ตอนที่ 1
“ไม่!”
เฮือก!
สี่หนิงเหอหายใจอย่างแรงและผวาลุกขึ้นจากเตียงนอนที่เก่าจนถ้าเผลอขยับแรงไปสักนิดไม้ที่ใช้ทำก็จะหักและทำให้คนที่นอนอยู่พลัดตกลงไปได้การเคลื่อนไหวของเขาทำให้ใครอีกคนที่อยู่ร่วมห้องด้วยตื่นขึ้นมา
“คุณชาย!”
สี่หนิงเหอที่ยังคงมีอาการมึนงงเหลียวมองไปตามเสียงเรียก เขาเห็นชายร่างเล็กบางที่น่าจะเพิ่งพ้นวัยเด็กมาไม่นานบนใบหน้าเรียวขะมุกขะมอม เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาแต่ก็ยังมองออกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามีความห่วงใยในตัวเขามาเพียงใดพุ่งตรงมาหาอย่างเร็วไว
“คุณชาย ท่านเป็อย่างไรบ้างขอรับ เจ็บตรงไหนบ้างขอรับ”
สี่หนิงเหอมองคนถามก่อนจะมองไปยังมือเล็กที่พยายามจะยื่นมาจับเขา หากก็มีอาการกึ่งกล้ากึ่งกลัวเขาขมวดคิ้วเข้าหากันขณะมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความงุนงง ในหัวเขาว่างเปล่า...ขาวโพลนไปหมดก่อนความทรงจำภาพสุดท้ายจะย้อนกลับคืนมาพร้อมกับอาการปวดที่ใจอย่างรุนแรงจนน้ำตาหยดไหลออกมาอย่างที่มิอาจหักห้ามได้
“คะ...คุณชาย”
“ข้าไม่เป็ไร แค่...เจ็บ” เขาเอ่ยบอกกับบ่าวรับใช้หนุ่มน้อยที่น่าจะเป็คนดูแลตอนที่เจ็บและไม่สบาย
ท่าน...ท่านฟื้นแล้วบ่าว...บ่าวดีใจที่สุดเลยขอรับ” มือที่ไม่ใช่แค่เล็กหากมันเป็เหมือนหนังหุ้มกระดูกยกขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้า
“ข้าหลับไปกี่วัน...เ้าไปเจอข้าหรืออย่างไร” เขาเอ่ยถามเสียงเบา
“คุณชายดื่มน้ำก่อนนะขอรับ”
เด็กหนุ่มตรงหน้าหลบหลีกสายตา แต่มันก็ทำให้เขาเข้าใจเพราะที่เขาเจ็บกายหาใช่เพราะป่วยไข้ไม่ หากเป็เพราะถูกใครบางคน...ในเรือนหลังนี้ทำร้ายเอาสี่หนิงเหอค่อย ๆ ยกมือที่ไร้เรี่ยวแรงจับศีรษะตัวเองที่ตอนนี้มีผ้าพันอยู่
“ข้ารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” ก็แค่รู้ว่าถูกทำร้าย แต่ไม่รู้ว่าเป็ใคร “เ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกเพียงแค่อยากรู้ว่า ข้าหลับใหลไปกี่วัน ระหว่างนี้เกิดเื่ใดขึ้นบ้าง”
“คุณชาย!”
ในดวงตากลมใสแวววาวมองมาที่เขาด้วยความเสียใจอย่างที่สุดที่ไม่อาจช่วยเหลืออันใดเขาได้
สี่หนิงเหอได้แต่เหยียดยิ้ม ถึงเป็บุตรของนายท่านเหวินหม่า หากก็เป็เพียงแค่ลูกเมียบ่าวที่ถูกทุกคนในบ้านรังเกียจจนถูกขับไล่ให้มาอยู่ยังเรือนหลังเล็กที่ทรุดโทรมหากเจอลมฝนฟ้าแรงสักหน่อยก็คงจะพังทลายลง
“บอกข้ามาเถิดเสี่ยวฝานข้าไม่เป็อันใดหรอก” เพราะความรู้สึกที่มีต่อคนที่อยู่ในเรือนหลังนี้...มันมีแต่ความเ็ปจนชินชาไปหมดแล้ว
“โธ่! คุณชายของบ่าว” เสี่ยวฝานหลั่งน้ำตากับความอาภัพของผู้เป็นายมือเล็กยกขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้า ขณะเอ่ยเล่าให้ผู้เป็นายฟังน้ำเสียงแ่เบาและตะกุกตะกัก
“บ่าวไปพบคุณชายนอนสลบอยู่ที่สวนใต้ต้นกุ้ยฮวา (ต้นหอมหมื่นลี้)จึงพากลับมาที่ห้องแล้วไปตามท่านหมอมารักษา แต่...” ไม่มีใครสนใจเลยว่าคุณชายของเสี่ยวฝานจะอยู่หรือจากไปพวกเขาช่างใจดำเหลือเกิน
สี่หนิงเหอพยักหน้ารับ ขณะดวงตาก็เหม่อมองออกไปนอกเรือนที่อาศัยหลับนอนาเ็ครานี้เขาลืมเลือนไปหลายเื่ หากเสียงหนึ่งที่คอยตอกย้ำอยู่ในศีรษะ
เขาจะเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็อยู่ของตนเองให้ดีขึ้น...
โชคชะตาอยู่ที่ตัวเรากำหนด หาใช่คนอื่นไม่ หากยอมแพ้ก็เหมือนกับคนที่ตายไปแล้วชีวิตจะอยู่ยืนยาวนานแค่ไหน สู้และเปลี่ยนแปลง ก็จะรู้ด้วยตัวเอง!
“คุณชายนอนหลับไปสามวันเต็ม ๆ บ่าว...บ่าว...” เสี่ยวฝานพูดไม่ออกเขาไปตามท่านหมอให้มาดูคุณชาย แต่กลับถูกบ่าวรับใช้ของฮูหยินและคุณหนูขัดขวาง เขาทำได้เพียงแค่เช็ดเืหาผ้ามาพันไว้และคอยเช็ดตัวให้คุณชายที่นอนไม่ไหวติงมีเพียงแค่ลมหายใจแ่เบาเท่านั้นที่บอกว่ายังคงมีชีวิตอยู่
“เสี่ยวฝาน”
“ขอรับคุณชาย”
“ข้ายังต้องออกจากที่นี่ไปที่นั่นอยู่หรือไม่”
“ไป...ไปขอรับ”
“ยังเหลือเวลาที่ข้าจะอยู่ที่นี่อีกนานเท่าใด” เขาเอ่ยถามอย่างไม่รู้สึกเสียใจหรือน้อยใจแต่อย่างใดการไปที่นั่นในครั้งนี้ จะเท่ากับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขา!
“แต่ช่างเถอะ จะมีเวลาเหลือเท่าไหร่ อย่างไรก็เปลี่ยนแปลงสิ่งใดมิได้เ้าช่วยเตรียมน้ำให้ข้าสักหน่อยเถิด ข้าอยากชำระล้างร่างกายเสียหน่อย”
“แต่...”
“มิเป็ไร ข้ามีสิ่งที่ต้องทำก่อนที่จะต้องไปจากที่นี่ถ้าหากชักช้าไปคงไม่ทันการณ์” เขาบอกกับเสี่ยวฝานที่ออกอาการไม่ค่อยอยากจะทำตามสักเท่าใด
“เชื่อคำพูดของข้าเถอะเสี่ยวฝาน หลังจากนี้ไป ข้าจะทำตัวใหม่ เพื่อทำให้ข้าและเ้ามีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีขึ้นข้าจะไม่ทำตัวอ่อนแอให้เป็ปัญหาอีกแล้ว ข้าให้สัญญา” เขายิ้มให้กับบ่าวรับใช้ที่ติดตามดูแลกันมาั้แ่ยังเป็เด็กน้อยแม้มีโอกาสได้ไปยังยังที่ซึ่งดีกว่านี้ หากเสี่ยวฝานก็ยังเลือกที่จะอยู่ดูแลเขาคนที่กตัญญูรู้คุณและเป็คนดีเช่นนี้ เขาจะปล่อยให้ลำบากได้เช่นไร
“ขอรับคุณชาย”
เมื่อเสี่ยวฝานกระวีกระวาดไปทำตามคำขอของข้าแล้ว ข้าก็พยุงตัวเองที่ค่อนข้างจะไร้เรี่ยวแรงขึ้นจากเตียงนอนเก่าที่ผุพังจนแทบจะใช้นอนไม่ได้แล้วไปเตรียมตัวชำระล้างร่างกายเพื่อจะไปคุยธุระอันสำคัญยิ่งกับผู้เป็นายหญิง...ฮูหยินสี่อิงเหม่ย!
“ขอฮูหยินโปรดอภัยที่ข้าน้อยมารบกวนท่านยามกำลังพักผ่อนขอรับ”
สี่หนิงเหอประสานมือพร้อมโค้งคำนับให้แก่หญิงวัยกลางคนที่ปรายสายตาเกรี้ยวกราดมองมา
“ในเมื่อรู้ว่ามารบกวนก็รีบไสหัวกลับไปเสียสิ มาทางไหนก็กลับไปทางนั้นเลย”
คนกล่าวเป็หญิงร่างบอบบาง ใบหน้าคิ้วคางช่างรับกันอย่างเหมาะเจาะกับเรียวปากอิ่มรูปกายภายนอกของนางช่างงดงามประหนึ่งนางฟ้า หากวาจากลับ...สี่หนิงเหอแอบถอนหายใจ
“ข้าน้อยขออภัยคุณหนูใหญ่ด้วยขอรับ แต่การณ์นี้ถ้าหากมิได้มาบอกกล่าวให้กับฮูหยินได้จัดการแก้ไขอย่างเร็วไวคงมิทันท่วงทีขอรับ”
ฮูหยิงสี่อิงเหม่ยวางถ้วยชาในมือลงอย่างแรง “เ้าจะมากล่าวโทษข้า เื่ที่เ้าาเ็แล้วข้ามิให้คนไปตามหมอมารักษา”
“เปล่า...เปล่าขอรับฮูหยิน ข้าน้อยมาด้วยเื่อื่นขอรับ” จะไม่รีบได้อย่างไรกันเล่าก็ข้ามาหาความสบายให้กับตัวเองและหาทางออกให้กับตัวเองยามเมื่อต้องจากเรือนนี้ไปอย่างไรกันเล่า
“ถ้าไม่ใช่มาต่อว่าข้ากับท่านแม่ แล้วเ้ามาด้วยเื่อันใด”
“น่าจะยังเหลือเวลาอีกหลายวันที่ข้าจะต้องจากเรือนหลังนี้ไป แต่เพราะข้าได้รับาเ็มันทำให้ข้าได้คิดขอรับ...ตัวข้าเองก็เติบโตมาในเรือนแห่งนี้ แม้ไม่ใช่บุตรในอุทรหากท่านฮูหยินก็ดูแลข้าเป็อย่างดี” กับผีนะสิ รังแกเสียจนข้าเกือบจะกลับบ้านเก่าเสียตั้งหลายครั้งหลายคราถ้าไม่ใช่ว่าข้าเป็คนดวงแข็ง คงไม่อยู่มาจนถึงตอนนี้หรอก
“เ้าจะว่ากล่าวอันใดก็รีบพูดมา”
“ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ใช่บุตรที่สามารถเชิดชูได้หากแต่ก็ถือว่าเป็บุตรของนายท่านเหวินหม่า”
“เ้า้าพูดอะไรกันแน่”
คุณหนูใหญ่ ท่านช่างเป็คนที่ใจร้อนเสียจริง
“แม้ข้าจะต้องไปเป็เพียงแค่อนุภรรยาแก่ท่านผู้นั้น” แม่ง! นี่มันบ้าเกินไปแล้ว ข้าก็เป็บุรุษ ทำไมต้องไปอนุภรรยาให้กับบุรุษเช่นกันด้วย“แต่ตัวข้าควรจะต้องมีความรู้ติดตัวไปบ้างหรือไม่ขอรับ” ตัวข้าแค่พออ่านออกเขียนได้แต่ก็ไม่ได้คล่องมากมายนัก ก่อนไปก็ควรจะต้องศึกษาเพิ่มเติมเอาไว้
“แต่เ้าก็อ่านออกเขียนได้”
“ใช่ขอรับคุณหนูใหญ่ แต่ท่านคิดว่าการที่ข้าอ่านและเขียนได้เฉพาะชื่อของตนเองจะไม่เป็ปัญหาหรือขอรับ”ข้าถามให้คุณหนูใหญ่และท่านฮูหยินได้คิด
“เ้าประเมินตัวเองสูงเกินไปหรือเปล่า แค่ฝึกอ่านเขียนแค่วันสองวันคงไม่ทำให้เ้าฉลาดขึ้นหรอกนะ”
ข้าได้แต่ยิ้ม...คนไม่รู้ ย่อมไม่ผิด แต่คนที่ไม่คิดจะใฝ่รู้ต่างหากเล่าที่ผิด สำหรับตัวข้านั้น ถ้าหากแสดงออกว่าอ่านออกเขียนได้มากเกินกว่าที่ได้เรียนรู้คนฉลาดเช่นฮูหยินสี่อิงเหม่ยหรือจะไม่สงสัย เขาถึงได้พูดกันว่า ทำอันใดควรจะเหลือทางไว้อีกสายถ้าหากมันพลาดพลั้ง จะได้มีทางออกให้กับเื่ที่ทำ แต่นั่นก็จะต้องหมายถึง เื่ที่ทำไม่ร้ายแรงจนไม่อาจจะให้อภัยได้
“ขอบคุณที่คุณหนูใหญ่เป็ห่วงข้าขอรับและข้าเข้าใจในความกังวลของคุณหนูใหญ่แม้เวลาที่ได้ร่ำเรียนจะไม่กี่วันสิ่งที่ได้จะมากหรือน้อยก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับความสามารถที่ตัวข้ามีแล้ว แต่ข้าจะทำให้ดีที่สุดจะไม่ให้คุณหนูใหญ่ผิดหวังและขายหน้าเป็เด็ดขาดขอรับ”
“ฮึ!”
เมื่อเห็นว่าสี่ซูเจียวไม่อาจจะโต้ตอบกลับมาได้และฮูหยินก็เพียงแค่มองมาอย่างไม่สนใจหากแต่ก็รับฟังมันก็ทำให้ข้ากล้าที่จะเอ่ยในเื่ต่อไป
“ตัวข้าเพิ่งฟื้นจากไข้ ควรจะต้องได้รับอาหารที่ดีและมีประโยชน์กับร่างกายบ้าง”
“เ้าจะหาว่าท่านแม่ดูแลเ้าไม่ดี ไม่ได้รับความยุติธรรมเช่นนั้นหรือ”
“ปะ...เปล่าขอรับคุณหนูใหญ่ เห็นทีว่าท่านคงจะตีความในคำพูดของข้าน้อยผิดไปเสียแล้วขอรับ...คุณหนูใหญ่ดูข้าสิขอรับ”เขายื่นมือที่เล็กราวกับเด็กไปให้คุณหนูใหญ่ดู
“ที่นี่ทุกคนล้วนแล้วแต่มีงานต้องทำ ไม่มีใครสนใจใคร แต่หากไปที่นั่น...คนที่นั่นเห็นข้าเป็แบบนี้ก็คงจะใเป็ยิ่งนักอาจคิดไปได้ว่าเราเล่นตลกหลอกลวง จะกล่าวอ้างว่าไม่สบาย เพิ่งฟื้นจากป่วยไข้ก็ฟังดูจะไร้เหตุผลไม่น่าเชื่อถืออยู่ดี ถ้าหากทางนั้นคิดว่าทางเราส่งใครก็ไม่รู้ ไม่ได้เป็อะไรกับท่านฮูหยินและนายท่านเหวินหม่าไป...หรือไม่ขอรับ”เขารู้ว่าฮูหยินเป็คนฉลาด ย่อมฟังความ้าของเขาออก แต่แล้วอย่างไรเล่า เขาพูดความจริงนี่นา
“อีกเื่ที่ข้าน้อยเห็นทีจะต้องขอความกรุณาจากฮูหยิน...อาภรณ์ที่สวมใส่และของใช้สอย”
“ที่พูดมาทั้งหมดเป็เพราะเ้า...”
“ซูเจียว”
“แต่ท่านแม่...ท่านดูที่มันพูดออกมาสิ แค่อ้าปากก็รู้แล้วว่ามักใหญ่ใฝ่สูงแค่ไหนมันกำลังจะทำตัวเทียบเทียมข้าและเ้ารองอยู่นะท่านแม่”
สี่ซูเจียวออกอาการฮึดงัดไม่พอใจอย่างยิ่ง พลางชักแม่น้ำทั้งห้าเพื่อให้ผู้เป็มารดาเชื่อและหาทางลงโทษเขาทว่าคราวนี้คำพูดของข้าล้วนแล้วแต่ถูกกลั่นกรองมาอย่างดีแล้วและมีน้ำหนักทำให้เชื่อได้ว่าหวังดีต่อตระกูลสี่จริง ๆ เมื่อเห็นว่าผู้เป็มารดาไม่คิดจะใส่ใจคำที่นางพูดนางจึงหันมาถลึงตาใส่ข้า ในสมองอันด้อยปัญญาของนางคงกำลังคิดว่าจะเล่นงานข้าอย่างไรดีแต่ฮึ! คราวนี้เห็นทีข้าคงจะไม่ยอมให้นางสมหวังเสียแล้วล่ะ
“คุณหนูอย่าตีความหมายที่ข้าพูดไปผิดเลยนะขอรับ ยังไงที่นี่ก็เป็บ้านของข้าข้า...ข้าย่อมไม่้าให้ใครได้รับความเดือดร้อน” เขาพูดเสียงเบาและเศร้าแต่ในใจนั้นกลับคิดไปคนละทาง ใครจะเป็เช่นไรก็ช่าง ข้าไม่สนใจเลยสักนิด แต่เพราะข้า้าให้คนที่นี่หายไปให้หมด
“เ้า!”
“แม้ท่านพ่อจะไม่รักข้า แต่ที่ท่านทำเช่นนี้ก็ย่อมจะต้องมีเหตุผลท่านคงคิดหวังให้ข้าช่วยการณ์ท่านในอนาคต ถ้าหากข้าพอมีความรู้ติดตัวไปบ้างรูปร่างก็ไม่ได้ผ่ายผอมอย่างเช่นตอนนี้ อาภรณ์ที่สวมใส่ก็ดูดี ย่อมเป็การเปิดทางให้ท่านพ่อได้ทำตามที่หวัง...ใช่หรือไม่ขอรับท่านฮูหยิน”
ไม่ใช่ความหวังของบุรุษผู้นั้นหรอก หากเป็ตัวฮูหยินสี่อิงเหม่ยเองต่างหากเล่าที่้าเปิดเส้นทางการค้าใหม่การส่งเขาไปเป็อนุภรรยาของบุรุษผู้นั้นเป็เพียงแค่การเปิดประตูเท่านั้น ที่นางหวังจริงๆ นั้นคือการส่งบุตรีไปเป็ภรรยาของเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่มีอำนาจมากพอและหวังให้บุตรชายคนใดคนหนึ่งรับราชการเพื่อเชิดหน้าชูตาและเป็ขุมอำนาจไว้ต่อรองต่างหากเล่า
“อย่าไปเชื่อมันนะเ้าค่ะท่านแม่ มันกำลังใช้เื่นั้นมาข่มขู่ คิดจะทำตัวเสมอลูกน้องรองและน้องสาม”
“แต่ถ้าฮูหยินคิดว่าสิ่งที่ข้าได้กล่าวไปนั้นเป็เช่นดังที่คุณหนูใหญ่ได้กล่าวข้าก็ต้องขออภัยด้วย ข้ารบกวนฮูหยินนานแล้ว คงจะต้องขอตัวก่อนขอรับ”
้าสิ่งใดอย่ารุกไล่ให้มากจนเกินไป เดี๋ยวจะถูกจับพิรุธได้ แต่เขาเชื่อว่าคนฉลาดเช่นฮูหยินสี่อิงเหม่ยที่สามารถทำให้สามีที่ไม่เอาไหนกลายเป็พ่อค้าที่มีชื่อและยังสามารถครองตำแหน่งฮูหยินเพียงหนึ่งเดียวของสี่เหวินหม่าได้โดยไม่สั่นคลอนยกเว้นมารดาของเขานะ เพราะนั่นนะ...มันเป็เหตุสุดวิสัยที่ไม่มีใคร้าให้เกิดขึ้นจริงๆ นางยังสามารถควบคุมคนในเรือนให้เชื่อฟัง...คนเช่นนี้ไม่เพียงแค่ฉลาดแต่ยังเก่งคิดและมองการณ์ไกลด้วยซึ่งเขาไม่ควรประมาทมองข้ามไปโดยเด็ดขาด
“ข้าจะสั่งให้พ่อบ้านฉางจัดการให้ เ้า้าสิ่งใดเพิ่มเติมก็บอกไป”
“ท่านแม่!” สี่ซูเจียวกระทืบเท้าด้วยความขัดอกขัดใจ
“หวังว่าสิ่งที่ข้าทำลงไป คงจะไม่เสียเปล่า”
นั่นไง เป็อย่างที่เขาว่าใช่ไหมล่ะ สี่อิงเหม่ย...นางไม่ยอมทำอะไรให้ใครโดยไม่หวังผลตอบแทน
“ข้าจะทำไม่ทำให้ฮูหยินผิดหวังขอรับ” ได้...ข้าจะจดจำไว้ มีโอกาสข้าจะตอบแทนพระคุณ...อย่างดีเชียวล่ะ!
ข้าเดินจากมา หากหูก็ได้ยินสี่ซูเจียวโวยวายพลางตัดพ้อผู้เป็มารดาของตนเองที่ยอมทำตามคำขอของเขา
ฮึ! นางช่างเป็ผู้หญิงที่มีแต่รูปร่างที่สวยงามชวนมอง หากสมองกลับเล็กน้อยคงมีไว้คั่นใบหูเท่านั้น...ละมั่ง!
“คุณชาย!”
เพียงแค่เห็นหน้าข้าเท่านั้น บ่าวรับใช้ผู้แสนดีและแสนจะซื่อสัตย์ก็ร้องเรียกและรีบวิ่งมาหาอย่างรวดเร็วใบหน้านั้นตื่นตระหนกและหวาดกลัวระคนห่วงใยในตัวข้าเป็ยิ่งนัก มันทำให้ข้ารู้ว่าคิดไม่ผิดในสิ่งที่คิดจะทำลงไปหลังจากนี้
ข้าส่งยิ้มให้กับเสี่ยวฝาน “กลับเรือนของเรากันเถอะ” ข้าบอกและเดินนำไป
“แล้ว...” เสี่ยวฝานหันรีหันขวาง ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินตามมาอย่างรวดเร็ว
“นางเป็คนฉลาด สิ่งที่ข้าไปบอกกล่าว นางได้ประโยชน์มากกว่าใครแล้วทำไมนางถึงไม่ทำเล่า” ข้าบอกกล่าวกับเสี่ยวฝานที่ยังคงมีความกังวลใจอยู่
“จากนี้ไปพวกเรามีเื่ต้องทำมากมาย เ้าเตรียมตัวให้พร้อมนะเสี่ยวฝาน”โอกาสที่ได้รับมามีเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ทำพลาดไป ข้าไม่กลัว เพราะถือว่าได้ทำแล้วและผลก็ย่อมต่างจากที่เคยเป็มาหากไม่ทำต่างหากเล่า นั่นคือความน่าเสียดายและเสียใจ เพราะจุดจบของข้าก็จะยังคงเป็เช่นเดิม
“ขอรับคุณชาย”
“อย่างแรก ข้าจำได้ว่าเ้าสามารถออกนอกเรือนไปได้โดยไม่มีใครสงสัยใช่หรือไม่”หลังจากฟื้น ความทรงจำที่ข้ามี...มันเลือนรางเป็เสมือนม่านหมอกที่ปกคลุมไปเสียจนหมดสิ้นแต่ก่อนหน้าจะเกิดเื่ราว บางครั้งข้าก็มีความรู้สึกสะท้อนก้องอยู่ในหัวมันจะมีบางอย่างเกิดขึ้น แต่เมื่อข้าเพ่งพิศคิดและมอง กลับปวดจนศีรษะแทบจะแตกข้าจึงทำได้เพียงแค่เตรียมตัวรับมือเท่านั้น แต่ความทรงจำหนึ่งที่เหลืออยู่และฝังแน่นในดวงจิตนั่นคือ...ข้าต้องรอด!
“ขอรับ คุณชายจะให้ข้าทำอันใดขอรับ”
ข้ารู้ว่ามีงานให้เสี่ยวฝานทำ หากในหัวกลับว่างเปล่าคิดมิออกเลยว่าจะต้องทำสิ่งใด
โว้ย! ใครมันช่างกลั่นแกล้งข้ากันเนี่ย เอาความทรงจำข้าคืนมานะ
นึกสิ...นึกให้ออกสี่หนิงเหอ เ้าต้องทำเื่ใดกันแน่!
“คุณชายขอรับ”
“หือ...มีอันใดรึเสี่ยวฝาน” ข้าหยุดคิดถึงเื่ที่จะให้เสี่ยวฝานไปทำชั่วคราวก่อนจะก้มลงมองบ่าวข้างกายที่คิดไม่ตกว่าควรจะบอกกล่าวสิ่งที่ได้รับรู้มาให้ข้ารู้หรือไม่แต่ถ้าให้ข้าคาดเดา ก็คงจะเกี่ยวเนื่องกับเื่อาการาเ็ของตัวข้านั่นแหละ ถ้าให้คาดเดาเพิ่มเติม...คนที่ทำร้ายข้านั่นก็คงจะไม่พ้น...
“คุณชายรองรู้เื่ที่คุณชายฟื้นแล้วนะขอรับ”
นั่นไง...ข้าก็คิดเอาไว้แล้วล่ะ เพราะลำพังเพียงบ่าวไพร่นั้นก็ไม่มีใครกล้าที่จะทำร้ายข้าจนถึงกับเืตกยางออกหรอกนะถึงจะอยากเอาใจผู้เป็นายก็ตามเถอะ
ข้าได้แต่หัวเราะ ความทรงจำข้าผุดขึ้นมาว่า...เคยถูกบ่าวไพร่และก็คุณชายรองทำร้ายมาหลายครั้งมากเอาเื่ไปฟ้องฮูหยินและนายท่านแล้ว ก็พูดทำนองว่า...
เดี๋ยวจะจัดการตักเตือนให้ หรือไม่ก็...
ทำไมชอบทำเื่เล็กให้เป็เื่ใหญ่ แค่เล่นกันในหมู่พี่น้องไม่ใช่รึาเ็นิดหน่อย จะเป็อะไรไปเล่า ถือเสียว่าเป็การฝึกฝนร่างกาย
ฮึ! เวลาที่ตัวเขาถูกทำร้ายช่างกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมาได้อย่างเืเย็นยิ่งนัก หากเมื่อใดที่ข้านั้นเผลอทำร้ายคุณชายรองลงไป...ข้าจะต้องถูกลงโทษไม่ถูกโบยจนเนื้อแทบจะปริแตก เืไหลซิบ ก็จะถูกกักขังให้สำนึกผิดอยู่ที่เรือนนอนและให้อดอาหาร
ช่างมีความยุติธรรมเสียเหลือจะกล่าว!
“ก็ไม่ได้ตายเสียหน่อย ทำไมจะไม่ฟื้นเล่า” ความจริงที่ลงมือนั้น คงคิดจะให้ข้าตายไปนั่นแหละแต่เผอิญว่าคราวนี้ข้ามันคนดวงดี...หรือเปล่า แค่ดวงมันแข็งเกินไปเท่านั้นแหละก็เลยรอดชีวิตกลับมาเสียได้ ดูท่าทางว่า คุณชายรองคงจะผิดหวังเป็อย่างสูง
จะว่าไปก็...อยากเห็นหน้าเขียวหน้าเหลืองของคุณชายชะมัด
“คุณชายรองกล่าวว่า...ถ้าคุณชายกล้านำเื่ที่เกิดขึ้นไปฟ้องฮูหยินคุณชายรองจะ...”
“ข้าจะทำอย่างนั้นทำไมกันเล่าเสี่ยวฝาน อย่างไรเสียนั่นก็เป็บุตรชายสุดที่รักของฮูหยินเชียวนะ”บุตรชายผู้ไม่เอาไหน นอกจากจะเกรกมะเหรกเกเรแล้ว ยังจะเ้าชู้เสียจนน่ากลัวว่าจะอยู่ไม่ถึงแก่ไม่ได้จะแช่งชักอะไรหรอกนะ แต่เชื่อเถอะว่าคุณชายรองนะ...ตายก่อนวัยอันสมควรแน่
“ถึงบอกไป ฮูหยินก็ไม่เชื่ออยู่ดี ไหนจะคุณหนูใหญ่ซูเจียวอีกคงหาว่าข้าใส่ความน้องชายผู้แสนจะดีเลิศเพราะความอิจฉาริษยาเสียมากกว่า คนเช่นนี้เราอย่าไปเสียเวลาด้วยเลยปล่อยให้เขาได้พบเคราะห์กรรมที่เขากระทำลงไปด้วยตัวเขาเองเถอะ”
“ขอรับคุณชาย”
ว่าแต่...ข้าจะให้เสี่ยวฝานทำอันใดกันน่ะ? ทำไมข้าถึงได้คิดไม่ออกแล้วแวบหนึ่งในสมองอันขาวโพลนของข้าก็ผุดเื่หนึ่งขึ้นมาได้
มันคือความทรงจำก่อนจะตาย ที่ตอกย้ำให้ข้าจดจำไม่อาจจะลืมเลือนได้เลยข้า...ต้องรอดชีวิต! จะได้ท่องเที่ยวไปอย่างอิสรเสรี จะไปได้ก็ต้องมีเงินไว้ใช้จ่ายและ...ใช่!อีกเื่ที่สำคัญไม่ต่างกัน อาหารรสเลิศที่แสนจะอร่อยล้ำเหลือและเพียงพอที่จะทำให้ข้ากับเสี่ยวฝานอิ่มข้าจะไม่อยู่อย่างอดอยากปากแห้งจนรูปกายผอมแห้ง เรี่ยวแรงไม่มี เหมือนคนพิกลพิการอีกแล้วเมื่อไปที่โน่น ข้าจะต้องกินดีอยู่ดีมีอาภรณ์ที่อุ่นสบายใจ ดังนั้นข้าต้องมีวิธีการหาเงิน!
“เื่นี้สำคัญยิ่ง เราคงต้องไปคุยกันที่เรือนข้าแล้วละเสี่ยวฝาน” ข้าลืมไปได้เช่นไรที่นี่หูตาของพวกนางนั้นเต็มไปหมด เพียงแค่ขยับกายก็เหมือนกับจะจำแลงแปลงกายเป็แมลงบินไปแจ้งข่าวกันเสียแล้ว
เฮ้อ! ช่างน่าสมเพชเสียนี่กระไร