ในกระท่อมกลางสวนท้อ จ้าวเจียนวางหนังสือ,ฝึกพลังจินตภาพขั้นพื้นฐาน,ลงบนโตะ หันไปจุดเทียนบนเชิงเทียน แสงเทียนกระทบหน้าปกสีขาวซีด ตัวหนังสือสีนำตาลแดงชัดขึ้นมา
เวลาดึกเช่นนี้บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงสัตว์หากินกลางคืนบางชนิดที่ร้องเสียงไม่ดังนัก จ้าวเจียนนั่งบนเก้าอี้ ท้าวข้อสอกบนโตะ มือท้าวคาง มองหน้าปกหนังสือ ตัดสินใจว่าจะอ่านดีหรือไม่
ท่านอาจารย์เคยบอกว่า มันมีพลังจิต แต่เป็พลังจิตที่อ่อนด่อย เปลียบได้กับสายธาลที่ไหลเอื่อยๆ รออีกห้าปีถึงจะฝึกวิชาเวทได้ จ้าวเจียนนึกถึงคำพูดของจ้าวซูเหลียง ที่บอกว่า ผู้มีพลังจิตอ่านตำราฝึกพลังจินตภาพจะทำให้ตายได้ มันสงสัย แค่อ่านจะตายได้อย่างไร แต่ก็ไม่กล้าประมาทเปิดดูในทันที มันมองหน้าปกหนังสืออยู่นาน รู้สึกง่วงนอน จึงลงไปนอน คิดว่าพรุ่งนี้ต้องอ่านให้ได้
เช้าวันรุ่งขึ้น จ้าวเจียนตื่นตามเวลาปกติ ล้างหน้าบ่วนปาก แล้วทำอาหารทาน วันนี้มันตัดสินใจแล้วว่า จะอ่านหนังสือเล่มนั้น มันมีพลังจิตที่อ่อนด่อย ไม่สามารถฝึกวิชาเวทได้ เช่นนั้นถ้ามันฝึกพลังจินตภาพได้ย่อมดีกว่าใช่หรือไม่
หลังจากทานอาหารจนอิ่มท้อง จ้าวเจียนหยิบหนังสือฝึกพลังจินตภาพขั้นพื้นฐานขึ้นมา นั่งลงบนม้านั่งใต้ต้นท้อ มือของมันสั่นเล็กน้อย ก่อนจะมั่นคงดังเดิม ริมฝีปากของจ้าวเจียนแห้งผาก หัวใจเต้นกระตุก มันหลับตาสงบจิตสงบใจลง
สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเปิดตาที่เป็ประกาย
พลึบ...เสียงเปิดหน้าปกของหนังสือออก สูดหายใจอีกครั้ง ก้มหน้าลงอ่าน
"..ไร้ซึ่ง พลัง ไม่ไร้ซึ่ง กำลัง ไร้ซึ่ง อาวุธ ไม่ไร้ซึ่ง เจตจำนง ไร้ซึ่ง กระบี่ ไม่ไร้ซึ่ง คมกระบี่ ไร้ซึ่ง หอก ไม่ไร้ซึ่ง คมหอก ไร้ซึ่งดาบ ไม่ไร้ซึ่ง คมดาบ .." อ่านถึงตรงนี้จ้าวเจียนพลันหยุดชะงัก มันไม่รู้ว่าตนเองหัวแตกั้แ่เมื่อไหร่ แต่สังเกตุเห็นหยดเืสีแดงฉาน ที่ไหลลงผ่านหว่างคิ้วถึงปลายจมูก หยดเืซึมออกจากหนังศรีษะของมัน หยดแล้วหยดเล่า มันมองดูด้วยความตื่นตระหนก ทันใดนั้นเอง ความเ็ปราวกับหัวจะะเิบังเกิดขึ้น แต่จ้าวเจียนกัดฟันไม่ส่งเสียงร้อง เพราะไม่อยากให้ท่านอาจารย์ร่วงรู้ ไม่เช่นนั้นแล้วท่านอาจารย์ต้องโกรธมันแน่
หนังสือล่วงลงพื้น จ้าวเจียนกุมศรีษะ มือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยเืไหลลงมาถึงข้อสอก ร่างของมันหล่นกระแทกพื้น ส่งเสียงอึกอักตลอดเวลา หลายชั่วยามมันค่อยคุมสติได้ มันรู้สึกร่างกายว่างเปล่า สมองเบาหวิว ความเ็ปค่อยๆลดลง พร้อมกับร่างกายที่ขยับโดยที่มันควบคุมหรือไม่ได้ควบคุม มันลุกขึ้นโซเซ สองเท้าเดินไปยังถังน้ำ ตักน้ำลาดหัว ทันทีที่ชะล้างใบหน้า ดวงตามันเกิดประกายขึ้นแล้วดับลงอย่างฉับพลัน เข่าของมันอ่อนยวบ แขนขาไร้เรียวแรง นอนกองบนพื้นราวกับผัก
ครั้งนี้มันขยับไม่ได้แม้แต่แขนขวา มีเพียงดวงตาที่กระพริบปิบๆ กับลมหายใจที่แ่เบา
'เกิดอะไรขึ้น' มันถามตนเองในใจ ไม่อาจส่งเสียงใดๆได้
มันราวกับ ย้อนกลับไปยังชาติที่แล้ว มันนอนอยู่บนเตียงในโรงพบายาล เฝ้ามองทีวีฉายภาพยนตร์ ความรู้สึกนั้นกลับมาอีกครั้ง แถมครังนี้ หนักยิ่งกว่าครั้งก่อน มันทำได้เพียงขยับดวงตาไปมา มองเห็นดอกท้อที่ล่วงลงจากกิ่งก้าน ปลิวไปตามสายลม นานเท่าไร่ไม่รู้ มันนอนหลับไป แล้วตื่นขึ้นอีกที เมื่อพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน
จ้าวเจียนรู้สึกสิ้นหวัง ตอนแรกคิดว่า ถ้านอนหลับแล้วตื่นขึ้นอีกที ร่างก่ายคงจะกลับเป็เหมือนเดิม แต่ไม่ใช่ มันกลายเป็อัมพาตทั้งตัว ขยับส่วนไหนไม่ได้เลย ไม่รู้ว่ามันตำหนิตัวเองไปกี่รอบแล้ว สิ่งที่ไม่ควรทำมันกลับกระทำ ผลเกิดขึ้นเช่นนี้ สมควรแล้ว มันไม่รู้จะทำเช่นไรต่อไป ขอตายแล้วเกิดไหม่อีกรอบก็แล้วกัน เช่นนั้นมันจึงหลับไปอีกครั้ง
.....
กลางดึกเสียงสัตว์หากินกลางคืนร้องเสียงไม่ดังนัก ท่านอาจารย์เปิดประตูบ้านไม้เข้าไป ภายในมีเตียงและสิ่งของเครื่องใช้ ร่างของเ้าเจียนนอนหลับอยู่บนเตียง ท่านอาจารย์ลากเก้าอี้ หย่อนก้นลงนั่ง รินน้ำชาใส่ถ้วย ก่อนจะยกขึ้นดื่ม
"อ้า เ้าเด็กหัวดื่อ ไม่คิดว่าเ้าจะกล้าทำในสิ่งที่ผู้อื่นมิกล้า" มันกล่าวพลางมองหนังสือ,ฝึกพลังจินตภาพขั้นพื้นฐาน ที่ว่างไว้บนโตะ แม้แต่มันเองยังไม่กล้าอ่านหนังสือเล่มนี้
"การโจมตีของพลังจิตในหัวเ้ารุนแรงมาก ที่น่าแปลกคือเ้ายังไม่ตาย ถ้าเป็ผู้อื่นคงกลายเป็ละอองโลหิตไปแล้ว ที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือ เ้าอ่านเพียงสองบรรทัดเองแต่กลับสร้างพลังจินตภาพขึ้นมาได้แล้ว นี่มันคุณสมบัติของผู้หยั่งรู้ชัดๆ"
มันดื่มชาอีกถ้วยก่อนวางถ้วยลงบนโตะ "อ้า แต่น่าเสียดาย ในเมื่อเ้ามีพลังจิต ก็ไม่อาจฝึกพลังจินตภาพ แถมพลังจิตของเ้ายังนับว่าอ่อนด่อย " มันถอนหายใจทีนึง กล่าวต่อว่า " แต่ตอนนี้ไม่สำคัญแล้ว เ้าไม่มีหวังอะไรทั้งนั้น"
มันมองสภาพอันน่าสมเพชของศิษย์คนเล็กด้วยแววตาเวทนา ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกไป เมื่อออกนอกห้องมันปิดประตูลง น้ำตาของชายชราพลันไหลออกมา มันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าร้องให้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แต่ครั้งนี้มันรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง แน่นอน มันพอใจศิษย์คนที่สองมากที่สุด เป็ห่วงศิษย์คนที่สามมากที่สุด ส่วนจ้าวเจียนศิษย์คนที่สี่ มันผูกพันมากที่สุด รักมากที่สุด และชื่นชมมากที่สุด มันรู้สึกกับจ้าวเจียนเหมือนลูกเหมือนหลาน
มันเสียใจกับพลังจิตของจ้าวเจียนที่อ่อนด่อย จ้าวซื่อซื่อที่คลายกับเป็แม่ของจ้าวเจียนเป็ผู้ฝึกตนแถวหน้าที่มีพร์ จ้าวหวงิ่ที่คลายกับเป็ลุงของจ้าวเจียนเป็ผู้ฝึกตนที่เก่งกาจมีฐานะเป็ผู้นำตระกูลจ้าว จ้าวกวางิที่คล้ายกับเป็ตาของจ้าวเจียนเป็ผู้ฝึกตนที่เก่งกาจเทียบเท่า,เ้าสำนักิ ส่วนจ้าวเจียนนั้น มีพลังจิตที่อ่อนด่อย เป็เพียงเศษเดนในตระกูลจ้าวเท่านั้น
จ้าวเจียนพลันลืมตาขึ้น มันได้ยินที่ท่านอาจารย์พูดก่อนที่มันจะออกจากห้องไปทั้งหมด
มันรู้ว่าตนเองประมาทกับชีวิตมากเกินไป ถ้ารู้ว่าผลจะเป็เช่นนี้ มันคงไม่อ่านหนังสือเล่มนั้นั้แ่แรก
ท่านอาจารย์ยังบอกว่ามันทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว กลายเป็คนพิการไปตลอดชีวิต
...
หลังจากที่สองพ่อลูก จ้าวหวงิ่ กับ จ้าวซูเหลียง ลงจากเขาซีซานเวลาเช้า เดินทางผ่านเมืองผู้ฝึกตนมาสองเมือง เข้าสู่เมืองผู้ฝึกตนที่สาม
ภายในโรงเตี้ยม จ้าวหวงิ่กำลังชื่นชมรูปภาพ ในหัวคุ่นคิด เด็กแซ่จ้าวที่อาศัยในสวนท้อคือใคร ? ตอนที่คุยกับท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ไม่ได้บอกมันว่ารับศิษย์คนที่สีแล้ว ทำไมท่านอาจารย์ต้องปกปิดมันด้วย
"ท่านพ่อ นั่นรูปภาพของลูก" เสียงใสของเด็กหญิงที่อยู่บนเตียง
"รูปนี่วาดได้สมจริง และงดงามมาก พ่อไม่เชื่อว่าเด็กแซ่จ้าวนั่นเป็คนวาด" บิดากล่าว
เด็กหญิงกล่าว่า " ข้าเห็นกับตาว่ามันวาดเอง ท่านพ่อไม่เชื่อ งั้นข้าไม่ให้ท่านดูแล้ว"
บิดาขมวดคิ้ว กล่าวว่า "เ้าเห็นกับตาจริงหรือ"
เด็กหญิงพยักหน้ากล่าวว่า "ลูกเห็นกับตาจริงๆ"
"ก็ได้ๆ เอาคืนไปเลยไป" ว่าจบบิดาก็คืนรูปภาพให้กับเด็กหญิง
เด็กหญิงรับมาอย่างทะนุถนอม ห่อไว้อย่างดี แล้ววางไว้บนหัวนอน ก่อนจะห่มผ้านอนหลับ