สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 147 ก็เพราะข้ากลัวถูกท่านเชือดอย่างไรเล่า

    หลิงเยวี่ยซึ่งนั่งฟังอยู่พลันเลิกคิ้วขึ้น


    “เจ้าพูดราวกับว่าตนเองฝึกสำเร็จแล้ว”


    “เสร็จแล้วเจ้าค่ะ”


    ไป๋หลิงตอบอย่างสงบ ก่อนเหลือบมองยูรันด้วยรอยยิ้มบาง


    “สามีของข้าเพียงชี้แนะประโยคเดียว ข้าก็สามารถใช้ก้าวพริบตาได้ทันที”


    ฉึก!


    ฉึก!


    ฉึก!


    ฉึก!


    ฉึก!


    คำว่า ‘สามีของข้า’ ราวกับคมดาบห้าเล่ม ซึ่งแทงทะลุหัวใจของหลิงเยวี่ย หลานชิงอวี้ หนานอวี้ เฮยหลง และเยว่หลินพร้อมกัน


    หลิงเยวี่ยชะงักมือซึ่งกำลังยกถ้วยชา


    [สามีของข้า?!]


    หลานชิงอวี้อ้าปากค้าง


    [เพิ่งผ่านไปคืนเดียวก็เรียกสามีแล้วหรือ?!]


    หนานอวี้เหงื่อเย็นไหลหนักยิ่งกว่าเดิม


    [ศิษย์พี่รองจงใจประกาศต่อหน้าข้าแน่ ๆ!]


    แม้แต่ยูรันเองก็หยุดเคี้ยวถั่วไปชั่วขณะ ก่อนเหลือบมองไป๋หลิงอย่างประหลาดใจ


    ทว่านางยังกล่าวต่อด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ


    “แถมสามีของข้ายังบอกอีกว่า ข้าควบคุมได้อย่างมั่นคงตั้งแต่ครั้งแรก ไม่ผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย”


    ฉึก!


    ฉึก!


    ฉึก!


    ฉึก!


    ฉึก!


    คมดาบระลอกที่สองแทงซ้ำลงไปยังบาดแผลเดิมอย่างแม่นยำ


    หลิงเยวี่ย หลานชิงอวี้ หนานอวี้ เฮยหลง และเยว่หลินต่างนิ่งค้าง สีหน้าค่อย ๆ มืดมนลงพร้อมกัน


    [ข้าควรทำอย่างไรดี?!]


    นางเหลือบมองยูรันด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ ทว่าเขากลับก้มหน้ากินอาหารอย่างสงบ ไม่มีทีท่าว่าจะยื่นมือเข้ามาช่วยแม้แต่น้อย


    [ศิษย์น้องเจ้าคนใจร้าย!]


    [ข้ากำลังจะถูกเชือดอยู่ตรงนี้ เหตุใดเจ้าถึงยังนั่งกินอย่างสบายใจได้อีก?!]


    ไป๋หลิงพลันหันมาทางหนานอวี้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน


    “ศิษย์น้องสาม เหตุใดมือของเจ้าจึงสั่นเช่นนั้น?”


    หนานอวี้สะดุ้งเฮือก ก่อนรีบกำตะเกียบให้แน่น


    “มะ...ไม่มีอะไร! ข้าเพียงหิวมากเกินไปเท่านั้น!”


    “เช่นนั้นก็กินให้มากหน่อย”


    ไป๋หลิงตักอาหารใส่ชามของนางเพิ่มอีกชิ้น


    “เพราะหลังกินเสร็จ พวกเรายังต้องพูดคุยกันอีกนาน”


    “...”


    [ข้าคงไม่รอดแล้วจริง ๆ]


    ยูรันเหลือบมองหนานอวี้ซึ่งกำลังส่งสายตาขอความช่วยเหลือมาให้ไม่หยุด


    [วิธีช่วยก็พอมีอยู่หรอก แต่ว่าค่อนข้างลำบากไปสักหน่อย]


    [เอาเถอะ ช่วยนางสักครั้งก็แล้วกัน]


    เขาวางตะเกียบลง ก่อนเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างกะทันหัน


    “พูดถึงเรื่องวิถี เมื่อคืนข้าได้ลองทำบางอย่างไปเล็กน้อย และพบผลลัพธ์ที่น่าสนใจอยู่บ้าง”


    ยูรันหันไปหาไป๋หลิง


    “หลิงเอ๋อร์ ข้าขอใช้ศิษย์พี่สามได้หรือไม่?”


    ฉึก!


    ฉึก!


    ฉึก!


    ฉึก!


    ฉึก!


    เพียงคำว่า ‘หลิงเอ๋อร์’ หลิงเยวี่ย หลานชิงอวี้ หนานอวี้ เฮยหลง และเยว่หลินก็ถูกคมดาบที่มองไม่เห็นแทงเข้ากลางใจอีกครั้ง


    หลิงเยวี่ยกระชับถ้วยชาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว


    [แม้แต่คำเรียกก็เปลี่ยนไปแล้วหรือ?!]


    หลานชิงอวี้กัดตะเกียบด้วยความอิจฉา


    [เมื่อคืนเพิ่งเรียกศิษย์พี่รองอยู่แท้ ๆ เช้าวันนี้กลายเป็นหลิงเอ๋อร์แล้ว!]


    ส่วนหนานอวี้ถึงกับลืมความหวาดกลัวไปชั่วขณะ


    [แล้วข้าเล่า?! เหตุใดยังเรียกข้าว่าศิษย์พี่สามอยู่?!]


    เฮยหลงกับเยว่หลินก้มหน้าลงพร้อมกัน


    [ความสัมพันธ์ของนายท่านพัฒนาเร็วเกินไปแล้ว พวกเราตามไม่ทันจริง ๆ]


    ไป๋หลิงกลับเผยรอยยิ้มพึงพอใจ ก่อนหรี่ตามองยูรัน


    “เจ้าคิดจะใช้นางทำอะไร?”


    ยูรันหันไปมองทุกคนรอบโต๊ะ ก่อนถามขึ้นอย่างกะทันหัน


    “พวกท่านอยากเปลี่ยนวิถีกันหรือไม่เล่า?”


    “อยาก!”


    ทั้งห้าคนตอบออกมาพร้อมกันโดยไม่ต้องคิด กระทั่งเสียงประสานกันอย่างน่าประหลาด


    ยูรันพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนหันกลับไปหาไป๋หลิง


    “หลิงเอ๋อร์ เจ้าก็มาดูด้วยกันสิ”


    เขาส่งสายตาให้นางอย่างมีความหมาย


    ไป๋หลิงมองสบตาเขาอยู่ครู่หนึ่งก็เข้าใจทันทีว่า สามีของตนกำลังพยายามช่วยยืดเวลาประหารให้หนานอวี้


    “ได้”


    นางตอบรับอย่างว่าง่าย ก่อนเหลือบไปมองหนานอวี้ด้วยรอยยิ้มบาง


    “ข้าเองก็อยากเห็นว่าเจ้าจะใช้นางทำอะไร”


    หนานอวี้ซึ่งเพิ่งคิดว่าตนเองรอดพ้นจากอันตรายพลันแข็งค้าง


    [เดี๋ยวก่อน!]


    [เหตุใดศิษย์พี่รองจึงต้องตามไปด้วย?!]


    [ศิษย์น้อง นี่เรียกว่าช่วยข้าตรงไหนกัน?!]


    เสียงกรีดร้องดังสนั่นอยู่ภายในใจของนาง


    [อ๊ากกกก! ข้ายังไม่รอดเลยสักนิด!]


    ยูรันพยักหน้าตัดสินใจ


    “ตกลง เอาตามนี้ หลังจากกินอาหารเสร็จแล้ว พวกท่านไปรอข้าที่ชั้นสองก่อนสักห้องหนึ่ง”


    จากนั้นเขาจึงหันไปหาเฮยหลงกับเยว่หลิน


    “ส่วนพวกแกสองตัวก็ทำหน้าที่เหมือนเดิม เก็บโต๊ะ ล้างจาน แล้วกลับไปทำงาน”


    เฮยหลงกับเยว่หลินหงอยลงทันที


    “แล้วพวกข้าไม่ได้ไปดูด้วยหรือขอรับ?”


    “แล้วพวกแกจะตามไปดูทำไมมิทราบ?”


    ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ


    “รอให้ได้ผลลัพธ์ก่อน เดี๋ยวก็รู้เองนั่นแหละ”


    เขาลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนโบกมือให้ทุกคน


    “เช่นนั้นข้าไปก่อน”


    กล่าวจบ ร่างของยูรันก็หายวับไปจากดาดฟ้า


    เขาปรากฏตัวอีกครั้งบริเวณบ่อเพาะเลี้ยงด้านหลังยอดเขา หลังจากตรวจสอบสัตว์น้ำซึ่งถูกคัดแยกเอาไว้ในแต่ละบ่อเรียบร้อยแล้ว ยูรันก็เริ่มจัดวางตำแหน่งของสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในคราวเดียว


    พื้นดินบริเวณกว้างถูกปรับให้เรียบ เส้นทางเดิน ระบบส่งน้ำ และขอบเขตของอาคารแต่ละแห่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว


    รายการโครงสร้างที่จัดวางตำแหน่งแล้ว


    - [ ] ฟาร์มสัตว์บกและสัตว์ปีก

    - [ ] สวนสมุนไพรวิญญาณ

    - [ ] โรงหมักสุรา

    - [ ] โรงหลอมยา

    - [ ] โรงตีเหล็ก

    - [ ] โรงทอผ้า

    - [ ] คลังสินค้า

    - [ ] ห้องทำงานส่วนบุคคลสำหรับจัดการเอกสาร

    - [ ] บ่อน้ำพุร้อน

    - [ ] โรงฝึกส่วนตัว


    ส่วนสวนผลไม้วิญญาณซึ่งสร้างเสร็จแล้ว ยูรันเพียงตรวจสอบระบบส่งน้ำและพื้นที่ซึ่งเว้นไว้สำหรับขยายสวนในอนาคต ก่อนเชื่อมเส้นทางเข้ากับโครงสร้างส่วนอื่น


    ขณะเดียวกัน หนานอวี้มองไป๋หลิงซึ่งกำลังส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ ก่อนยอมรับชะตากรรมของตนอย่างสิ้นหวัง


    [เอาเถอะ จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็คงหนีไม่พ้นแล้ว]


    นางลุกขึ้นเดินตามไป๋หลิงลงไปรอที่ชั้นสองแต่โดยดี


    ส่วนหลิงเยวี่ยกับหลานชิงอวี้ ทั้งสองยังคงฝึกก้าวพริบตาต่อบนดาดฟ้าด้วยสีหน้าหดหู่


    [เหตุใดไป๋หลิงถึงทำสำเร็จในก้าวเดียว...]


    คำถามเดียวกันวนเวียนอยู่ภายในใจของทั้งคู่ไม่ยอมหายไปไหน


    สองเค่อต่อมา ยูรันกลับมายังห้องโถงบนชั้นสองของตำหนักมรกต


    ทันทีที่เปิดประตูเข้ามา เขาก็พบไป๋หลิงกับหนานอวี้นั่งรอกันอยู่ก่อนแล้ว


    หนานอวี้นั่งตัวแข็งอยู่บนโซฟา เหงื่อเย็นไหลออกมาราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้อันดุเดือด ส่วนฝั่งตรงข้ามคือไป๋หลิงซึ่งกำลังจ้องนางอย่างสงบนิ่งโดยไม่กล่าวสิ่งใด


    ยูรันมองบรรยากาศอันน่าอึดอัดภายในห้อง ก่อนหันไปถาม


    “หลิงเอ๋อร์ เจ้าคุยกับศิษย์พี่สามแล้วหรือยัง?”


    “ยัง ข้ารอเจ้ากลับมาก่อน”


    ไป๋หลิงตอบเรียบ ๆ


    หนานอวี้ได้ยินดังนั้นก็ยิ่งตัวสั่นหนักกว่าเดิม


    ยูรันเดินเข้ามากลางห้อง


    “เช่นนั้นก็เริ่มได้เลย”


    เขาโบกมือกางม่านปิดกั้นเสียงครอบคลุมทั่วทั้งห้อง ก่อนหันกลับไปลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา


    กึก!


    หนานอวี้สะดุ้งเฮือก


    “เดี๋ยวก่อน!”


    นางลุกพรวดขึ้นจากโซฟา


    “เจ้ากางม่านปิดกั้นเสียงแล้วยังล็อกประตูอีกทำไม?!”


    “เรื่องนี้ท่านต้องการเก็บเป็นความลับไม่ใช่หรือ?”


    ยูรันหันกลับมาตอบอย่างเป็นธรรมชาติ


    “หากไม่กางม่าน แล้วเสียงกรีดร้องของท่านดังไปถึงชั้นบนจะทำอย่างไร?”


    ใบหน้าของหนานอวี้ซีดเผือดทันที


    “เสียงกรีดร้องอะไร?!”


    “ข้าก็ไม่รู้”


    ยูรันเหลือบมองไป๋หลิง


    “ต้องถามหลิงเอ๋อร์เอาเอง”


    ไป๋หลิงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ก่อนหายวับ แล้วมาปรากฏตัวข้างกายหนานอวี้ในทันที


    นางวางมือลงบนไหล่ของศิษย์น้องอย่างแผ่วเบา


    “หนานอวี้ ตอนนี้พวกเรามาคุยเรื่องที่เจ้าปิดบังข้าเอาไว้ตลอดสามวันกันเถอะ”


    หนานอวี้หันไปมองประตูซึ่งถูกล็อก ตามด้วยม่านปิดกั้นเสียงที่ครอบคลุมทั่วทั้งห้อง


    [ศิษย์น้องไม่ได้ช่วยข้า...]


    [เขาเพียงเตรียมห้องลงโทษให้ศิษย์พี่รองต่างหาก!]


    ไป๋หลิงมองหนานอวี้นิ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง


    “หนานอวี้ เหตุใดเจ้าถึงทำเช่นนั้น?”


    “ข้าไม่ได้คิดจะห้ามหรือหวงเขาเอาไว้เพียงผู้เดียวเสียหน่อย เจ้าก็รู้อยู่แล้วว่าเขากำลังจะแต่งงานกับข้า แต่ในวันนั้นเจ้ากลับฉวยโอกาสตัดหน้าข้าไปก่อน”


    นางยิ่งพูด น้ำเสียงก็ยิ่งแฝงความน้อยใจ


    “หากเป็นชิงถาน ข้ายังพอเข้าใจได้ อย่างไรเสียมารดาของนางก็พูดเรื่องแต่งงานออกมาตรง ๆ”


    “แต่คนที่ลงมือก่อนกลับเป็นเจ้า!”


    ไป๋หลิงยกมือกุมหน้าผาก


    “บอกข้ามาสิ ว่าข้าควรจัดการกับเจ้าอย่างไรดี?”


    “อะ...เอ่อ คือว่าข้า...ข้า...”


    หนานอวี้พูดติดอ่างอยู่นาน ก่อนตัดสินใจหลับตาแล้วสารภาพออกมารวดเดียว


    “ข้ากลัวว่าหากไม่รีบลงมือ ข้าจะไม่มีโอกาสแล้ว!”


    ไป๋หลิงชะงักเล็กน้อย


    “วันนั้นข้าได้ยินท่านแม่ทั้งสองพูดเรื่องแต่งงาน ไหนจะเจ้า ไหนจะชิงถาน แล้วอาจมีคนอื่นเพิ่มขึ้นอีก ข้าจึงคิดว่าตนเองต้องทำอะไรสักอย่าง”


    หนานอวี้ก้มหน้าลง ใบหน้าแดงก่ำจนถึงใบหู


    “เดิมทีข้าคิดเพียงว่าจะไปบอกความรู้สึกกับเขาเท่านั้น แต่สุดท้ายเรื่องมันก็...เลยเถิดไปหน่อย”


    “เลยเถิดไปหน่อย?”


    ไป๋หลิงทวนคำช้า ๆ


    “เจ้าขโมยครั้งแรกของสามีข้าไป แล้วยังเรียกว่าเลยเถิดไปหน่อยอีกหรือ?”


    “ข้าขอโทษ!”


    หนานอวี้รีบประสานมือขออภัย


    “ข้ารู้ว่าตนเองทำไม่ถูก แต่ตอนนั้นข้าห้ามใจไม่ได้จริง ๆ!”


    ไป๋หลิงหรี่ตามองนาง


    “แล้วเหตุใดหลังจากนั้นถึงไม่ยอมบอกข้า?”


    “ก็เพราะข้ากลัวถูกท่านเชือดอย่างไรเล่า!”


    “แล้วตอนนี้ไม่กลัวแล้วหรือ?”


    หนานอวี้เหลือบมองมือของไป๋หลิงซึ่งยังวางอยู่บนไหล่ตน ก่อนตอบเสียงสั่น


    “ตอนนี้ยิ่งกลัวกว่าเดิมอีก...”

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน