ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 350 : นามที่ไร้การจดจำ

จารึกที่ 350 : นามที่ไร้การจดจำ : บัญญัติเต๋าไร้รูปย้อนศรราชโองการดับสูญ


เหนือห้วงมิติอันเวิ้งว้างของสุสานแห่งเผ่าเซียนโบราณ 远古仙族之地 (หย่วนกู่เซียนจู๋จือตี้) ป้อมปราการหมื่นอักขระ 万符宗 (วั่นฝูจง) ขนาดยักษ์ยังคงลอยตัวอย่างสงบนิ่ง วงแหวนดาราที่ประกอบขึ้นจากเกาะศิลาดำทมิฬนับร้อยเกาะโคจรล้อมรอบแผ่นดินหลักอย่างเป็นจังหวะเชื่องช้าทว่าหนักแน่น บนเกาะเหล่านั้น หุ่นกลศิลา 石傀儡 (สือขุยเหล่ย) ระดับบรรพกาลนับแสนตัวยืนตระหง่านดุจปราการเหล็กกล้า ศัสตราประกอบ และ ชิ้นส่วนพยนต์ ที่เคยหลับใหลบัดนี้เต้นระริกด้วยพลังงานที่ถูกดูดซับจากมิติอันว่างเปล่า


ณ ใจกลางลานกว้างหน้าตำหนักประธาน อาเจียยืนเอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองความสมบูรณ์แบบของ กลวิธานฟ้า 机关天 (จีกวนเทียน) ที่เพิ่งได้รับการจัดระเบียบใหม่ ดวงตาอันลึกล้ำของเขาสงบนิ่งประดุจผิวน้ำในบ่อลึก สมอแห่งเต๋า 道锚 (เต้าเหมา) ภายในห้วงวิญญาณกำลังหลอมรวมเข้ากับสัจธรรมแห่งปฐพีที่ช่วงชิงมาอย่างช้าๆ รอยร้าวบนแก่นวิญญาณเริ่มประสานตัวแน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม


"โครงสร้างของหุ่นพยนต์บรรพกาลช่างลึกล้ำนัก..." อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเจือด้วยความชื่นชม "พวกมันมิได้พึ่งพาพลังปราณฟ้าดินโดยตรง ทว่าใช้ บัญชาอักขระ 符令 (ฝูลิ่ง) สลักลงบนแกนกลางเพื่อสร้างแรงดึงดูดระดับจุลภาค กลืนกินทุกสรรพสิ่งมาเป็นเชื้อเพลิง หากข้าสามารถถอดรหัสสมการนี้และผสานเข้ากับอักขระสูญตาได้ กองทัพนี้จะไร้เทียมทาน"


มู่เฉินในร่างเนื้ออักขระบรรพกาล 远古符肉身 (หย่วนกู่ฝูร่วเซิน) ก้าวเดินมาหยุดยืนเคียงข้างศิษย์รัก ปรมาจารย์เฒ่าลูบเครายาว แววตาทอประกายแห่งความภูมิใจ "ศาสตร์แห่งการสรรค์สร้างของเผ่าเซียนโบราณนั้นเน้นที่ 'สสารและรูปธรรม' แตกต่างจากวิถีอักขระดั้งเดิมของเราที่เน้น 'กฎเกณฑ์และนามธรรม' การที่เจ้าสามารถผสานสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันได้ นับเป็นการเบิกมรรคาเส้นใหม่ที่สวรรค์ยังต้องหวั่นเกรง"


องค์หญิงน้อย จิตวิญญาณแห่งพู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ลอยออกมานั่งห้อยขาอยู่บนไหล่ของชายหนุ่ม มือเล็กๆ ของนางกำลังตวัดเขียนสมการนับหมื่นเส้นในอากาศ "เจ้านาย อย่าเพิ่งชะล่าใจไป! การคำนวณวงโคจรของเกาะศิลาพวกนี้กินพื้นที่ชั้นหนังสือวิญญาณของข้าไปเกือบครึ่ง หากมีศัตรูระดับราชันย์เซียนบุกมาตอนนี้ ข้าอาจจะประมวลผลค่ายกลป้องกันไม่ทันนะ!"


อาเจียแย้มยิ้มบางๆ เตรียมจะเอ่ยตอบ ทว่าในชั่วพริบตานั้นเอง... รอยยิ้มของเขาพลันแข็งค้าง


ไม่มีเสียงอสนีบาตฟาดฟัน ปราศจากแรงกดดันมหาศาลที่กดทับดุจขุนเขา ไม่มีแม้แต่รอยปริร้าวของมิติให้เห็น ทว่า... ความเงียบงันอันหนาวเหน็บอย่างหาที่สุดไม่ได้ กลับคืบคลานเข้ามากัดกินจิตวิญญาณของสรรพชีวิตบนป้อมปราการหมื่นอักขระอย่างเงียบเชียบ!


วงแหวนเกาะศิลาที่โคจรอยู่รอบนอกไม่ได้หยุดชะงัก หุ่นกลศิลานับแสนตัวไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนภัย ค่ายกลป้องกันทุกชั้นที่อาเจียวางไว้ไม่ได้ถูกกระตุ้นการทำงาน ราวกับว่าภัยคุกคามที่มาเยือนในครั้งนี้ 'ไม่มีตัวตน' อยู่ในระดับกฎเกณฑ์ที่กลวิธานเหล่านี้สามารถรับรู้ได้


*วูบ...*


เงาสีดำสนิทนับร้อยสาย ปรากฏตัวขึ้นเหนือใจกลางสำนักอย่างกะทันหัน พวกมันไร้ใบหน้า ไร้รูปลักษณ์ที่แน่ชัด เป็นเพียงรอยด่างแห่งความมืดที่ดูดกลืนแสงสว่างและกฎเกณฑ์รอบด้าน พวกมันคือ 'เพชฌฆาตไร้เงา' ผู้ถือครองม้วนราชโองการดับสูญจากวิหารเทพอนันตกาล!


เพชฌฆาตไร้เงาตัวหนึ่งที่อยู่หน้าสุด ค่อยๆ คลี่ม้วนราชโองการสีดำสนิทออก ไม่มีตัวอักษรใดสลักอยู่บนนั้น มีเพียง 'เจตจำนงแห่งการลบล้าง' ที่เข้มข้นจนแทบจะกลายเป็นสสาร


ทันทีที่ราชโองการถูกกางออก ปรากฏการณ์อันน่าสะพรึงกลัวก็บังเกิดขึ้น!


"อึก... นี่มัน..." เฟิงอี้หรานที่กำลังเดินลมปราณอยู่บนลานกว้าง พลันทรุดตัวลงคุมขมับ เปลวเพลิงอัคคีบรรพกาลในมือดับวูบ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสน "ข้า... ข้ามาทำอะไรที่นี่? สถานที่แห่งนี้คือที่ใด..."


หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นมีสภาพไม่ต่างกัน ความทรงจำเกี่ยวกับ 'สำนักหมื่นอักขระ' กำลังถูกสูบออกจากห้วงวิญญาณประดุจเส้นด้ายที่ถูกกระชากออกจากผืนผ้า ไม่เพียงแค่มนุษย์ ทว่าป้ายชื่อศิลาขนาดใหญ่หน้าประตูทางเข้าสำนักที่สลักคำว่า 'หมื่นอักขระ' อย่างสง่างาม บัดนี้ตัวอักษรเหล่านั้นกำลังเลือนลางและจางหายไปราวกับถูกลบด้วยน้ำกรดแห่งกาลเวลา!


มู่เฉินเบิกตากว้าง ร่างเนื้ออักขระบรรพกาลของท่านเริ่มสั่นสะท้าน เส้นสายอักขระบนผิวหนังกระพริบติดดับอย่างรุนแรง "อาเจีย! พวกมันไม่ได้มาทำลายล้างทางกายภาพ... ราชโองการนั่นคือวิชา 'ตัดสายใยแห่งความจริง' พวกมันกำลังลบล้าง 'นาม' และ 'การดำรงอยู่' ของสำนักหมื่นอักขระออกจากวัฏสงสาร!"


นี่คือการโจมตีทางแนวคิด (Conceptual Attack) ที่น่ากลัวที่สุดของวิหารเทพอนันตกาล เมื่อสวรรค์ไม่อาจทำลายสิ่งใดด้วยกำลัง พวกเขาจะใช้อำนาจในการกำหนดลิขิตฟ้า ลบสิ่งนั้นออกจากประวัติศาสตร์และความทรงจำของสรรพสิ่ง! หากนามของสำนักถูกลบ ความสัมพันธ์ ค่ายกล และวิถีเต๋าที่ยึดโยงอยู่กับนามนั้นจะพังทลายลงทั้งหมด


อาเจียไม่ได้ตื่นตระหนกจนลนลาน ทว่าแววตาของเขาทอประกายความเคร่งเครียดอย่างที่สุด ชายหนุ่มก้าวเดินออกไปเบื้องหน้า ทอดสายตามองเหล่าเพชฌฆาตเงาที่ลอยอยู่กลางอากาศ เขาไม่ได้ชักศัสตรา ทว่าสวมบทบาทของผู้อ่อนแอที่ถูกรังแกจนไร้ทางสู้ ตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรมด้วยน้ำเสียงที่รันทดและสั่นเครืออย่างสมบูรณ์แบบ


"วิหารเทพอนันตกาล... ช่างล้ำลึกและอำมหิตเสียนี่กระไร..." อาเจียเอื้อนเอ่ยหยาดน้ำตาคลอเบ้า แฝงความเวทนาตนเองอย่างสุดซึ้ง "พวกเราเพียงผู้บำเพ็ญเพียรตัวเล็กๆ ที่หลบลี้หนีหน้ามาซ่อนตัวในสุสานอันรกร้าง ยอมละทิ้งผืนโลกเบื้องล่างเพื่อแสวงหาความสงบ ทว่าสวรรค์กลับไม่ยอมปล่อยปละ... เมื่อไม่อาจบดขยี้ร่างกาย ก็ถึงกับงัดเอาวิชามารมาลบล้างสิทธิในการมีตัวตนของพวกเรา... การที่สวรรค์อันสูงส่งต้องใช้กระบวนการอันขลาดเขลาเช่นนี้ เพื่อลบชื่อของสำนักเล็กๆ สำนักหนึ่ง ช่างเป็นการกระทำที่สะท้อนให้เห็นถึงความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกแห่งความยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง!"


วาจาของอาเจียเสียดแทงและเปี่ยมด้วยการชี้หน้าประจานความชอบธรรมของสวรรค์ ทว่า... เพชฌฆาตไร้เงาหาใช่สิ่งมีชีวิตที่มีอารมณ์ความรู้สึก พวกมันคือเครื่องจักรสังหารทางกฎเกณฑ์ ไม่มีโทสะ ไม่มีทิฐิ พวกมันเพียงปฏิบัติหน้าที่ลบล้างต่อไปอย่างเงียบเชียบและไร้ปรานี


ตัวอักษร 'หมื่นอักขระ' บนป้ายศิลาจางหายไปจนเกือบหมด ค่ายกลพิทักษ์ที่เชื่อมต่อกับนามของสำนักเริ่มคลายตัวออก หุ่นกลศิลานับแสนตัวในวงแหวนดาราเริ่มมีปฏิกิริยาสับสน เนื่องจาก 'เป้าหมายที่ต้องปกป้อง' กำลังสูญเสียคำจำกัดความในโลกแห่งกฎเกณฑ์


"เจ้านาย! ลูกไม้ฝีปากของเจ้าใช้กับพวกมันไม่ได้ผลหรอก! มันไม่มีจิตวิญญาณให้เจ้ายั่วยุ!" องค์หญิงน้อยร้อนรนจนตัวสั่น ชั้นหนังสือวิญญาณในพู่กันกำลังทำงานหนักเพื่อพยุงความทรงจำของตนเองมิให้ถูกลบ


"ข้ารู้..." อาเจียตอบกลับเสียงเรียบ แววตารันทดเลือนหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความเยือกเย็นอันแหลมคม "การเจรจาเมื่อครู่ ไม่ใช่เพื่อยั่วยุศัตรู... แต่เพื่อถ่วงเวลาให้ข้าได้ 'สัมผัส' ถึงโครงสร้างของวิชาลบล้างนี้ต่างหาก"


ชายหนุ่มตวัดพู่กันนิรันดร์ขึ้นมา โลหิตแก่นแท้ไหลซึมออกจากปลายนิ้วเข้าผสมกับหมึกปราณ เขาโคจรพลังจากสมอแห่งเต๋า วาดอักขระ 'ก่อเกิด' และ 'คงอยู่' อย่างรวดเร็ว เพื่อพยายามจารึกนามของสำนักกลับคืนสู่ฟ้าดิน


*ซู่!*


ทว่า ทันทีที่เส้นสายอักขระสีทองคำปรากฏขึ้น มันกลับถูกความมืดของราชโองการดับสูญกลืนกินและสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย อาเจียกระอักเลือดสีเข้มออกมาหนึ่งคำ สมอแห่งเต๋าสั่นสะท้านอย่างรุนแรง


"การเขียนสู้กับยางลบแห่งสวรรค์... เป็นการฝืนลิขิตที่โง่เขลา" อาเจียวิเคราะห์ความล้มเหลวของตนเองอย่างรวดเร็ว "ราชโองการนั่นใช้พลังของ 'ความไม่มี' มาลบ 'ความมี' หากข้าใช้ความมีไปต่อต้าน ย่อมแพ้ทางอย่างราบคาบ"


ชายหนุ่มหลับตาลง ดำดิ่งเข้าสู่ส่วนลึกของวิถีเต๋า ความทรงจำของสหายรอบด้านเริ่มบิดเบี้ยว เฟิงอี้หรานและหลินชิงเสวี่ยทรุดลงกับพื้น แววตาว่างเปล่าดุจคนไร้วิญญาณ หากปล่อยไว้เกินสิบลมหายใจ ทุกชีวิตบนเกาะแห่งนี้จะกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ไร้อดีตและไร้รากฐาน


*หากสวรรค์ต้องการลบ 'นาม' ของเรา... การยึดติดกับนาม ย่อมเป็นจุดอ่อน*


ดวงตาของอาเจียลืมขึ้น ประกายสีเทาเงินยวงแห่งวิถีสูญตา 空之道 (คง-จือ-เต้า) สว่างวาบขึ้นมาในห้วงลึก ชายหนุ่มมิได้พยายามฝืนเขียนชื่อสำนักอีกต่อไป ทว่าเขาเปลี่ยนกระบวนทัศน์อย่างสิ้นเชิง!


"องค์หญิงน้อย! เลิกต้านทานการลบล้าง! ปลดปล่อยให้พวกมันลบชื่อ 'สำนักหมื่นอักขระ' ออกจากค่ายกลและชั้นหนังสือวิญญาณไปให้หมด!" อาเจียสั่งการผ่านจิตเสียงเฉียบขาด


"หา?! เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ! ถ้าลบชื่อทิ้ง รากฐานของพวกเราจะระเหยไปในมิตินี้นะ!"


"ทำตามที่ข้าสั่ง! การรักษาเปลือกนอกไว้ มีแต่จะทำให้แก่นแท้ถูกทำลาย!"


องค์หญิงน้อยกัดฟันแน่น แม้จะหวาดกลัว ทว่าความเชื่อใจในตัวผู้ถือพู่กันมีชัยเหนือทุกสิ่ง นางปลดเปลื้องการป้องกันทางกฎเกณฑ์ทั้งหมดออก


พริบตานั้นเอง ตัวอักษรบนป้ายศิลาเลือนหายไปอย่างสมบูรณ์แบบ ความทรงจำเกี่ยวกับนามของสำนักถูกลบออกจากบัญชีแห่งวัฏสงสาร ราชโองการสีดำส่องแสงเรืองรอง ราวกับภารกิจของมันเสร็จสิ้นแล้ว เพชฌฆาตไร้เงาเตรียมตัวม้วนราชโองการเพื่อกลับคืนสู่เบื้องบน


"พวกเจ้าจะรีบไปไหนเล่า..." น้ำเสียงอันเยือกเย็นและแฝงความเจ้าเล่ห์ดังก้องขึ้น


อาเจียทะยานร่างขึ้นสู่กลางอากาศธาตุ พู่กันนิรันดร์ในมือของเขาตวัดวาด อักขระสูญตา 空性符 (คง-ซิ่ง-ฝู) ขนาดมหึมาขึ้นมา ทว่าครั้งนี้ เขาไม่ได้ใช้มันเพื่อดูดกลืนพลังงาน แต่เขาใช้มัน 'ครอบคลุม' ป้อมปราการลอยฟ้าและทุกคนเอาไว้


"ท่านอาจารย์ มู่หลาง อี้หราน ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น... นามแห่งหมื่นอักขระถูกสวรรค์ปฏิเสธไปแล้ว ทว่า 'ตัวตน' ของพวกเรายังคงอยู่ การคงอยู่ที่ไร้นาม ย่อมอยู่นอกเหนือการบัญญัติของสวรรค์!"


อาเจียประสานมุทรา บีบอัดอำนาจแห่งความว่างเปล่าเข้ากับสมอแห่งเต๋า "จารึกที่ข้าจะบัญญัติในวันนี้ หาใช่เพื่อยืนยันการมีอยู่ ทว่าเพื่อยืนยันการหลุดพ้น! นามของมันคือ... จารึกวิถีไร้นามสยบฟ้า 无名镇天符 (อู๋หมิงเจิ้นเทียนฝู)!"


เส้นสายหมึกปราณสีเทาเงินยวงพุ่งทะยานออกไป ไม่ได้พุ่งเข้าโจมตีเพชฌฆาต ทว่ามันพุ่งเข้าเสียบทะลุ 'ราชโองการดับสูญ' โดยตรง!


เพชฌฆาตไร้เงาพยายามจะถอยร่น ทว่าราชโองการของพวกมันกลับถูกอักขระสูญตาตรึงไว้แน่น อาเจียไม่ได้ใช้พลังทำลายล้าง แต่เขากำลังใช้ 'ตรรกะแห่งวิถีเต๋า' เข้าย้อนศรกฎเกณฑ์ของสวรรค์!


"พวกเจ้าลงมาเพื่อลบสิ่งที่ 'มีอยู่'..." อาเจียเอ่ยเสียงดังกังวาน ประดุจเทพผู้พิพากษา "ทว่าบัดนี้ สิ่งที่พวกเจ้าต้องการลบ ได้กลายเป็น 'ความไม่มี' ไปแล้ว... และเมื่อกฎเกณฑ์แห่งการลบล้าง ไม่เหลือเป้าหมายให้ลบ... ตัวมันเอง ย่อมกลายเป็นสิ่งผิดปกติในกฎของจักรวาล!"


ทันทีที่วาจาอันแหลมคมดุจดาบปัญญาถูกกล่าวออกไป โครงสร้างของราชโองการดับสูญพลันเกิดความปั่นป่วนอย่างรุนแรง!


อาเจียใช้จารึกวิถีไร้นามสยบฟ้า ตอกย้ำสถานะ 'ความไม่มี' ของตนเองและพวกพ้อง เมื่อสวรรค์ไม่อาจตรวจจับการมีอยู่ของสำนักได้ ราชโองการที่ถูกตั้งค่าให้ทำลายล้างสำนัก จึงสูญเสียเป้าหมาย และเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ (Paradox) อย่างบ้าคลั่ง!


*ครืนนนน... กรี๊ดดดดด!*


เสียงกรีดร้องอันโหยหวนและไร้สติปัญญาดังก้องมาจากเพชฌฆาตไร้เงา ร่างสีดำสนิทของพวกมันเริ่มบิดเบี้ยวและแตกสลาย ราชโองการดับสูญที่ปราศจากเป้าหมาย หันกลับมากัดกินและลบล้าง 'ผู้ถือครอง' ของมันเอง!


"อักขระหลิง (零) คือความว่างเปล่าที่แท้จริง... หากพวกเจ้าปรารถนาความดับสูญ ข้าก็ขอคืนมันให้แก่พวกเจ้าอย่างครบถ้วน!"


อาเจียสะบัดพู่กันนิรันดร์อีกครา อักขระสูญตาหมุนวนเป็นหลุมดำขนาดยักษ์ กลืนกินเพชฌฆาตไร้เงาและราชโองการที่กำลังทำลายตัวเองเข้าไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่เศษซากของกฎเกณฑ์สวรรค์ให้ตกค้างในมิตินี้


ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ ท้องฟ้าของสุสานเซียนโบราณกลับมาอ้างว้างดุจเดิม


อาเจียลอยตัวลงมาแตะพื้นศิลา อาภรณ์สีครามพลิ้วไหว ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก กวาดสายตามองเหล่าสหายและศิษย์ร่วมสำนัก แม้ว่านาม 'หมื่นอักขระ' จะถูกสวรรค์ลบออกจากประวัติศาสตร์ไปแล้ว ทว่าความทรงจำและสายใยที่แท้จริงของพวกเขา กลับถูกปกป้องไว้อย่างสมบูรณ์ภายในขอบเขตของ 'จารึกวิถีไร้นามสยบฟ้า'


เฟิงอี้หรานสะบัดศีรษะอย่างมึนงง แววตากลับมามีสติอีกครั้ง "อาเจีย... เมื่อครู่เกิดอันใดขึ้น? ข้ารู้สึกเหมือนลืมบางสิ่งไป แต่ก็รู้สึกตัวเบาหวิวอย่างน่าประหลาด"


มู่เฉินลูบเครายาว ดวงตาของปรมาจารย์เฒ่าทอประกายแห่งการหยั่งรู้ขั้นสูงสุด "เจ้ายอมสละ 'เปลือกนอก' เพื่อรักษา 'แก่นแท้' สินะ อาเจีย... การลบนามตนเองออกจากบัญชีสวรรค์ นับเป็นการท้าทายที่บ้าบิ่นยิ่งกว่าการฆ่าแม่ทัพสวรรค์เสียอีก"


"การยึดติดกับนาม คือจุดอ่อนที่สวรรค์ใช้ผูกมัดพวกเราขอรับ ท่านอาจารย์" อาเจียแย้มยิ้มลึกล้ำ รอยยิ้มนั้นแฝงความเจ้าเล่ห์ของบุรุษผู้เพิ่งจะหลอกลวงสวรรค์ได้สำเร็จ "ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ในสายตาของวิหารเทพอนันตกาล... สำนักหมื่นอักขระได้ดับสูญไปแล้วอย่างสมบูรณ์ พวกมันจะไม่ส่งนักฆ่าหรือดวงตาใดๆ มาตามล่าเราอีก"


ชายหนุ่มหันไปทอดสายตามองกองทัพหุ่นกลศิลาบรรพกาลนับแสนตัวในวงแหวนดารา และความยิ่งใหญ่ของสุสานเผ่าเซียนโบราณที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า


"พวกเรากลายเป็น 'ผู้ไร้นาม' ที่ดำรงอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ของสวรรค์..." อาเจียกำพู่กันนิรันดร์แน่น ประกายความมุ่งมั่นลุกโชนในดวงตา "เวลาแห่งการตั้งรับจบลงแล้ว... ภายใต้เงามืดของการเป็นผู้ไร้นาม ข้าจะบัญญัติกฎเกณฑ์ใหม่ และสร้างสรรค์กองทัพที่สวรรค์ไม่รู้จัก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันแห่งการชำระแค้นที่แท้จริง!"


ป้อมปราการศิลาอันยิ่งใหญ่เคลื่อนที่ต่อไปในความมืดมิดของมหาบรรพกาล บัดนี้ พวกเขาได้สลัดพันธนาการแห่งลิขิตฟ้าทิ้งไปอย่างหมดจด มรรคาอักขระที่แท้จริงกำลังจะถูกเขียนขึ้นใหม่ โดยปราศจากการแทรกแซงของสรวงสวรรค์!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน