้ตัดสินใจดึงผ้าปิดตาออก
ทว่านอกจากกลิ่นมินต์รางเลือนแล้ว เบื้องหน้าก็ว่างเปล่า
แล้วกู้เลี่ยงรุ่ยก็ตื่นขึ้นมา ในบ้านของป้าจาง ตั่งเตียงของลูกชายป้าจาง แสงสว่างส่องลอดมาทางช่องว่างเป็นสัญญาณว่าได้เช้าแล้ว
กู้เลี่ยงรุ่ยลุกขึ้นมานั่ง อาการเท้าแพลงหายสนิทแล้วต้องขอบคุณปันน่าที่มีร่างกายแข็งแกร่ง ทั้งยังรู้สึกสบายตัว สมองปลอดโปรงและรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ถ้าไม่นับเรื่องความฝัน กู้เลี่ยงรุ่ยนับว่าสดชื่นมากทีเดียว
ความฝันที่ยังคงชัดเจนอยู่ในตอนนี้เหมือนเป็นสิ่งที่ทำให้กู้เลี่ยงรุ่นสับสน ตัวละครที่มีกลิ่นมินต์ในเรื่องมีแค่คนเดียวเท่านั้นคือฉีคุน เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ถูกบรรยายเอาไว้ว่ามีกลิ่นมินต์ติดกาย เช่นนี้ก็หมายความว่าสหายประหลาดของเจ้าสำนักกู้คือฉีคุนหรือ?
ทว่า หากเป็นฉีคุนจริงๆ ย่อมหมายความว่าพวกเขาเคยคบหากันตอนยังเป็นเด็กๆ ด้วยนะสิ แล้วถ้าเป็นยังงั้น ทำไมฉีคุน...
สมมติว่าเป็นเขาแล้วกันทำไมต้องทำเหมือนไม่เคยรู้จักเจ้าสำนักกู้ด้วย ทั้งยังกีดกันและไม่ยอมรับเจ้าสำนักกู้กับน้องสาว ที่ร้ายสุดคือนัดเจ้าสำนักกู้มาทำร้ายก่อนงานแต่งจะเริ่มแค่ไม่กี่ชั่วยาม คนที่ใจดีขนาดยอมสอนกระบวนท่ากระบี่เช่นนั้น จะสามารถเอากระบี่แทงเจ้าสำนักกู้ในอนาคตได้อย่างไร หรือว่ายังมีเรื่องราวที่เขาไม่รู้ แล้วมันคืออะไรล่ะ ข้อความที่ถูกส่งขึ้นเขามาก็ไม่มีข้อมูล เลยว่าคืออะไร ทำไมยิ่งนานยิ่งรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของฉีคุนกับเจ้าสำนักกู้ยิ่งมายิ่งซับซ้อน แต่ว่าตนเองก็ไม่มีหลักฐาน บางทีอาจจะไม่ใช่เขาก็ได้
เรื่องนี้เจ้าสำนักกู้เองก็ไม่เคยพูดออกมาหรือเเสดงอาการที่สนิทสนมต่อฉีคุนมาก่อน การปฏิบัติตัวต่อฉีคุนของเจ้าสำนักกู้ในอดีตคือความเคารพในฐานะพี่เขย ไม่เคยนับเป็นคนรู้จักด้วยซ้ำ ทั้งยังวางตำแหน่งไว้เป็นแค่ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายภรรยาในอนาคต โดยในใจลึกๆ ของเจ้าสำนักกู้เหมือนจะไม่ชอบฉีคุนด้วยซ้ำ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ท้ายๆ เรื่องในเล่มที่ห้า เหมือนความไม่กินเส้นชัดเจนที่สุดแล้วจนมาลงเอยที่บทสรุปตอนท้ายที่ความตาย...
นั้นจึงแปลกไม่น้อยที่เจ้าสำนักกู้ไม่รู้ว่าเป็นเขาเขาเป็นตัวเอกที่ได้ใกล้ชิดฉีคุนขนาดนั้นจะไม่รู้เลยได้อย่างไรว่าสหายประหลาดหลังกอไผ่คือฉีคุน หรืออาจจะรู้แต่ไม่พูดออกมา หรือว่าอาจจะไม่ใช่ฉีคุนจริงๆ ก็ได้ ไม่ก็คือเจ้าสำนักกู้ไม่รู้จริงๆ นั้นแหละ
แต่ว่ากลิ่นมินต์มันกลิ่นซิกเนเจอร์ของฉีคุนเลยนะ...