เพลิงอสูรกลืนสวรรค์

    บทที่ 54 คืนที่ภูเขาถูกยก

    เรือนพักใจกลางเมืองฟางหรงถูกจัดแต่งอย่างหรูหรา หลินเย่ยืนพิงราวระเบียงชั้นสอง มองลงไปเบื้องล่าง ลานกว้างด้านหน้าเรือนประดับด้วยโคมไฟสีแดงห้อยเรียงเป็นแถว แสงอ่อนของมันกระทบพื้นหินเป็นจุดกลมวูบวาบตามลม กลิ่นดอกไม้จากกระถางที่วางเรียงตามขั้นบันไดลอยขึ้นมาจางๆ ผสมกับกลิ่นอาหารจากโรงครัวชั้นล่าง

    เด็กตระกูลหลินที่ผ่านเข้ารอบนับด้วยตาก็เห็นจะได้ สายรองเหลือสาม สายหลักเหลือห้า ร่างของหลินป๋อไม่อยู่ในนั้น

    เขามองลงไปอีกครั้ง เด็กที่เหลือทยอยเดินออกจากเรือนมุ่งหน้าไปยังใจกลางเมืองฟางหรงที่คึกคัก แสงไฟสาดส่องทั่วทั้งราตรี ส่วนเด็กที่ไม่ผ่านเข้ารอบกลับไปที่เรือนพักเดิม เตรียมตัวเดินทางกลับตระกูลในวันรุ่งขึ้น

    ครั้งสุดท้ายที่ประกาศในสนาม จำนวนผู้เข้าแข่งเหลือเพียงหนึ่งร้อยยี่สิบแปดคน เหตุการณ์วุ่นวายเรื่องจ้างเหอทำให้การแข่งรอบสุดท้ายถูกเลื่อนออกไปหนึ่งวัน พรุ่งนี้จึงจะเริ่ม

    เขาหันหลังเข้าห้อง แล้วดวงตาก็เบิกกว้าง

    ห้องถูกตกแต่งอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต ฝั่งซ้ายมีเตียงไม้เสาสี่มุม ฟูกผ้านุ่มรองไว้หนาหลายชั้น ผ้าสีขาวขุ่นที่ม่านเตียงทอจากไหมบางจนแสงจันทร์ทะลุผ่านได้ ใจกลางห้องมีโต๊ะน้ำชาไม้แกะสลักลายเมฆวางคู่กับเก้าอี้สองตัว ฝั่งขวามีโต๊ะเครื่องแป้งพร้อมกระจกทองสัมฤทธิ์ขัดมันจนสะท้อนเงาได้ชัด ผนังแขวนภาพเขียนหมึกดำเป็นรูปภูเขาและลำธาร กลิ่นไม้จันทน์จากธูปที่ปักอยู่ในกระถางทองเหลืองลอยฟุ้งจางๆ

    เขาเดินเข้าไปยืนข้างเตียง มือแตะลงบนผ้ารองเตียง มันนุ่มจนนิ้วจมลงไปครึ่งข้อ

    มือถูไปมาบนผ้านั้นเอง ไม่ได้สั่งให้ทำ มันหยุดเอง

    ตะปุ่มตะป่ำที่ข้อนิ้วสัมผัสเนื้อผ้าไหมแล้วจำอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ข้อนิ้วเดียวกันนี้เคยเกาะขอบหินบนหน้าผาเขาหมอกเขียวในฤดูเหมันต์ นิ้วแข็งเกร็งจากความหนาวจนเกือบหลุด ก็ยังไม่ยอมปล่อย เพราะสมุนไพรราคาหนึ่งเหรียญทองแดงอยู่เหนือขึ้นไปอีกเพียงหนึ่งก้าวเดิน ข้อนิ้วเดียวกันนี้เคยกำด้ามตะกร้าสานจนเป็นรอยกดในฤดูร้อน เหงื่อซึมลงเนื้อไม้จนกลิ่นอับติดแน่น เคยนอนบนเตียงไม้แข็งที่ปูด้วยฟางบางจนหลังชินกับความแข็งของมัน ฤดูหนาวผ้าห่มมีผืนเดียวและบางจนลมรอดผ่าน

    เขายกมือขึ้นมาดู มือตอนนี้มีรอยแตกน้อยลง ตะปุ่มตะป่ำที่ข้อนิ้วยังอยู่ครบทุกจุด ผ้าไหมไม่ได้ลบรอยเหล่านั้นออกไป

    เขานั่งลงบนเตียง ผ้านุ่มรองรับน้ำหนัก ร่างจมลงไปเล็กน้อย รู้สึกแปลกๆ ที่แผ่นหลัง

    เขาเหยียดกายลง เพดานไม้แกะสลักลายมังกรอยู่เหนือหัว แสงตะเกียงส่องให้ลายสลักทอดเงาบนผนัง ทั้งชีวิตที่ผ่านมา ไม่เคยนอนที่ไหนนุ่มเท่านี้ ไม่เคยอยู่ห้องที่หอมเท่านี้ ไม่เคยมีเพดานที่สวยเท่านี้

    ความหรูหราเบื้องหน้าเป็นเพียงเปลือกที่โลกมอบให้แก่ผู้ที่ยังมีประโยชน์ เด็กที่ตกรอบนอนบนเตียงฟางที่เรือนพัก เด็กที่ผ่านเข้ารอบนอนบนผ้าไหม ต่างกันเพียงเท่านั้น

    เขาลุกขึ้นนั่ง ไม่ปล่อยให้ร่างจมลงไปในความนุ่มนานเกินไป แล้วเข้าสู่ท่วงท่าขัดสมาธิ

    ลมปราณภายในร่างไหลเวียนปกติ แอ่งเก็บปราณของวิชาพฤกษาฟื้นคืนขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อยจากวันก่อน ยังเติมไม่เต็ม หากในอนาคตอันใกล้ต้องใช้อาจไม่ทัน เขาหยิบโอสถจากขวดข้างตัวมากลืนหนึ่งเม็ด กลิ่นสมุนไพรขมติดลิ้น แล้วกลับเข้าสู่สมาธิอีกครั้ง

    ปราณไหลตามเส้นชีพจรเข้าสู่ตันเถียน เส้นทางที่คุ้นเคยดุจทางเดินที่ย่ำซ้ำจนเป็นร่อง เขาส่งปราณออกจากตันเถียน ไหลขึ้นตามเส้นลมปราณสายหลัก ผ่านจุดที่เคยผ่านมาแล้วหลายร้อยครั้ง แล้วดันเข้าหาจุดที่พยายามจะทะลุผ่านมาสักพักแล้ว

    รวมลมปราณขั้นหก อีกเพียงนิดเดียว

    จุดนั้นบาง บางกว่าครั้งก่อนที่ลอง เหมือนประตูที่เคยหนักอึ้ง ตอนนี้เหลือแค่ชั้นกระดาษ ปราณสะสมอยู่หน้าประตูนั้น ดันเข้าไป ล้นออกมาเล็กน้อยแล้วก็ถูกดูดกลับ ดันอีกครั้ง ล้นออกมามากกว่าเดิมนิดหนึ่ง แล้วก็ถูกดูดกลับอีก

    ความร้อนสะสมอยู่ที่ตันเถียน เส้นเลือดที่คอตึงขึ้นชั่วขณะ เหงื่อซึมออกมาที่ขมับบางๆ ในห้องที่ไม่ได้ร้อน ชีพจรก้องอยู่ในหูเบาๆ ตามจังหวะที่ปราณอัดแน่นอยู่หน้าจุดนั้น

    ลึกลงไปกว่าตันเถียน ลึกกว่าที่ปราณปกติจะเอื้อมถึง ไฟก้อนเล็กสีดำอมแดงที่สงบนิ่งมาตั้งแต่จบการหลอมโอสถในสนามแข่งพลันสั่นขึ้นมาจางๆ มันรู้ว่าผนังกั้นกำลังจะแตก และมันก็อยากจะผ่านออกไปด้วย

    เสียง 'ฟุ่บ' เบาๆ ดังขึ้นครั้งเดียวในส่วนลึกของร่าง แล้วก็เงียบ

    เพลิงสวรรค์บรรพกาล ชื่อที่ยังไม่มีคำตอบ

    เขาปล่อยปราณถอยกลับเข้าตันเถียน ความร้อนค่อยๆ ระเหย ชีพจรช้าลง

    ยังขาดสิ่งกระตุ้นบางอย่างที่จับไม่ได้ ไม่ใช่ปราณที่ไม่พอ ไม่ใช่สมาธิที่ไม่ลึก อาจเป็นไฟก้อนนั้นเองที่เป็นกุญแจ เพียงแต่ยังไม่รู้วิธีใช้

    ไม่เร่ง ไม่รีบ รอให้ถึงเวลาของมัน

    ทันใดนั้น ในห้วงสมาธิอันเงียบสงัด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

    ตาข้างขวาเปิดขึ้นเพียงข้างเดียว จ้องไปที่ประตู มือแตะถุงผ้า หูวิเคราะห์เสียงฝีเท้าเบื้องหลังบานไม้ ลมหายใจแผ่วเบา ส่วนสูงสูงกว่าตนไม่มาก โครงสร้างร่างกายไม่หนัก

    เขาลดความระแวดระวังลง ลุกจากเตียงเดินไปเปิดประตู ร่างเบื้องหน้าคือหญิงสาวที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี

    หลินตงยืนกอดอก สีหน้าบึ้งตึง ไม่พูดจาอันใด นางเดินผ่านเข้ามาในห้องโดยไม่รอเชิญ ตรงไปนั่งลงที่โต๊ะกลาง แล้วเหวี่ยงแขนกลางอากาศ

    เพียงชั่วอึดใจ อาหารหลายจานถูกจัดวางเต็มโต๊ะออกมาจากแหวนมิติที่นิ้ว ควันลอยเป็นไอจาง กลิ่นเนื้อผัดกับกลิ่นไข่ทอดฟุ้งทั่วห้อง อาหารเพิ่งถูกปรุงสุกมาไม่นาน

    นางนั่งลง ไม่พูดสักคำ หยิบตะเกียบขึ้นมา ความเงียบนั้นหนักกว่าคำพูดใด

    เขาเดินไปนั่งตรงข้าม เลื่อนเก้าอี้เบาๆ ก่อนที่กายจะลง

    นางเริ่มกิน ตะเกียบคีบหมูผัดคะน้าทีละคำ ค่อยๆ เคี้ยว ไม่เงยหน้า ไม่มองมาทางนี้

    บรรยากาศเงียบเฉียบ

    ตะเกียบในมือเขางุ่มง่าม ยื่นจะไปคีบไข่เจียว ตะเกียบของนางฟาดลงบนตะเกียบที่ยื่นมา เสียง 'แก๊ก' ดังขึ้น

    เขาชะงัก ยื่นตะเกียบกลับมาไว้กับตัว นางยังก้มกิน ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง

    เหงื่อซึมที่หน้าผากเล็กน้อย เขามองนาง นางยังคงก้มกิน ส่วนตัวเองนั่งอยู่ตรงข้ามโดยไม่อาจร่วมวงอาหารเหล่านั้นได้

    สตรีน่ากลัวเช่นนี้เลยหรือ ความคิดนั้นดังขึ้นในใจ

    "เอ่อ... ท่านพี่ตง" คำพูดเก้ๆ กังๆ ตะกุกตะกัก

    "ว่าอย่างไร" นางตอบกลับ เสียงนิ่งเงียบ ตะเกียบไม่หยุด

    "พี่ตงเป็นอะไรหรือ"

    "ข้าไม่ได้เป็นอะไร"

    ตะเกียบยื่นไปคีบข้าวอีกครั้ง ถูกตีกลับเช่นเดิม นางเงยหน้าขึ้นจ้องมองตรงๆ แววตาที่จ้องมานิ่ง ไม่ได้โกรธอย่างคนเจ้าคิดเจ้าแค้น หากเป็นดวงตาที่นิ่งรอให้อีกฝ่ายสำนึกเอง

    หลินเย่วางตะเกียบลงข้างชาม ลูบหัวตัวเองสามที

    "พี่ตงเป็นอะไร หากพี่ตงไม่บอก ข้าเองย่อมไม่รู้"

    นางวางตะเกียบลงข้างชามเช่นกัน ช้าๆ ทุกอย่างนิ่ง บรรยากาศเช่นนี้น่ากลัวกว่าการปะทะกับจ้างเหอเมื่อช่วงเช้าเสียอีก

    "มีเรื่องใดบ้างที่เจ้าปกปิดข้าอีก"

    เขาสะอึกเล็กๆ มีอยู่ไม่กี่เรื่องที่จะทำให้นางเป็นเช่นนี้ได้ ปากยังนิ่ง ไม่ตอบกลับ

    ไร้ซึ่งทางหนีทีไล่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ทุกคราที่นางถามเรื่องเช่นนี้ คำตอบมักถูกบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่น ในใจลึกๆ เขาไม่ต้องการให้นางเป็นห่วงจนต้องเสี่ยงตัวเอง ครานี้ดูท่า หากไม่ยอมพูดอะไรออกไป นางคงไม่ลุกออกจากห้องเป็นแน่

    "ข้าจะเริ่มเช่นไรดี พี่ตงอยากฟังเรื่องไหนก่อน" มือถูศีรษะเบาๆ

    "แสดงว่าไม่ใช่เรื่องเดียว"

    น้ำเสียงของนางเรียบ ตะเกียบที่วางอยู่ข้างชามกลับสั่นเล็กน้อยตามนิ้วที่กดลงบนโต๊ะ

    เขาลุกจากเก้าอี้ มือแตะถุงผ้า ดึงยันต์แผ่นหนึ่งออกมา เดินตรงไปที่ประตู แปะยันต์ลงกลางบานไม้ แล้วชี้นิ้วไป

    "ปกปิด"

    แสงสีฟ้าวาบผ่านห้องทั้งห้อง ผนังทั้งสี่ด้าน เพดาน และพื้นเรืองแสงจางๆ ชั่วครู่ก่อนจะดับลง ยันต์ป้องกันเสียง เสียงจากภายในห้องจะไม่รอดออกไปให้ผู้ใดได้ยิน

    "ผ่านไปไม่นานเจ้าก็เรียนวิชายันต์มาได้โดยที่ข้าไม่รู้"

    เขาไม่ตอบ เดินกลับมานั่งที่เดิม สีหน้าของนางจริงจังขึ้น

    เป็นคราแรกที่เขาจะได้เล่าทุกอย่าง ครั้งนี้ไม่มีสิ่งใดต้องปกปิด

    เริ่มจากเรื่องหญ้าเซียนดอกแดง วันที่เก็บมันมาจากเขาหมอกเขียว วันที่มันซึมซับเข้าสู่ร่างกายจนไม่อาจแยกออก ลมปราณที่เริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันนั้น ระดับขั้นที่เพิ่มขึ้นเร็วผิดปกติ

    หลินตงวางมือลงบนโต๊ะ นิ้วกดลงเบาๆ นางสงสัยอยู่แล้ว สงสัยมาตั้งแต่เห็นว่าเหตุใดระดับขั้นของน้องชายจึงเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่ควรจะเป็น เพียงแต่ไม่เคยถามตรงๆ เพราะคำตอบอาจเป็นสิ่งที่นางไม่อยากได้ยิน ตอนนี้ได้ยินแล้ว นิ้วที่กดอยู่บนโต๊ะขาวซีดลงทีละข้อ

    เรื่องถัดมาคือกู่เหวย วันที่ถูกพาตัวไป วันที่ถูกใช้งานให้เฝ้าเตาหลอมโอสถ วันที่รู้ว่ากู่เหวยหมายปองร่างของเขาเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหลอมโอสถชาดก่อภพ และเวลาที่เหลืออยู่ก่อนที่มารเฒ่าผู้นั้นจะลงมือ

    สีหน้าของนางค่อยๆ แข็งทื่อขึ้นทีละนิด ไม่ขัด ไม่ถาม ไม่หยุดฟัง นางเคยสงสัยเช่นกันว่าเหตุใดหลินเย่จึงหลอมโอสถได้เก่งขึ้นในเวลาเพียงสองปี ตำราของกู่เหวยที่ถูกยัดเยียดให้เรียนนั้นเป็นเช่นเดียวกับโซ่ทองคำ งดงามหากล่ามเอาไว้

    เรื่องป่าหรงซิ่ว เรื่องกงหยางอวี้ การต่อสู้ที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด ถูกเล่าออกมาทีละเรื่องเหมือนถอดเกราะทิ้งทีละชิ้น

    เรื่องร้านเหวินซิน ตำราอักษรโลหิตเก้าดารา แม่นางอวิ๋นเสวี่ย สาเหตุที่ตระกูลมู่ไล่ตามจนเกิดระเบิดที่ซอยตลาดในวันนั้น

    หลินตงกำมือแน่นขึ้นเรื่อยๆ ข้อนิ้วขาวจนเห็นเส้นเอ็น

    และเรื่องสุดท้าย เพลิงสวรรค์บรรพกาล ไฟสีดำอมแดงที่ผุดขึ้นในตันเถียนโดยไม่รู้ที่มา ความจริงที่ยังตามหาอยู่

    เสียงพูดค่อยๆ เบาลงจนเหลือเพียงเสียงลมหายใจ

    เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เมื่อเรื่องราวทั้งหมดถูกปล่อยออกจากอกจนหมด ความหนักที่แบกมาตลอดหลายปีก็ถูกยกออกไป ไม่เคยรู้สึกโล่งเช่นนี้มาก่อน

    เบื้องหน้า สีหน้าของคนที่รับฟังเคร่งเครียดอย่างที่คิดไว้ นี่คือเหตุผลที่ปกปิดมาแต่แรก หากเขาต้องตาย นางเพียงเศร้ากับการจากไป หากรู้ทั้งหมด นางจะยื่นมือเข้ามาเสี่ยง และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือชีวิตของนางอาจถูกพรากไปด้วย นั่นคือสิ่งที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุด

    ห้องเงียบลง อาหารบนโต๊ะเย็นสนิทมานานแล้ว ไอควันที่เคยลอยหายไปจนหมด

    หลินตงนั่งนิ่งอยู่นาน นานจนแสงตะเกียงกะพริบสองครั้ง

    "เจ้าหนีไปกับข้าไหม"

    "หนีไปที่ใด"

    "หนีไปที่ไกลๆ นอกชายแดนสักที่ หรือนอกทวีปไปเลย"

    เสียงของนางลุกลี้ลุกลน ไม่เหมือนหลินตงที่เขารู้จัก นางที่เคยเย็นชากลับสั่นเสียงเพราะเรื่องของน้องชาย ไม่ใช่เรื่องแปลก คนที่เพิ่งฟังเรื่องเมื่อครู่จบ สติย่อมไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เมื่อรู้ว่าอีกเพียงไม่กี่ก้าว ความตายจ่ออยู่ตรงหน้า

    เขาคีบข้าวที่เย็นเฉียบขึ้นมากินทีละคำ ไม่ใช่ความไร้มารยาท เป็นเพียงท่าทีของคนที่ปล่อยวาง ยอมรับ และรับรู้เรื่องนี้มายาวนานจนชินชา ต่อให้หวาดกลัว เครียด เสียใจ ปัญหาเบื้องหน้าย่อมไม่คลี่คลายออกไปด้วยอารมณ์

    "นี่เจ้าไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ" น้ำเสียงของนางสูงขึ้น

    "กู่เหวย ปรมาจารย์โอสถจากสำนักไป๋ฮวา ผู้นั้นหมายจ้องจะเอาชีวิตเจ้า เช่นนั้นเจ้ายังจะใจเย็นเช่นนี้ได้อีกหรือ"

    ฝ่ามือของนางทุบลงบนโต๊ะ จานข้าวกระเด็น น้ำแกงหก ถ้วยข้าวเอียง

    เขาวางตะเกียบลง สายตาเย็นเฉียบกว่าเดิม

    "พี่ตงก็รู้ว่าคือกู่เหวย"

    นางนั่งลง เสียงพูดสั่นเล็กน้อย

    "ระดับก่อกำเนิด"

    คำสองคำนั้นหนัก เขาจำได้ ระดับขั้นของผู้ฝึกถูกแบ่งเป็นห้าระดับ รวมลมปราณ หลอมลมปราณ สร้างแก่นลมปราณ ก่อกำเนิด และระดับสุดท้ายที่ไม่เคยทราบชื่อ

    เพียงแค่ขั้นก่อกำเนิดก็ทำเอาหลินตงเสียงสั่น นางเองอยู่ขั้นหลอมลมปราณ ระยะห่างระหว่างสองขั้นนั้นไม่อาจเทียบเคียงได้ ราวกับร่างเล็กๆ ไปยืนเทียบกับภูเขาทั้งลูก

    นางเริ่มนั่งคิดอีกครั้ง ไม่มีหนทางใดที่จะหนีระดับก่อกำเนิดได้ อีกทั้งกู่เหวยให้เวลาหลินเย่มาถึงสองปี จะไม่มีอะไรคอยติดตามตัวและปล่อยให้ใช้ชีวิตได้สบายเช่นนี้เลยหรือ

    สีหน้าของนางหนักขึ้น แทบไร้ซึ่งหนทางออกสำหรับน้องชายเบื้องหน้า

    ความเงียบยาวนานจนได้ยินเสียงตะเกียงกินน้ำมัน ระหว่างที่นางนั่งคิด หลินเย่กวาดตาไปที่ถุงผ้าข้างกาย สำรวจสิ่งที่มีอยู่ในมือตอนนี้ เหมือนทุกครั้งก่อนจะตัดสินใจเรื่องใหญ่

    ยันต์ระเบิดชั้นดีเจ็ดใบ ใช้ไปหนึ่งใบกับจ้างเหอ ยันต์ป้องกันเสียงที่แปะอยู่บนประตูห้องนี้อีกหนึ่ง โอสถฟื้นฟูปราณเหลืออยู่ในขวดสี่เม็ด

    ทรัพยากรเพียงเท่านี้ ในสนามที่มีบุตรและธิดาศักดิ์สิทธิ์จากสิบตระกูล มียอดฝีมือจากสำนักที่อยู่เหนือสิบตระกูลขึ้นไปอีกชั้น คงไม่มากพอ

    เคยมีน้อยกว่านี้ และเคยรอดมาได้

    "ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีวิธีสักทีเดียว" หลินเย่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

    "หมากกระดานนี้ มีเพียงผู้เสมอกันจึงจะร่วมเดินได้"

    สีหน้าของนางจริงจังขึ้น

    "หากตามที่พี่ตงเคยกล่าวไว้ก่อนหน้า ผู้ที่เข้าร้อยอันดับแรกจะได้เข้าหอคัมภีร์จวื้อซิงเกอ ห้าสิบอันดับแรกจะถูกผู้อาวุโสของแต่ละสำนักดึงตัว และยอดฝีมือห้าอันดับแรก จะได้เป็นลูกศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักชื่อดังบนทวีปชิงหรง"

    ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นทีละนิด

    "หรือว่าเจ้าคิดที่จะ—"

    เขาพยักหน้ารับในสิ่งที่นางคิด

    "ข้าต้องการที่จะติดห้าอันดับแรกของงานแข่งขันชุมนุมมังกรน้อย"

    ห้องเงียบสนิท แสงตะเกียงกะพริบวูบหนึ่ง เงาของทั้งสองบนผนังสั่นไหวแล้วกลับมานิ่ง

    หลินตงจ้องมองหน้าน้องชาย ริมฝีปากของนางขยับเล็กน้อยราวจะพูด ไม่มีเสียงออกมา มือทั้งสองข้างที่วางอยู่บนโต๊ะกำแน่นจนข้อนิ้วขาว

    ตะเกียบที่เคยตีมือ อาหารที่เคยเย็นชืด น้ำแกงที่หกเปรอะโต๊ะ ทุกอย่างในห้องหยุดนิ่ง

    นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาเบิกโพลน ไม่ใช่ดวงตาของคนตกใจ หากเป็นดวงตาของคนที่เพิ่งเห็นแสงไฟเล็กๆ กลางความมืดที่คิดว่าไม่มีทางออก

    คล้ายกับเรื่องเพลิงอสูรกลืนสวรรค์ ที่คุณอ่าน