หลังจากตกลงกันว่าจะรักษาระยะในเวลางานให้ชัดเจนขึ้น แพรพิมกับคินธารก็พยายามทำตามอย่างจริงจัง ทั้งสองลดการคุยเล่นในออฟฟิศ ไม่ยืนคุยกันสองคนนานเกินไป และถ้ามีเื่ซึ่งเกี่ยวกับงานก็ใช้ช่องทางของทีมมากกว่าข้อความส่วนตัวเหมือน่ก่อน แม้ฟังดูเป็เื่ง่าย แต่พอลองทำจริง แพรพิมกลับรู้สึกว่าความเงียบระหว่างกันดังเสียจนแทบได้ยิน เพราะจากคนที่เคยเดินผ่านแล้วแซวกันได้ทุกครั้ง ตอนนี้กลับต้องทำเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ ทั้งที่ในใจต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าความรู้สึกไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
เช้าวันหนึ่ง แพรพิมเดินเข้ามาถึงโต๊ะแล้วเห็นแก้วกาแฟวางอยู่ตรงมุมเดิมพร้อมกระดาษโน้ตเล็ก ๆ เขียนสั้น ๆ ว่า “วันนี้มีประชุมยาว อย่าลืมกินข้าวเช้าด้วย” โดยไม่มีชื่อกำกับ แต่เธอแทบไม่ต้องเดาว่าเป็ของใคร เพราะลายมือเรียบ ๆ กับประโยคที่ชอบย้ำเื่กินข้าวแบบนี้มีอยู่ไม่กี่คนในโลก และหนึ่งในนั้นก็คือผู้บริหารหน้านิ่งที่กำลังพยายามทำตัวเหมือนทุกอย่างปกติอยู่พอดี
มิ้นท์เดินมาเห็นพร้อมกันแล้วเลิกคิ้ว “ใครซื้อกาแฟให้แต่เช้าเนี่ย”
แพรพิมรีบหยิบโน้ตเก็บทันที “ไม่รู้ค่ะ อาจเป็แฟนคลับนิรนาม”
“แฟนคลับนิรนามรู้ด้วยนะว่ามีประชุมยาว”
แพรพิมทำหน้ามุ่ย “พี่อย่าเพิ่งสืบค่ะ เดี๋ยวรู้มากไปแล้วจะลำบาก”
มิ้นท์หัวเราะ “โอเค พี่ไม่ถาม แต่ดูจากหน้าคนได้รับกาแฟแล้วน่าจะพอเดาได้อยู่”
แพรพิมพยายามไม่ยิ้ม แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งปิดไม่มิด เพราะแค่กาแฟหนึ่งแก้วกับกระดาษโน้ตหนึ่งแผ่นกลับทำให้เช้าที่ควรธรรมดาดูดีขึ้นแบบน่าหงุดหงิด และในใจยังแอบคิดอีกว่าคินธารช่างหาทางดูแลแบบไม่ให้ใครจับได้เก่งขึ้นทุกวัน
่สายมีการประชุมกับทีมใหญ่และคินธารทำตามที่ตกลงไว้จริง เขาพูดกับแพรพิมเื่งานเท่าที่จำเป็ เรียกชื่อเธอเหมือนสมาชิกคนอื่น และไม่มีอะไรให้คนรอบข้างจับพิรุธได้มากนัก จนแพรพิมเกือบเชื่อว่าทุกอย่างควบคุมได้ดีแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะระหว่างพักประชุม เธอเห็นเขาเหลือบมองแก้วกาแฟตรงหน้าเธอหนึ่งครั้ง แล้วพอเห็นว่าดื่มไปเกือบหมดก็ยิ้มบาง ๆ เหมือนพอใจโดยไม่ต้องพูดอะไร
แพรพิมเองก็แกล้งก้มหน้าดูเอกสารต่อ แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนถูกจับได้ว่าเข้าใจความหมายของกาแฟนั้นดีแค่ไหน และยิ่งรู้ว่าเขาก็ยังมองอยู่ ความพยายามทำตัวปกติก็ดูจะยากขึ้นไปอีกหลายเท่า
หลังประชุม แพรพิมเดินกลับโต๊ะพร้อมมิ้นท์ แต่ยังไม่ทันนั่งก็มีชายหนุ่มจากฝ่ายการตลาดเดินเข้ามาทัก เขาชื่อ ภาคิน เป็คนอัธยาศัยดีและเคยช่วยงานทีมอยู่สองสามครั้งก่อนหน้านี้ แม้ไม่ได้สนิทมากแต่ก็พอคุยกันได้แบบสบาย ๆ
“แพร เย็นนี้ว่างไหมครับ พอดีทีมเราจะไปกินข้าวกันหลังเลิกงาน ถ้าสะดวกไปด้วยกันไหม”
แพรพิมชะงักนิดหนึ่งก่อนตอบ “วันนี้เหรอคะ”
“ใช่ครับ ร้านใกล้ ๆ นี่เอง คนไปหลายคน ไม่ได้เป็ทางการอะไร”
ก่อนที่แพรพิมจะตอบ สายตากลับเผลอเลื่อนไปเห็นคินธารเดินออกมาจากห้องประชุมอีกฝั่งพอดี เขาไม่ได้หยุดหรือแสดงสีหน้าอะไรชัดเจน แต่แพรพิมเห็นเต็ม ๆ ว่าสายตาของเขาหยุดอยู่ที่ภาคินกับเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินผ่านไปแบบนิ่งเกินไปจนรู้สึกได้ว่ากำลังพยายามไม่แสดงอะไร
ภาคินยังรอคำตอบอยู่ แพรพิมจึงหันกลับมาแล้วตอบว่า “ได้ค่ะ ถ้าเสร็จงานทัน เดี๋ยวไปด้วย”
“โอเคครับ งั้นเดี๋ยวส่งโลเคชันให้”
ภาคินเดินจากไป ส่วนมิ้นท์หันมามองแพรพิมทันทีด้วยรอยยิ้มที่เหมือนรู้ว่ามีบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น
“พี่ไม่พูดนะ” มิ้นท์ชิงบอกก่อน
แพรพิมถอนหายใจ “ดีค่ะ เพราะหนูก็รู้ว่าพี่กำลังคิดอะไร”
“แค่สงสัยว่าเย็นนี้จะมีใครอารมณ์ไม่ดีหรือเปล่าเท่านั้นเอง”
แพรพิมรีบตอบ “ไม่มีใครมีสิทธิ์อารมณ์ไม่ดีค่ะ หนูจะไปกินข้าวกับทีม ไม่ได้ไปเดต”
มิ้นท์ยิ้ม “พี่ก็ไม่ได้บอกว่าใครมีสิทธิ์นะ”
คำพูดนั้นทำให้แพรพิมเงียบไป เพราะถ้าตามสถานะจริง คินธารก็ไม่มีสิทธิ์หึงเธอเหมือนกัน และเธอเองก็ไม่มีสิทธิ์หึงเขาเื่ลลินเหมือนครั้งก่อน แต่ความรู้สึกกลับไม่เคยถามเื่สถานะก่อนเข้ามาอยู่ในใจเลยสักครั้ง
่บ่าย คินธารส่งข้อความเื่งานมาทางแชตทีมตามปกติ แต่ไม่มีข้อความส่วนตัวเลยแม้แต่หนึ่งคำ จนแพรพิมเริ่มรู้สึกว่าความเงียบนี้ชัดเจนเกินไปเล็กน้อย หลังจากผ่านไปเกือบชั่วโมง เธอจึงเปิดแชตส่วนตัวแล้วพิมพ์ไปเองว่า “วันนี้ยุ่งเหรอคะ”
อีกฝ่ายตอบกลับไม่ช้า “นิดหน่อยครับ”
แพรพิมมองข้อความสั้น ๆ แล้วรู้สึกได้ทันทีว่าโทนไม่เหมือนทุกวันจึงถามต่อ “เป็อะไรหรือเปล่า”
คินธารเงียบไปพักหนึ่งก่อนตอบว่า “เปล่าครับ คุณไปกินข้าวกับทีมฝ่ายการตลาดเย็นนี้ใช่ไหม”
แพรพิมอ่านแล้วเผลอยิ้มออกมา เพราะคำตอบชัดเกินกว่าจะเรียกว่าไม่มีอะไร แต่ยังแกล้งพิมพ์กลับว่า “ใช่ค่ะ ทำไมเหรอคะ”
“ไม่มีอะไรครับ แค่ถาม”
เธอยิ้มกว้างกว่าเดิมก่อนพิมพ์ต่อ “คุณหึงเหรอคะ”
คราวนี้เงียบไปนานกว่าปกติจนแพรพิมเกือบคิดว่าเขาจะไม่ตอบ แต่สุดท้ายข้อความก็เด้งขึ้นว่า “ถ้าบอกว่าหึงนิดหน่อยจะดูไม่มีเหตุผลเกินไปไหมครับ”
แพรพิมนิ่งอยู่กับหน้าจอทันที เพราะแม้จะเดาอยู่แล้ว แต่การได้เห็นคำตอบตรง ๆ ก็ยังทำให้หัวใจเต้นแรงแบบไม่ทันตั้งตัว เธอจึงพิมพ์ตอบช้า ๆ ว่า “ก็ไม่มีสิทธิ์ห้ามหนูนะคะ”
คินธารตอบกลับ “ผมรู้ครับ และผมไม่ได้จะห้าม”
คำตอบนั้นทำให้เธอใจอ่อนขึ้นทันที เพราะแทนที่จะใช้อารมณ์หรือทำให้รู้สึกผิด เขากลับยอมรับความรู้สึกของตัวเองโดยไม่เอามันมาเป็เหตุผลควบคุมเธอ และนี่คือสิ่งที่ทำให้แพรพิมรู้สึกปลอดภัยกับเขามากขึ้นเรื่อย ๆ
เธอจึงพิมพ์กลับไปว่า “งั้นไม่ต้องคิดมากนะคะ หนูไปกับทีมจริง ๆ”
คินธารตอบสั้น ๆ ว่า “ครับ เข้าใจแล้ว”
แพรพิมลังเลก่อนพิมพ์เพิ่มว่า “แล้วถ้าหนูบอกว่าเห็นคุณทำหน้าไม่ค่อยดีตอนภาคินชวน หนูจะดูสังเกตคุณมากไปไหมคะ”
อีกฝ่ายตอบกลับมาแทบจะทันที “ก็พอ ๆ กับที่ผมสังเกตคุณครับ”
เธอหัวเราะเบา ๆ แล้วล็อกหน้าจอด้วยความรู้สึกอบอุ่นแปลก ๆ เพราะแม้จะยังไม่มีสถานะชัดเจน แต่ทั้งสองก็เริ่มพูดความรู้สึกออกมาตรงขึ้นทีละนิด โดยไม่มีใครต้องแกล้งทำว่าไม่รู้สึกอะไรเหมือน่แรกอีกแล้ว
ตอนเย็น แพรพิมไปกินข้าวกับทีมฝ่ายการตลาดตามที่รับปากไว้จริง และบรรยากาศก็เป็กันเองแบบกลุ่มเพื่อนร่วมงาน ภาคินคุยกับเธอมากกว่าคนอื่นเล็กน้อยเพราะนั่งอยู่ใกล้กัน แต่ก็ไม่มีอะไรเกินเลยจนแพรพิมเองไม่ได้คิดมาก กระทั่ง่หนึ่งภาคินถามขึ้นว่า “แพรมีแฟนหรือยังครับ”
คำถามนั้นทำให้เธอชะงักไปทันที เพราะไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรดี ถ้าพูดว่าไม่มีมันก็ตรงตามสถานะจริง แต่ในใจก็มีใครบางคนอยู่ชัดเจนเกินกว่าจะรู้สึกว่าตัวเองว่างจริง ๆ
“ยังค่ะ” เธอตอบในที่สุด “แต่่นี้ก็ไม่ได้คิดจะเริ่มคุยกับใครใหม่เท่าไร”
ภาคินพยักหน้าเหมือนเข้าใจและไม่ได้ถามต่อ แต่คำตอบของตัวเองกลับทำให้แพรพิมรู้สึกอะไรบางอย่าง เพราะมันเหมือนยอมรับกับตัวเองไปครึ่งหนึ่งว่า ตอนนี้ใจไม่ได้ว่างแล้วจริง ๆ
หลังมื้อเย็นจบ เธอเรียกรถกลับบ้านและระหว่างนั่งรอ โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นพร้อมข้อความจากคินธาร
“กลับหรือยังครับ”
แพรพิมมองแล้วพิมพ์ตอบ “กำลังกลับค่ะ วันนี้คุณเช็กเร็วมากเลยนะ”
อีกฝ่ายตอบ “แค่อยากรู้ว่าโอเคไหมครับ”
เธอพิมพ์กลับแบบแซว “หึงแล้วก็ยังห่วงด้วย ครบเลยนะคะ”
คินธารตอบว่า “ผมควรปฏิเสธไหมครับ”
แพรพิมมองหน้าจอแล้วเผลอยิ้มก่อนพิมพ์ว่า “ไม่ต้องค่ะ วันนี้หนูให้พูดตรงได้หนึ่งวัน”
อีกฝ่ายตอบกลับ “งั้นผมหวงนิดหนึ่งจริงครับ แต่จะไม่ห้ามคุณไปไหน”
ประโยคนั้นทำให้แพรพิมเงียบไปนาน เพราะคำว่าหวงฟังชัดเจนกว่าคำว่าหึงเสียอีก และถึงยังไม่มีสถานะอะไร แต่การรู้ว่าอีกคนให้ความสำคัญกับเธอมากพอจะรู้สึกแบบนั้นก็ทำให้ใจอ่อนอย่างช่วยไม่ได้
เธอจึงตอบกลับเบา ๆ ผ่านข้อความว่า “เข้าใจค่ะ แล้วก็...หนูไม่ได้รำคาญนะ”
คินธารตอบ “งั้นก็ดีครับ”
แพรพิมยิ้มแล้วเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า แต่ความรู้สึกดีนั้นอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะพอรถเคลื่อนออกจากร้าน เธอก็เริ่มคิดถึงสิ่งที่มิ้นท์เคยเตือนขึ้นมาอีกครั้ง ว่าความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่เื่ของคนสองคนเท่านั้น เพราะยังมีงาน ตำแหน่ง และสายตาของคนอื่นอยู่ด้วย และยิ่งความรู้สึกชัดมากขึ้น ความเสี่ยงก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย
วันต่อมา ความเสี่ยงนั้นก็เริ่มแสดงตัวเร็วกว่าที่คิด เพราะ่เช้าขณะกำลังนั่งทำงาน แพรพิมได้ยินพนักงานสองคนจากอีกทีมคุยกันเบา ๆ ระหว่างเดินผ่าน โดยประโยคหนึ่งหลุดเข้าหูชัดพอว่า “่นี้คุณคินธารดูสนิทกับพนักงานใหม่คนนั้นนะ เห็นช่วยงานบ่อยด้วย”
แพรพิมนิ่งไปทันทีและทำเหมือนไม่ได้ยิน แต่ความรู้สึกข้างในกลับหนักขึ้นแบบเห็นได้ชัด เพราะสิ่งที่กลัวเริ่มเกิดขึ้นจริง แม้ยังเป็เพียงคำพูดลอย ๆ แต่เธอรู้ว่าข่าวในออฟฟิศสามารถโตเร็วแค่ไหนหากมีคนเริ่มเติมเื่ต่อกันไปเรื่อย ๆ
มิ้นท์สังเกตสีหน้าของเธอแล้วถามเบา ๆ ว่า “ได้ยินใช่ไหม”
แพรพิมพยักหน้า “ค่ะ”
“อย่าเพิ่งคิดมากนะ ยังไม่มีอะไรแรง แต่่นี้ต้องระวังจริง ๆ”
แพรพิมพยายามยิ้ม “หนูรู้ค่ะ แค่รู้สึกไม่ชอบที่คนอาจคิดว่างานหนูได้มาเพราะเขา”
มิ้นท์มองเธอแล้วตอบจริงจัง “งั้นก็ทำให้ทุกอย่างชัดด้วยผลงานต่อไป แพรทำดีจริง คนที่ทำงานด้วยรู้ดี เดี๋ยวเวลาจะเป็ตัวตอบเอง”
คำพูดนั้นช่วยให้แพรพิมตั้งสติได้มากขึ้น และทั้งวันเธอจึงตั้งใจกับงานมากกว่าเดิมเหมือนอยากพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวไม่ควรลดคุณค่าของสิ่งซึ่งสร้างด้วยความสามารถจริง
่บ่ายมีการประชุมอีกครั้งและคินธารสังเกตได้ว่าเธอจริงจังเกินปกติจนแทบไม่พูดเล่น เขาจึงส่งข้อความส่วนตัวมาระหว่างพักว่า “ได้ยินอะไรมาใช่ไหมครับ”
แพรพิมมองข้อความแล้วตอบ “นิดหน่อยค่ะ แต่ไม่เป็ไร หนูจัดการได้”
คินธารตอบกลับ “ถ้ามีอะไรเกินขอบเขตบอกผมนะครับ”
เธอพิมพ์กลับทันที “อย่าเพิ่งออกตัวช่วยหนูมากค่ะ เดี๋ยวคนยิ่งคิด”
อีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบ “จริงครับ ขอโทษ ผมเผลอคิดว่าจะช่วยก่อน”
แพรพิมอ่านแล้วรู้สึกใจอ่อนอีกครั้ง เพราะคินธารยอมถอยทันทีเมื่อเธอบอกขอบเขต ไม่มีการเถียงว่าเขาหวังดีหรือพยายามทำแทนเธอ และนี่คือสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้ความรู้สึกของแพรพิมชัดขึ้นกว่าเดิมว่า ถ้าจะชอบใครสักคน เธออยากชอบคนซึ่งฟังคำว่าไม่เป็และไม่คิดว่าความห่วงใยให้สิทธิ์ทำทุกอย่างแทน
หลังเลิกงาน ทั้งสองนัดคุยกันสั้น ๆ ที่ร้านกาแฟเดิมเพื่อเคลียร์เื่ข่าวในออฟฟิศ คินธารมีสีหน้าจริงจังกว่าปกติและพูดตรง ๆ ว่า “ผมไม่อยากให้เื่นี้ทำให้คุณลำบาก ถ้าต้องถอยระยะในบริษัทมากกว่านี้ ผมทำได้”
แพรพิมมองเขาแล้วถาม “แล้วนอกบริษัทล่ะคะ”
คินธารเงียบไปนิดหนึ่งก่อนตอบ “นอกบริษัทผมไม่อยากถอย ถ้าคุณยังโอเค”
คำตอบนั้นทำให้แพรพิมยิ้มบาง ๆ อย่างห้ามไม่ได้ “ตรงอีกแล้วนะคะ”
“่นี้คุณอนุญาตให้พูดตรงไม่ใช่เหรอครับ”
“เป็บางวันค่ะ ไม่ได้สมัครสมาชิกถาวร”
คินธารหัวเราะเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “ผมแค่อยากให้คุณรู้ว่า ถ้าต้องเลือกระหว่างการทำให้คนอื่นเห็นว่าผมสนิทกับคุณ กับการรักษางานของคุณให้ปลอดภัย ผมเลือกอย่างหลัง แต่ไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกของผมจะหายไป”
แพรพิมนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบช้า ๆ ว่า “หนูก็ไม่อยากให้มันหายไปเหมือนกันค่ะ แค่ยังไม่อยากให้มันกลายเป็เื่ของทั้งบริษัทก่อนที่เราจะรู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร”
คินธารพยักหน้า “งั้นเราค่อย ๆ ไปเหมือนเดิมครับ”
“ค่อย ๆ ไป แต่ห้ามหายไปนะคะ”
ประโยคนั้นหลุดออกมาจากแพรพิมโดยแทบไม่ทันคิด และทันทีที่พูดจบเธอก็รู้สึกว่าเปิดใจมากเกินไปนิดหนึ่ง แต่คินธารกลับไม่ได้แซว เขาเพียงมองเธอด้วยแววตาอ่อนลงแล้วตอบว่า “ไม่หายครับ”
คำตอบสั้น ๆ นั้นกลับทำให้ใจของแพรพิมสงบอย่างน่าประหลาด เพราะแม้ไม่มีคำสัญญาใหญ่ ไม่มีสถานะ และไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะไปถึงตรงไหน แต่อย่างน้อยตอนนี้ทั้งคู่กำลังเลือกอยู่ตรงนี้ด้วยกันโดยไม่หลบความรู้สึกและไม่ปล่อยให้แรงกดดันจากคนอื่นเป็คนตัดสินแทน
ก่อนแยกกันกลับบ้าน คินธารพูดแบบติดเล่นว่า “พรุ่งนี้ในออฟฟิศผมจะพยายามไม่มองคุณบ่อยนะครับ”
แพรพิมหัวเราะ “ไม่ต้องถึงขั้นนั้นค่ะ เดี๋ยวคนคิดว่าทะเลาะกันอีก”
“งั้นต้องมองแค่พอดี?”
“ประมาณนั้นค่ะ แต่ถ้ามองแล้วหนูจับได้ คุณติดลบคะแนนนะ”
“ยากเหมือนกันนะครับ เื่นี้”
แพรพิมยิ้ม “ก็ไม่มีใครบอกว่าง่ายนี่คะ”
ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน เธอมองแสงเมืองด้านนอกแล้วรู้สึกว่าความสัมพันธ์นี้เริ่มมีทั้งความหวานและความจริงของชีวิตเข้ามาพร้อมกันแล้ว จาก่แรกซึ่งมีเพียงการแซว การห่วง และการเผลอยิ้มให้กัน ตอนนี้กลับต้องมีคำถามเื่ขอบเขต ความน่าเชื่อถือ และผลกระทบต่ออนาคตการทำงานเข้ามาอยู่ด้วย แต่แทนที่จะทำให้แพรพิมอยากหนี เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองอยากรักษามันมากขึ้นอย่างแปลกประหลาด
ส่วนคินธารเองก็เริ่มรู้ว่าความรู้สึกนี้ไม่ใช่ความสนุกชั่วคราวแน่นอน เพราะถ้าเป็แค่ความชอบแบบผ่าน ๆ เขาคงไม่ยอมปรับวิธีทำงานหรือคิดถึงผลที่จะตกกับแพรพิมมากขนาดนี้ การที่เขายอมถอยในพื้นที่ซึ่งตัวเองมีอำนาจมากกว่าและปล่อยให้เธอเป็คนกำหนดจังหวะบางส่วน ทำให้เขาเห็นชัดว่าความสัมพันธ์นี้มีความหมายมากพอจะไม่รีบทำลายด้วยความใจร้อน
ทั้งคู่จึงยังคงไม่ได้เป็แฟนกันในตอนนี้ แต่ความรู้สึกกลับชัดขึ้นทุกวันจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้คำว่าไม่คิดอะไรอยู่แล้ว และบางทีสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาน่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ข่าวลือในออฟฟิศหรือความต่างของตำแหน่ง หากเป็ความจริงที่ว่า ยิ่งพยายามทำเหมือนไม่มีอะไร ใจก็ยิ่งฟ้องชัดขึ้นว่ามีใครบางคนกลายเป็คนสำคัญไปแล้วมากกว่าที่เคยตั้งใจเอาไว้ั้แ่แรก