สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 116 ในนั้นมีห้าสิบล้าน

    ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


    “อำนาจ สมบัติ ตระกูล สำนัก และสตรีทุกคนที่เขาหมายตาเอาไว้”


    “รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่โลกใบนี้สามารถมอบให้เขาได้”


    ลู่ชิงถานกำหมัดแน่น ก่อนถามด้วยสีหน้าจริงจัง


    “แล้วท่านพี่เล่าเจ้าคะ?”


    “หากท่านต้องพบเจอโชคชะตาอันโหดร้ายเหมือนเขา ท่านจะเลือกทำสิ่งเดียวกันหรือไม่?”


    ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง


    “สำหรับข้า การใช้คำว่า ‘โชคชะตา’ อาจไม่เหมาะสมนัก”


    “แต่หากเจ้าต้องการคำตอบ คำตอบก็คือไม่”


    เขายกถ้วยชาขึ้น แต่ไม่ได้ดื่ม เพียงมองเงาของตนซึ่งสะท้อนอยู่บนผิวน้ำ


    “เพราะข้าไม่ได้เกิดมาเพื่อดำเนินชีวิตอยู่ภายในโชคชะตาที่โลกกำหนดเอาไว้”


    “ข้าเกิดมาเพื่อเลือกโชคชะตาของตนเอง”


    ยูรันวางถ้วยชาลง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองทุกคน


    “และหากทำได้ ข้าก็จะเพิ่มทางเลือกให้แก่โชคชะตาของผู้ที่อยู่รอบตัวข้า”


    “ข้าไม่อาจตัดสินใจแทนพวกเขา และไม่มีสิทธิ์บังคับว่าพวกเขาต้องเลือกเส้นทางใด”


    “ข้าทำได้เพียงเปิดเส้นทางซึ่งไม่เคยมีอยู่ขึ้นมา แล้วปล่อยให้พวกเขาเลือกด้วยตนเอง”


    “หลังจากนั้นชีวิตของคนผู้นั้นจะดีขึ้นหรือเลวร้ายลง ย่อมขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาเลือก ไม่ใช่สิ่งที่ข้าเลือกให้”


    ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย


    “คำตอบนี้ใช้ได้หรือไม่?”


    ลู่ชิงถานมองเขาอยู่เนิ่นนาน ก่อนกำหมัดที่เคยแน่นค่อย ๆ คลายออก


    “ใช้ได้เจ้าค่ะ”


    รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง


    “ข้าชอบคำตอบนี้มาก”


    ลู่เหยียนหนิงมองยูรันด้วยแววตาอ่อนโยน ก่อนยื่นมือไปลูบศีรษะเขาเบา ๆ


    “ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเจ้าจึงไม่เคยบังคับให้ชิงถานทำสิ่งใด”


    “แม้เจ้าจะมองเห็นสิ่งที่พวกเรามองไม่เห็น แต่เจ้าก็ยังยอมให้นางเลือกเส้นทางของตนเอง”


    ยูรันพยักหน้า


    “ชีวิตเป็นของนาง ข้าจะตัดสินใจแทนได้อย่างไร?”


    ไป๋จิ้งเหวินหันไปมองบุตรสาวของตน ก่อนนึกถึงคำฝากฝังของหญิงชรา


    ก่อนหน้านี้นางเคยสงสัยว่าเหตุใดมารดาจึงเชื่อมั่นในตัวยูรันถึงเพียงนั้น กระทั่งยืนยันว่าจะยอมรับเขาเป็นหลานเขยเพียงคนเดียว


    ตอนนี้นางเริ่มเข้าใจเหตุผลขึ้นมาบ้างแล้ว


    คนที่สามารถมอบทางเลือกให้ผู้อื่น โดยไม่บังคับให้เลือกตนเอง ย่อมแตกต่างจากเย่อ้าวเทียนซึ่งพยายามทำลายทุกเส้นทางเพื่อให้เหลือเพียงตัวเขา


    ไป๋หลิงเองก็ตระหนักถึงสิ่งเดียวกัน


    “หมายความว่าเจ้าไม่ได้แย่งชิงโชคชะตาของเย่อ้าวเทียน”


    นางมองยูรันด้วยสีหน้าครุ่นคิด


    “เจ้าเพียงสร้างทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้ที่เดิมทีไม่มีทางเลือก ส่วนพวกเราจะเลือกเส้นทางนั้นหรือไม่ก็เป็นเรื่องของพวกเราเอง”


    “ถูกต้อง หากศิษย์พี่รองอยากกลับไปเลือกเย่อ้าวเทียน ข้าก็ไม่ห้ามนะ”


    “ไม่มีวัน!”


    ไป๋หลิงกับหนานอวี้ตอบพร้อมกันทันที


    ยูรันยกมือขึ้นอย่างยอมแพ้


    “ข้าแค่ยกตัวอย่างเอง เหตุใดต้องเสียงดังด้วย?”


    หนานอวี้กอดอก ก่อนมองเขาด้วยสายตาซับซ้อน


    “ข้ายอมรับว่าคำพูดเมื่อครู่ของเจ้าฟังดูดีมาก”


    บรรยากาศจริงจังภายในห้องพังทลายลงทันที


    องครักษ์จางซึ่งเงียบฟังมาตลอดส่ายหน้าเบา ๆ แต่ภายในแววตากลับปรากฏความนับถืออย่างชัดเจน


    เขาหันไปมองลู่ชิงถาน


    “อย่างน้อยคุณชายก็ไม่เคยใช้บุญคุณบังคับให้ผู้ใดตอบแทน เพียงเรื่องนี้ก็มากพอให้ข้าวางใจแล้วขอรับ”


    ลู่ชิงถานหน้าแดงเล็กน้อย


    “ลุงจาง เหตุใดจึงหันมามองข้าตอนพูดประโยคนี้ด้วยเจ้าคะ?”


    “ข้าเพียงพูดไปตามสิ่งที่คิดขอรับ”


    ยูรันแค่นเสียงทันที


    “หึ ตาแก่ ท่านไม่มีสิทธิ์ออกความคิดเห็นด้วยซ้ำ”


    องครักษ์จางชะงัก


    “เหตุใดข้าจึงไม่มีสิทธิ์เล่าขอรับ?”


    “เพราะข้ายืนยันคำเดิม ข้ามีอคติกับบุรุษที่ไม่สามารถปกป้องผู้ใดได้ โดยเฉพาะบุรุษที่ปล่อยให้สตรีซึ่งตนมีหน้าที่ดูแลตกอยู่ในอันตราย”


    ยูรันกอดอก ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่ไว้หน้า


    “ต่อให้เป็นบิดาของข้าเอง หากเขาปกป้องคนในครอบครัวไม่ได้ ข้าก็ด่าจนตายเหมือนกัน”


    องครักษ์จางอ้าปาก แต่ไม่รู้ว่าควรโต้แย้งจากตรงไหน


    “ข้าไม่วางใจท่านเลยแม้แต่น้อย แต่ท่านกลับมาบอกว่าวางใจข้า เรื่องนี้ไม่แปลกไปหน่อยหรือ?”


    องครักษ์จางก้มหน้าลงอย่างละอายใจ


    “เรื่องในวันนั้นเป็นความผิดของข้าจริงขอรับ แต่การที่คุณชายไม่วางใจข้า ไม่ได้หมายความว่าข้าจะวางใจคุณชายไม่ได้นี่ขอรับ”


    ยูรันชะงักไปเล็กน้อย


    องครักษ์จางประสานมืออย่างจริงจัง


    “ข้ารู้ว่าตนเองทำหน้าที่บกพร่อง และจะฝึกฝนให้มากขึ้นเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก”


    “แต่หากวันหนึ่งข้าไม่สามารถอยู่ดูแลคุณหนูได้ อย่างน้อยการรู้ว่ามีคุณชายอยู่ข้างนาง ก็ทำให้ข้าวางใจได้ขอรับ”


    คราวนี้กลับเป็นยูรันที่ไม่รู้จะตอบอย่างไร


    ลู่ชิงถานมององครักษ์ชราด้วยความซาบซึ้ง ก่อนหันไปมองยูรันอย่างคาดหวัง


    ยูรันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงจิ๊ปากแล้วหันหน้าหนี


    “เริ่มพูดจาดีขึ้นนิดหน่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะเลิกด่าท่านนะ”


    องครักษ์จางยิ้มออกมา


    “ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”


    “เรียนฮูหยิน เจ้าของหอสัตว์อสูรมาขอพบขอรับ นางนำสัตว์อสูรที่คุณชายสั่งซื้อมาส่งด้วย”


    ดวงตาของยูรันเป็นประกายทันที


    “มาถึงแล้วหรือ? ไปดูกันเถอะ”


    ทุกคนจึงลุกออกจากห้องอาหาร ก่อนมุ่งหน้าไปยังลานกว้างหน้าคฤหาสน์


    เมื่อมาถึง พวกเขาก็พบรถขนส่งหลายสิบคันจอดเรียงรายอยู่ด้านนอก บนรถแต่ละคันมีกรงซึ่งถูกคลุมด้วยผ้าสีดำ บางคันบรรทุกไข่สัตว์อสูรซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ภายในกล่องควบคุมอุณหภูมิ ขณะที่สัตว์อสูรประเภทน้ำถูกขังอยู่ภายในลูกแก้วมิติซึ่งเต็มไปด้วยน้ำ


    เสียงคำราม เสียงข่วนกรง และเสียงปีกกระพือดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง


    จินอวี้หรงยืนรออยู่ด้านหน้าขบวน นางยังคงสวมอาภรณ์สีเขียวเข้มปักลวดลายทองเช่นเดิม ทว่าคราวนี้สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เห็นได้ชัดว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางคงวิ่งวุ่นติดต่อหอสัตว์อสูรจากเมืองต่าง ๆ แทบไม่ได้พักผ่อน


    เมื่อเห็นยูรันเดินเข้ามา นางก็รีบประสานมือคารวะ


    “คารวะคุณชายยูรัน ฮูหยินลู่ ฮูหยินไป๋ และคุณหนูทุกท่านเจ้าค่ะ”


    ยูรันคารวะตอบ


    “ลำบากเจ้าของหอจินแล้ว ของทั้งหมดมาถึงเรียบร้อยดีหรือไม่?”


    “ชุดแรกมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”


    จินอวี้หรงหยิบแผ่นหยกบันทึกรายการออกมา


    “ภายในขบวนมีลูกสิงโตอัสนี ไข่เหยี่ยววายุคราม กวางเขาวายุ ลูกพยัคฆ์เพลิง อสรพิษเกล็ดทอง สัตว์อสูรประเภทเต่าและมังกรสายเลือดเจือจาง รวมถึงสัตว์อสูรอื่นตามรายการของคุณชาย”


    “ส่วนสัตว์อสูรประเภทน้ำถูกเก็บเอาไว้ในภาชนะมิติทั้งหมด สภาพร่างกายยังสมบูรณ์ ไม่มีตัวใดได้รับบาดเจ็บระหว่างเดินทางเจ้าค่ะ”


    ยูรันใช้จิตสัมผัสกวาดตรวจสอบขบวนทั้งหมดครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ


    “ไม่เลว คุณภาพดีกว่าที่ข้าคิดเอาไว้”


    จินอวี้หรงยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ


    “สัตว์อสูรชุดนี้รวบรวมมาจากห้าสาขา แต่ยังมีจำนวนเพียงประมาณสองส่วนจากรายการทั้งหมดของคุณชายเท่านั้นเจ้าค่ะ”


    “อีกแปดส่วนยังอยู่ระหว่างการติดต่อและขนส่ง บางชนิดหายากมาก อาจต้องใช้เวลานานกว่าปกติเล็กน้อย”


    “ไม่เป็นไร ค่อย ๆ รวบรวมมาก็ได้ ขอเพียงเป็นตัวอ่อน ลูกสัตว์ หรือไข่ที่ยังมีชีวิตสมบูรณ์ก็พอ”


    “รับทราบเจ้าค่ะ”


    จินอวี้หรงรับคำ ทว่ายังไม่ยอมจากไป สีหน้าของนางดูคล้ายต้องการกล่าวบางอย่าง แต่กลับลังเลอยู่หลายครั้ง


    ยูรันสังเกตเห็นจึงถามขึ้น


    “เจ้าของหอจินยังมีเรื่องใดอีกหรือ?”


    “คือว่า...”


    นางเหลือบมองรถขนส่งด้านหลัง ก่อนรวบรวมความกล้า


    “ตามข้อตกลงระหว่างหอสาขาต่าง ๆ สัตว์อสูรชุดแรกนี้มีมูลค่ารวมเกือบหนึ่งร้อยล้านเหรียญวิญญาณ ทางสาขาซึ่งจัดหาสัตว์มาต้องการให้ชำระเงินครึ่งหนึ่งก่อน ส่วนที่เหลือจะจ่ายหลังคุณชายตรวจรับสัตว์ทั้งหมดเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”


    จินอวี้หรงกล่าวด้วยความระมัดระวัง


    “ดังนั้นเงินงวดแรกจึงอยู่ที่ห้าสิบล้านเหรียญวิญญาณ ไม่ทราบว่าคุณชายสะดวกชำระตอนนี้หรือไม่เจ้าคะ?”


    นางรู้ดีว่าจำนวนเงินห้าสิบล้านไม่ใช่เงินก้อนเล็ก


    แม้แต่ตระกูลใหญ่ยังต้องใช้เวลาตรวจสอบบัญชีและรวบรวมเงินหลายวัน นางจึงกลัวว่ายูรันจะไม่พอใจที่ถูกทวงถามทันทีหลังส่งของมาถึง


    ทว่ายูรันกลับไม่มีท่าทีเปลี่ยนแปลง


    เขาหยิบแหวนมิติออกมาหนึ่งวง ก่อนโยนให้นางอย่างสบาย ๆ


    “ในนั้นมีห้าสิบล้าน”


    จินอวี้หรงรีบรับแหวนมิติเอาไว้ เมื่อใช้จิตสัมผัสตรวจสอบ ดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย


    จำนวนเงินครบถ้วน ไม่ขาดแม้แต่เหรียญเดียว


    “ครบถ้วนเจ้าค่ะ ขอบคุณคุณชาย!”


    นางเก็บแหวนมิติด้วยความระมัดระวัง


    ยูรันกลับหันไปตรวจสอบสัตว์อสูรต่อโดยไม่ได้เสียดายเงินแม้แต่น้อย


    [ของที่นำมาครั้งนี้มีประมาณสองส่วน มูลค่ารวมเกือบหนึ่งร้อยล้าน]


    [หากรวบรวมครบสิบส่วน ต้นทุนทั้งหมดก็คงอยู่ราวห้าร้อยล้านเหรียญวิญญาณ]


    เขาคำนวณอยู่ภายในใจครู่หนึ่ง


    [หากทดลองสำเร็จ ขอเพียงขายลูกสัตว์ที่วิวัฒนาการแล้วได้สักสามตัวก็น่าจะคืนทุนทั้งหมด]


    ยูรันพยักหน้าให้กับการคำนวณของตนเอง ก่อนหันกลับไปทางจินอวี้หรง


    “รวบรวมส่วนที่เหลือต่อไปได้เลย เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ขอเพียงสัตว์ที่ส่งมามีสุขภาพดีและตรงตามเงื่อนไข ข้าจะรับซื้อทั้งหมด”


    ดวงตาของจินอวี้หรงแทบเปลี่ยนเป็นรูปเหรียญวิญญาณ


    “รับทราบเจ้าค่ะ! ข้าจะรีบแจ้งทุกสาขาให้เร่งดำเนินการทันที!”

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน