จารึกที่ 496 : ดอกบัวโลหะคืนสนอง : ค่ายกลผนึกดาราบีบคั้น
ความมืดมิด ณ ก้นบึ้งของดาววารีกลืนแสง กลับคืนสู่ความสงบเงียบอีกครั้ง เมื่อร่างของแม่ทัพวารีศักดิ์สิทธิ์สลายกลายเป็นเพียงหยดน้ำที่หลอมรวมเข้ากับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ค่ายกลดอกบัวโลหะที่เคยหมุนวนเพื่อสูบกลืนปราณวิญญาณ บัดนี้หยุดนิ่งสนิท ไร้ซึ่งแสงสีเงินที่เคยพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า
อาเจียลดพู่กันนิรันดร์ปฐมกาลลง นัยน์ตาสูญตาทอดมองกลีบบัวโลหะขนาดยักษ์แต่ละกลีบ ที่สลักเสลาด้วยลวดลายกฎเกณฑ์แห่งการพิพากษา กลิ่นอายของมันแข็งแกร่งและทนทานต่อแรงดันของน้ำแห่งความว่างเปล่าได้อย่างน่าอัศจรรย์
"ช่างเป็นวัสดุที่ยอดเยี่ยม ทว่าถูกนำมาใช้ในทางที่ผิดแผก" อาเจียรำพึงเสียงแผ่วเบา "โลหะดาราจักรเหล่านี้ สมควรถูกใช้เพื่อปกป้อง มิใช่เพื่อสูบกิน"
"เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกับก้อนเหล็กยักษ์นี่หรือ อาเจีย?" เฟิงอวี้หรานว่ายฝ่ากระแสน้ำเข้ามาใกล้ เปลวเพลิงสีทองรอบกายของเขาช่วยขับไล่ความมืดมิดออกไปได้เพียงชั่วระยะแขนเอื้อม
"วิหารศักดิ์สิทธิ์ใช้มันเพื่อรวบรวมและบีบอัดปราณ... เราก็จะใช้มันในหน้าที่เดียวกัน ทว่าเปลี่ยนเป้าหมาย" อาเจียหันไปทางมหานาวาดาราจักรที่จอดนิ่งอยู่ไม่ไกล "ปิงอวิ๋น เจ้าถุงเงิน... ลงมาหาข้า"
เย่วปิงอวิ๋นและราชันมารมิติในร่างบุรุษร่างท้วม ทะยานลงมาจากดาดฟ้าเรืออย่างรวดเร็ว
"ท่านผู้นำ มีบัญชาใดขอรับ" เจ้าถุงเงินประสานมือคารวะ
"ถุงเงิน... เจ้าจงกางใยมิติของเจ้าออก ครอบคลุมดอกบัวโลหะนี้เอาไว้" อาเจียชี้ปลายพู่กันไปยังค่ายกลยักษ์ "ข้าจะใช้วิถีคลี่คลาย ปลดพันธนาการกฎเกณฑ์ที่ยึดติดมันไว้กับแกนดาว จากนั้น เจ้าจงดึงมันเข้าไปไว้ในมิติเก็บของของเจ้า... ส่วนน้ำแห่งความว่างเปล่าเหล่านี้..."
ชายหนุ่มวาดมือเป็นวงกลม ชี้ไปยังมหาสมุทรที่มืดมิดรอบด้าน "พวกมันคือวัตถุดิบชั้นเลิศในการพรางตัว จงสูบกลืนพวกมันเข้าไปให้มากที่สุดเท่าที่มิติของเจ้าจะรับไหว เราจะนำมันไปสร้างเป็น 'ม่านวารีลบสัมผัส' ห่อหุ้มมหานาวาไว้อีกชั้นหนึ่ง"
"ฮี่ฮี่ฮี่! เรื่องสูบกลืนสมบัติเข้าพกเข้าห่อ ปล่อยเป็นหน้าที่ของข้าน้อยเถิดขอรับ!" เจ้าถุงเงินหัวเราะร่วน ร่างท้วมๆ ของเขาสั่นกระเพื่อม ก่อนจะอ้าปากกว้าง ปล่อย 'ใยมิติ' สีเงินยวงออกมาพันรอบดอกบัวโลหะประดุจรังแมงมุม
อาเจียไม่รอช้า เขาสะบัดพู่กันนิรันดร์ปฐมกาล ขีดเขียนอักขระ 'ตัด' (断) และ 'ลอย' (浮) ผสานกับเจตจำนงแห่งการลบล้างของ 'อู๋' ส่งเข้าไปที่รากฐานของดอกบัวโลหะ!
เสียงโลหะลั่นกึกก้องดังกังวานไปทั่วมหาสมุทรใต้น้ำ กฎเกณฑ์ที่ตรึงค่ายกลไว้กับแกนดาวถูกลบล้างจนหมดสิ้น ดอกบัวโลหะขนาดยักษ์หลุดลอยขึ้นจากพื้น เจ้าถุงเงินรีบหดใยมิติ ดึงวัตถุมหึมานั้นหายวับเข้าไปในช่องว่างมิติของตนอย่างหมดจด จากนั้น ราชันมารมิติก็เริ่มอ้าปากสูบกลืนมวลน้ำแห่งความว่างเปล่าเข้าไปประดุจพายุหมุน
"ปิงอวิ๋น... เมื่อเรากลับขึ้นเรือ ข้าต้องการให้เจ้าหลอมรวมดอกบัวโลหะนั้น เข้ากับแกนกลางของเจ้าสัว" อาเจียหันไปสั่งปรมาจารย์ค่ายกลสาว "ใช้มันเป็นเตาหลอมปราณวิญญาณ เพื่อรองรับพลังจากหัวใจพฤกษาบรรพกาล... เมื่อกระดูกมังกร หัวใจพฤกษา และดอกบัวโลหะทำงานร่วมกัน มหานาวาของเรา จะกลายเป็นป้อมปราการที่ไม่มีผู้ใดเจาะทะลวงได้"
เย่วปิงอวิ๋นดวงตาเป็นประกาย "ข้าเข้าใจแล้ว อาเจีย! การผสานธาตุทั้งสาม จะทำให้ค่ายกลดาราบนเรือ ยกระดับขึ้นไปเทียบเท่ากับดาวเคราะห์หลักดวงหนึ่งเลยทีเดียว!"
การเก็บเกี่ยวทรัพยากรดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเจ้าถุงเงินสูบน้ำแห่งความว่างเปล่าจนมิติภายในของเขาตึงแน่น คณะของราชันหมื่นอักขระก็ทะยานร่างกลับขึ้นสู่มหานาวาดาราจักร เจ้าสัวบังคับเรือพุ่งทะยานขึ้นจากก้นบึ้งของดาววารีกลืนแสง ทะลวงผ่านชั้นบรรยากาศกลับสู่ห้วงอวกาศที่สว่างไสวอีกครั้ง
ทว่า... ความเงียบสงบหลังพายุ มักจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะที่ใหญ่กว่า
...
ณ ห้วงลึกของจักรวาลชั้นใน บนยอดเขากระบี่อันศักดิ์สิทธิ์
ชายชราในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ผู้เป็น 'บรรพชน' แห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์ ที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ พลันกระอักเลือดสีเงินออกมาคำโต เลือดนั้นร่วงหล่นลงบนผลึกหิมะ เกิดเสียงฉ่าและระเหยกลายเป็นไอควัน
"ท่านบรรพชน!" นักบวชระดับสูงหลายสิบคนที่คุกเข่าอยู่รอบลานพิธีการ ตื่นตระหนกจนหน้าซีดเผือด
"สายใยที่แปดสิบ... ขาดสะบั้นแล้ว" ชายชราเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสีเงินของเขาทอประกายความโกรธเกรี้ยวที่ลึกล้ำประดุจก้นเหว "ดาววารีกลืนแสง ปราการด่านใต้ของพวกเรา ถูกถอดถอนอำนาจ... แม่ทัพวารีดับสูญ... ค่ายกลดอกบัวโลหะถูกแย่งชิง!"
เสียงกระซิบด้วยความหวาดผวาดังเซ็งแซ่ไปทั่วลานพิธีการ ไม่มีใครคาดคิดว่า สำนักหมื่นอักขระที่พวกเขามองว่าเป็นเพียงเศษเดนจากอดีต จะสามารถตีปราการที่แข็งแกร่งที่สุดแตกได้ภายในเวลาอันสั้น
"กองกำลังกวาดล้างดาราเล่าขอรับ? ท่านแม่ทัพศักดิ์สิทธิ์..." นักบวชผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเทา
"มันรอดชีวิตกลับมา ทว่าวิญญาณของมันถูกตีตราด้วย 'ความหวาดกลัว' จนเสียสติไปแล้ว" บรรพชนเค้นเสียงลอดไรฟัน "ศัตรูของเรา มิใช่ผู้ที่ใช้กำลังเข้าแลก... ทว่ามันเข้าใจกฎเกณฑ์ของจักรวาล ลึกซึ้งยิ่งกว่าพวกเรา! มันจงใจปล่อยแม่ทัพศักดิ์สิทธิ์กลับมา เพื่อแพร่กระจายความหวาดกลัวให้กัดกินรากฐานความเชื่อมั่นของวิหารเรา!"
ชายชราลุกขึ้นยืน พายุหิมะรอบกายที่เคยสงบ พลันหมุนวนอย่างบ้าคลั่งตามแรงโทสะ รัศมีแห่งผู้กุมกฎเกณฑ์จักรวาลระเบิดออก กดทับจนนักบวชทุกคนต้องหมอบกราบแนบพื้น
"การส่งยอดฝีมือไปทีละคน คือการเดินตามหมากที่มันวางไว้!" บรรพชนประกาศกร้าว "พวกมันคิดว่า การหลบซ่อนอยู่ในความว่างเปล่า จะทำให้รอดพ้นจากสัจธรรมแห่งการพิพากษาไปได้งั้นหรือ... วันนี้ ข้าจะแสดงให้พวกมันเห็น ว่าเมื่อท้องฟ้าถล่มลงมา ความว่างเปล่าใดๆ ก็ไม่อาจเป็นเกราะกำบังได้!"
บรรพชนยกแขนทั้งสองข้างขึ้นสู่ฟากฟ้า ปากพึมพำบทสวดที่เก่าแก่และเต็มไปด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ
"ด้วยนามแห่งผู้ค้ำยันสัจธรรม... ข้าขอเบิกกฎเกณฑ์แห่งหมื่นดารา! ค่ายกลผนึกดารา... จงทำงาน!"
ครืนนนนน!
เสียงคำรามของจักรวาลดังสะท้านไปถึงสุดขอบหมื่นภพ! บนท้องฟ้าเหนือยอดเขากระบี่ แสงดาวนับพันดวงที่เคยส่องสว่างอย่างอิสระ พลันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน! พวกมันถูก 'บีบบังคับ' ด้วยกฎเกณฑ์ที่เหนือกว่า ให้โคจรออกจากเส้นทางเดิม มุ่งตรงไปยังพิกัดที่มหานาวาดาราจักรเพิ่งหลบหนีออกมา!
...
กลับมาที่มหานาวาดาราจักร
เรือรบเกราะมังกรพฤกษา กำลังแล่นฝ่าความมืดมิดของอวกาศอย่างเงียบเชียบ ม่านวารีลบสัมผัสที่สร้างจากน้ำแห่งความว่างเปล่า ทำหน้าที่ปกปิดกลิ่นอายของเรือได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้แต่อุกกาบาตที่ลอยผ่านก็ยังไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา
ทว่า องค์หญิงน้อยที่หลับตาพักผ่อนอยู่บนด้ามพู่กัน พลันเบิกตากว้าง ร่างโปร่งแสงของนางพุ่งพรวดขึ้นไปบนอากาศธาตุ ชี้มือไปยังความมืดมิดเบื้องบน
"เจ้านาย! แย่แล้วเจ้าค่ะ!" นางกรีดร้องเสียงหลง "กฎเกณฑ์ของจักรวาลกำลังถูกบิดเบือน! ดวงดาวนับพันดวงในเขตพื้นที่นี้ กำลังเคลื่อนที่เข้าหากัน... พวกมันกำลังจะ 'บีบอัด' มิติที่เราอยู่ ให้กลายเป็นจุดจบอันเป็นศูนย์!"
อาเจียเงยหน้าขึ้นมอง นัยน์ตาสูญตาทะลวงผ่านม่านวารีลบสัมผัส สิ่งที่เขาเห็นมิใช่กองเรือรบ หรือยอดฝีมือระดับสูง ทว่ามันคือ 'ดวงดาว' ขนาดยักษ์นับพันดวง ที่เปล่งแสงสีแดงฉาน เคลื่อนที่เข้ามาล้อมรอบพวกเขาจากทุกทิศทุกทาง!
ระยะห่างระหว่างดวงดาวกำลังหดสั้นลงอย่างรวดเร็ว แรงโน้มถ่วงมหาศาลที่เกิดจากการทับซ้อนของดวงดาวนับพัน เริ่มบดขยี้มิติรอบด้านจนเกิดรอยร้าวประดุจกระจกแตก!
"นี่มัน... ค่ายกลผนึกดารา!" ม่ออิงหน้าซีดเผือด แม้ดวงตาจะมืดบอด ทว่าเขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่บีบคั้นวิญญาณ "บรรพชนวิหารศักดิ์สิทธิ์ ยอมฝืนกฎเกณฑ์สวรรค์ เคลื่อนย้ายดวงดาวเพื่อบดขยี้เรา! หากดวงดาวเหล่านี้เคลื่อนมาบรรจบกัน มิติในรัศมีล้านลี้จะถูกบีบอัดจนสูญสลาย... ไม่มีสิ่งใดรอดชีวิตได้!"
"ตาเฒ่านั่นมันบ้าไปแล้ว!" เฟิงอวี้หรานตะโกนแข่งกับเสียงลั่นของมิติ "การบังคับดวงดาวเช่นนี้ จะทำให้สรรพชีวิตบนดาวเหล่านั้นต้องพินาศไปด้วย! มันไม่สนใจชีวิตผู้บริสุทธิ์เลยหรือ!"
"สัจธรรมของพวกมัน คือการผูกขาด หากต้องทำลายโลกทั้งใบเพื่อฆ่าหนูตัวเดียว พวกมันก็ยินดีทำ" ฉินมู่หลางกำกระบี่แน่น ทว่าวิถีกระบี่ของเขา ไม่อาจฟันดวงดาวนับพันดวงให้ขาดพร้อมกันได้
แรงบีบอัดเพิ่มสูงขึ้นจนมหานาวาดาราจักรเริ่มสั่นโคลง เถาวัลย์พฤกษาเซียนพยายามเยียวยารอยร้าวบนเกราะมังกรอย่างสุดความสามารถ ทว่าแรงโน้มถ่วงระดับจักรวาลนั้น เหนือล้ำกว่าการโจมตีใดๆ ที่พวกเขาเคยพานพบ
อาเจียยังคงยืนสงบนิ่งอยู่ที่หัวเรือ ท่ามกลางความตื่นตระหนกของมิตรสหาย ชายหนุ่มมิได้มีแววตาของความหวาดกลัว ทว่ากลับมีประกายแห่งความท้าทาย ที่ลึกล้ำและเยือกเย็น
"เมื่อท้องฟ้าบีบคั้นให้เราไร้ทางเดิน..." อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าก้องกังวานเหนือเสียงลั่นของมิติ "เราก็เพียงแต่... ต้องสร้างฟ้าดินผืนใหม่ ขึ้นมาทดแทน"
ชายหนุ่มตวัดมือขวา พู่กันนิรันดร์ปฐมกาลเปล่งประกายสีเทาและดำ ผสมผสานกันจนกลายเป็นแสงสว่างที่แปลกประหลาดที่สุดในจักรวาล!
"อี้หราน มู่หลาง ซิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น หลิงเออร์... ถ่ายทอดวิถีเต๋าของพวกเจ้าทั้งหมด ลงมาที่พู่กันของข้า!" อาเจียสั่งการเด็ดขาด "ท่านอาจารย์ม่ออิง... เตรียมวิถีจำแลงของท่านให้พร้อม! เราจะหลอกลวงดวงดาวนับพันเหล่านี้ ให้พุ่งไปบดขยี้ 'ความว่างเปล่า' แทน!"
มิตรสหายไม่มีผู้ใดลังเล ทุกคนปลดปล่อยจักรวาลภายในของตนเองจนถึงขีดสุด! เพลิงอัคคีบรรพกาล เจตจำนงกระบี่ ปราณพฤกษาเซียน ค่ายกลดารา และเนตรหยั่งรู้ ทั้งหมดถูกชักนำเข้าสู่อักขระปฐมภูมิในร่างของอาเจีย!
"เมื่อวิหารศักดิ์สิทธิ์ ใช้ดวงดาวเป็นหมากบดขยี้เรา... ข้าก็จะใช้ความว่างเปล่า กลืนกินกระดานหมากของพวกมันให้สิ้นซาก!"
อาเจียตวัดพู่กันที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังของหมื่นวิถี ขีดเขียนอักขระลงบนอากาศธาตุที่กำลังแตกสลาย การต่อต้านกฎเกณฑ์ระดับจักรวาล ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ! ราชันหมื่นอักขระ จะใช้ปัญญาและวิถีเต๋า พลิกวิกฤตนี้ให้กลายเป็นหายนะของศัตรูได้อย่างไร!