ครั้นเห็นญาติผู้น้องของตนซื้อที่ดินเป็นของตนเองผืนแรกหลายหมู่ไป๋ฉิงเหวินจึงประกาศต่อหน้าเหลียงเจินซินว่าเขาเองก็จะเก็บเงินซื้อที่ดินเช่นกัน
“แต่ว่าข้าเก็บเงินแล้วกลัวจะหายฝากเจ้าเก็บรักษาได้หรือไม่?”
“ได้!ข้าจะทำบัญชีให้เจ้าอย่างละเอียดจะได้จดจำง่าย”
“ข้าจะมุ่งมั่นทำคดีให้มากขึ้นเจ้าไหวหรือไม่?”
เหลียงเจินซินหัวเราะร่วนส่วนใหญ่มักจะเป็นนางที่ออกสืบคดี ส่วน ไป๋ฉิงเหวินทำหน้าที่เลือกคดีและไปสืบข้อมูลเบื้องต้นจากสำนักกองปราบมาให้ละเอียดเพื่อจะได้มีเบาะแสที่แน่ชัด“ข้าไหวอยู่แล้ว ขอให้มีค่าจ้างข้าย่อมทำเต็มที่ทั้งนั้น”
ไม่นานนักคุณชายถานบุตรชายคนรองของคหบดีอันดับหนึ่งของแคว้นจินก็เดินเข้ามาครั้นมองเห็นมือปราบไป๋กับคุณชายน้อยเหลียงก็ยิ้มกว้างคราวก่อนเพิ่งได้ทำความรู้จักกันเพราะไป๋ฉิงเหวินมาขอคำแนะนำเรื่องการค้ากับเขาอย่างนอบน้อม
คุณชายถานเป็นบุรุษที่ชื่นชอบบุรุษรูปร่างหน้าตาสะโอดสะองหรือจะว่าไปเขาก็เป็นชายที่นิยมตัดแขนเสื้อผู้หนึ่งมีบ่าวรับใช้ชายหน้าตาดีอยู่ในคฤหาสน์หลายคน บิดามารดาล้วนตามใจจึงมิได้ห้ามปรามได้แต่ขอร้องให้เขาแต่งงานเพื่อมีบุตรสืบสกุลให้สักคนสองคน
“มือปราบไป๋ครั้งก่อนข้ายังไม่ได้อธิบายเรื่องราคาที่ดินชานเมืองให้เจ้าฟังเลย”ถานมู่เจ๋อรี่เข้ามายังโต๊ะของไป๋ฉิงเหวินแต่พอเห็นบุรุษหน้าแฉล้มที่นั่งอยู่กับ ไป๋ฉิงเหวินก็ถึงกับตาค้าง “ผู้นี้คือ?”
ไป๋ฉิงเหวินเห็นสายตาสนอกสนใจในตัวญาติผู้น้องก็รีบแนะนำ“นี่เป็นญาติ ผู้น้องของข้าเองเหลียงเจินซิน”
“อ้อ! คุณชายเหลียงข้าชื่อถานมู่เจ๋อที่บ้านข้าทำการค้า ท่านคงพอจะได้ยินอยู่บ้าง?”
เหลียงเจินซินอมยิ้ม“ผู้ใดจะไม่เคยได้ยินนามของคุณชายถานเจ้าของที่ดินถนนสุขสันต์ย่านเศรษฐกิจหลักของเมืองจินบ้าง?เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รู้จักกับท่าน”
“ท่านเทิ่นอะไรกัน?เจ้าเป็นญาติผู้น้องของมือปราบไป๋ ถือว่าเป็นสหายผู้หนึ่งของข้าเช่นกันอย่าได้เกรงใจ”คุณชายถานถือวิสาสะเดินเข้าไปนั่งข้างเหลียงเจินซินจนนางรู้สึกตะหงิดๆกับอาการแปลกของบุรุษตรงหน้า
ท่านอ๋องใหญ่ที่รู้ภูมิหลังของถานมู่เจ๋อเห็นเช่นนั้นก็เผลอลุกพรวดด้วยความร้อนใจ“ซ่งจิงเทียน เจ้าไปเชิญคุณชายน้อยกับไป๋ฉิงเหวินมาหาข้าเดี๋ยวนี้”
“พะยะค่ะ”ซ่งจิงเทียนชะโงกหน้าลงไปดูเห็นถานมู่เจ๋อกุลีกุจอสั่งอาหารมาเอาใจคุณชายน้อยเหลียงก็ขมวดคิ้วจะว่าไปรูปร่างหน้าตาอย่างซินเอ๋อร์ยามแต่งกายเป็นบุรุษก็น่ารักมิใช่น้อยไม่แปลกที่คุณชายถานผู้นิยมบุรุษจะเกิดต้องตาต้องใจในตัวนางทำเอาท่านอ๋องนั่งไม่ติด
บุรุษทั้งสามทำหน้าแปลกใจเมื่อเห็นองครักษ์ซ่งปรากฏอยู่ต่อหน้าซ้ำยังเชิญพวกเขาให้ขึ้นไปเข้าเฝ้าท่านอ๋องใหญ่ที่ข้างบนภัตตาคารอีกเหลียงเจินซินสบตาญาติ ผู้พี่ด้วยความหนักใจ ในขณะที่ถานมู่เจ๋อหน้าเจื่อนไม่กล้าขัดคำสั่งท่านอ๋องใหญ่ ผู้เด็ดขาดคนนั้น
“เชิญเถิดคุณชายน้อยอย่าให้ท่านอ๋องรอนานจะเป็นการเสียมารยาท”
เหลียงเจินซินพยักหน้ารับองครักษ์ซ่งดูท่าคงจะจำนางไม่ได้ นางดึงให้ ไป๋ฉิงเหวินเดินนำหน้าส่วนตนเองใจเต้นตึกตักตามไปข้างหลัง
ร่างสูงใหญ่ที่จิบน้ำชารอปรายตาขึ้นมองร่างบางที่ซ่อนอยู่ท้ายสุดแว่บหนึ่งก่อนผงกศีรษะรับการคารวะจากคนทั้งสอง
“พวกเจ้าสองคนนั่งก่อนสิเปิ่นหวางเชิญพวกเจ้ามาเพราะมีเรื่องจะปรึกษา?”
ไป๋ฉิงเหวินเผลอขมวดคิ้วคนอย่างท่านอ๋องใหญ่มีสิ่งใดต้องปรึกษาเขา? ควรจะบอกว่าสั่งงานถึงจะถูก?
“มือปราบไป๋ได้ยินว่าเจ้าปิดไปได้หลายคดีแล้ว ฝีมือของเจ้านับว่าไม่เลวเลยทีเดียวเจ้าทำเพียงผู้เดียวหรือ?”
สีหน้าของมือปราบไป๋ดูกระอักกระอ่วนเขาไม่คาดคิดว่าท่านอ๋องจะจี้ถามเรื่องผู้ช่วยในการปิดคดีของเขา “เรียนท่านอ๋อง กระหม่อมมีผู้ช่วยพะยะค่ะ”
ท่านอ๋องทรงยิ้มน้อยๆก่อนปรายตามองหนุ่มน้อยที่ก้มหน้างุดอยู่ไม่ไกลนัก
“คงจะเป็นคุณชายน้อยเหลียงสินะ”
เหลียงเจินซินสะดุ้งมาถึงตอนนี้จะปฏิเสธก็อาจจะทำให้เขาโมโหนางยังไม่ยอมเงยหน้าแต่ยกมือขึ้นประสานกันเอ่ยตอบเบาๆ “พะยะค่ะ”
“ช่วงนี้มีหลายคดีที่เปิ่นหวางต้องการผู้ช่วยเพิ่มเพียงแต่ต้องไปพักอยู่ในวังหลวงเพราะมีเอกสารหลายอย่างต้องช่วยตรวจสอบ”
หนุ่มน้อยหน้าแฉล้มทั้งสองสะดุ้งพร้อมกันท่านอ๋องใหญ่แสร้งทำทีไม่เห็นอากัปกิริยานั้น ยังคงพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ค่าจ้างรายเดือนก็หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง”
ได้ยินประโยคนั้นทั้งสองพลันหูผึ่งตาเบิกโตขึ้นพร้อมกัน “ร้อยห้าสิบตำลึง”
“ใช่! พวกเจ้าฟังไม่ผิดหรอก เบี้ยหวัดเปิ่นหวางให้เดือนละหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงเพียงแต่ต้องติดตามเปิ่นหวางอยู่ตลอดเวลาก็เลยต้องคัดเลือกผู้ที่มีความเหมาะสมสักหน่อย”
ไป๋ฉิงเหวินกลืนน้ำลายลงคอเบี้ยหวัดเขายามนี้ต่อให้ได้เพิ่มขึ้นก็ยังอยู่ที่เดือนละยี่สิบตำลึงหากขยันปิดคดีที่มีเงินพิเศษก็ได้อีกเดือนละสามสิบถึงห้าสิบตำลึง แค่คอยติดตามท่านอ๋องอยากใกล้ชิดได้ถึงเดือนละร้อยห้าสิบตำลึงนี่มันมากกว่ารายได้ที่เขาทำอยู่ถึงเท่าตัว....นี่มันช่างยั่วใจเกินไปแล้ว!
เหลียงเจินซินได้ยินท่านอ๋องยืนยันเช่นนั้นนางก็แทบหูตาลายรายได้เดือนละหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงมากกว่าเบี้ยหวัดพี่ชายตุลาการผู้เก่งกาจของนางอีก
“ขะ ข้า!” นางเผลอร้องออกไปโดยไม่รู้ตัวค่าจ้างจำนวนนี้ช่างเย้ายวนใจคนชอบหาเงินอย่างนางเหลือเกิน
“เจ้าสนใจอยากทำหรือ?”
เหลียงเจินซินนึกถึงได้แต่มือของนางกลับยกขึ้นไปแล้วดวงตากลมโตกระพริบถี่ๆ ไป๋ฉิงเหวินเอื้อมมือมาตบหลังนางเบาๆคุณชายน้อยจึงรีบเงยหน้าขึ้นกราบทูล“กระหม่อมหมายถึงมือปราบไป๋มีความเหมาะสมพะยะค่ะ”
“อ้อ....ข้านึกว่าเจ้าอยากสมัครเสียอีกขอบใจที่นำเสนอนะ ต้องถาม มือปราบไป๋เสียก่อนว่าอยากจะทำหรือไม่?”
คุณชายน้อยเหลียงรู้สึกเหมือนจะเห็นท่านอ๋องใหญ่แอบยกยิ้มมุมปาก
‘เกือบไปแล้ว! หากเขาตีขลุมว่าข้าอยากทำล่ะก็ เห็นทีคงหนีไม่พ้น’
“ว่าอย่างไรเล่ามือปราบไป๋?งานนี้เจ้าสนใจจะรับหรือเปล่า?แต่งานหนักหน่อยนะเพราะต้องสืบคดีที่เปิ่นหวางต้องการปิดเท่านั้น”
“กระหม่อมขอเวลาไตร่ตรองก่อนพะยะค่ะ เกรงจะทำให้ท่านอ๋องทรงผิดหวัง”ไป๋ฉิงเหวินนึกสรรเสริญความเฉลียวฉลาดของตนเองที่หาวิธีถ่วงเวลาออกไปได้แม้จะอยากตอบรับในทันทีก็ตาม ทว่าการมาทำงานกับท่านอ๋องใหญ่ต้องคิดให้รอบคอบหากทำมิได้อย่างที่ท่านอ๋องต้องการเขาจะไม่ถูกสั่งโบยจนตายหรอกหรือ?
สองพี่น้องเดินซุบซิบปรึกษากันกลับมายังโต๊ะอาหารที่ถานมู่เจ๋อยังคงนั่งรออยู่ชายหนุ่มมองดูเหลียงเจินซินด้วยความหลงใหล ‘ไม่คิดเลยว่าจะมีบุรุษรูปงามถูกใจข้าถึงเพียงนี้ หามาทั่วเมืองหลวงกลับไม่มีผู้ใดดูงดงามอ้อนแอ้นน่าทนุถนอมเหมือนคุณชายน้อยเหลียง’
สายตาของถานมู่เจ๋อทอประกายประหลาดจนเหลียงเจินซินและไป๋ฉิงเหวินรู้สึกได้แต่ทั้งสองก็มิได้ทักท้วงสิ่งใดในเมื่อคุณชายถานยินดีจะเลี้ยงพวกเขาสองพี่น้องก็เพียงตอบสนองก็พอแล้วหลังจากกินจนอิ่มหนำสำราญสองพี่น้องก็กลับไปถกปัญหาเรื่องนี้กันที่คฤหาสน์เพราะไม่ต้องการให้ถานมู่เจ๋อรู้ด้วย
“ข้อเสนอของท่านอ๋องใหญ่น่าสนใจจริงๆเจ้าคิดดูสิว่าจากเบี้ยหวัดยี่สิบตำลึงของข้ากลายเป็นหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงในทันที....หากเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ท่านพ่อฟังท่านพ่อของข้าคงจะตาค้างเป็นแน่” ไป๋ฉิงเหวินนึกอยากจะโอ้อวดความสำเร็จเป็นกำลังทั้งได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นหลายเท่าและได้รับใช้ใกล้ชิดองค์รัชทายาทขุนนางผู้ใดเล่าจะมิปรารถนา
“หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง....หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง”เหลียงเจินซินนั่งท่องอยู่เช่นนั้น นางเองไม่มีเบี้ยหวัดอย่างเสี่ยวเหวินแต่หากหาได้เดือนละหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงไม่กี่เดือนนางก็จะมีที่นาอีกหลายสิบหมู่ช่างน่าสนใจยิ่งนัก....ท่านอ๋องเองก็ไม่มีทีท่าว่าจะจำนางได้สักนิดหรือว่าอันที่จริงท่านอ๋องมิได้สนใจสาวใช้ที่หายไปนัก...คิดถึงตรงนี้หัวใจของนางก็คล้ายจะปวดแปลบ
‘ก็แค่สาวใช้คนหนึ่งท่านอ๋องคงมิได้สนใจซินเอ๋อร์มากมาย ขอเพียงนางมิได้ก่อคดีลักทรัพย์หรือฆ่าผู้ใดท่านอ๋องคงลืมไปแล้วกระมัง?’
*********************

