ภายในห้องพักอันมืดสลัวของเรือนคนใช้
ไอเย็นะเืแผ่ซ่านออกมาจากร่างของ ‘เงาอัสนี’ ยอดนักฆ่ามือฉกาจที่ตระกูลหวังจ้างวานมา ั์ตาภายใต้หน้ากากอสูรฉายแววดูแคลนอย่างเด่นชัด แม้ว่าเป้าหมายตรงหน้าจะสามารถจับััของเขาได้ ทว่าในสายตาของนักฆ่าผู้มีตบะอยู่ในขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เก้าเช่นเขา มู่ฝานก็เป็เพียงมดปลวกไร้ค่าที่บังเอิญมีสัญชาตญาณดีกว่าคนทั่วไปเท่านั้น
"ตระกูลหวังยอมจ่ายเงินถึงห้าร้อยตำลึงทอง เพื่อแลกกับศีรษะของขยะเช่นเ้า นับว่าเป็เกียรติสูงสุดในชีวิตของเ้าแล้ว"
เงาอัสนีเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สิ้นประโยคร่างของเขาก็พลันเลือนหายไปในความมืดอย่างเป็ธรรมชาติ
วูบ!
ในเสี้ยววินาทีต่อมา ประกายแสงสีเงินเย็นเยียบพลันสว่างวาบขึ้นที่บริเวณด้านหลังลำคอของมู่ฝาน มีดสั้นอาบยาพิษคู่หนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูงจนมองด้วยตาเปล่าแทบไม่ทัน สมดังสมญานามเงาอัสนี!
"ตายซะ!"
คมมีดสังหารห่างจากผิวกายเพียงหนึ่งองคุลี ทว่ามู่ฝานกลับยังคงนั่งนิ่งเฉยด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น มือข้างหนึ่งยังคงคีบน่องไก่ที่เหลือจากการกินค้างไว้ ทันใดนั้นเอง!
เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกับของแข็งดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟสาดแสงแลบแปลบปลาบ เงาอัสนีเบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้าด้วยความเหลือเชื่อ มีดสั้นปลิดชีพของเขาถูกสกัดกั้นเอาไว้ได้อย่างแ่า ทว่าสิ่งที่หยุดยั้งมันได้กลับมิใช่กระบี่ ดาบ หรือโล่ชั้นดี แต่เป็เพียงกระดูกน่องไก่ชิ้นหนึ่งที่มู่ฝานถืออยู่ในมือเท่านั้น!
มู่ฝานค่อยๆ หันใบหน้ากลับมามองช้าๆ มุมปากยกยิ้มเยือกเย็น
"ห้าร้อยตำลึงทองงั้นรึ ค่าหัวของข้าช่างต่ำต้อยถึงเพียงนี้เชียว"
"เป็ไปไม่ได้! เ้าใช้เพียงกระดูกไก่รับมีดเหล็กทมิฬของข้าได้อย่างไรกัน?!"
เงาอัสนีแผดเสียงลั่นด้วยความตื่นตระหนก สัญชาตญาณระวังภัยในร่างกรีดร้องเตือนอย่างบ้าคลั่งว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับตัวตนอันน่าหวาดกลัวอย่างที่สุด
"สรรพสิ่งในใต้หล้า หากตกอยู่ในมือของผู้รู้แจ้ง แม้แต่ใบหญ้าอ่อนก็สามารถใช้ตัดดวงดาราได้ นับประสาอันใดกับเศษกระดูกไก่"
มู่ฝานสะบัดข้อมือเบาๆ เพียงครั้งเดียว
เปรี้ยง!
พลังปราณกระบี่อันมหาศาลที่อัดแน่นลึกล้ำอยู่ในกระดูกไก่ะเิออกทันที แรงปะทะนั้นกระแทกมีดสั้นของเงาอัสนีจนแตกละเอียดกลายเป็เศษเล็กเศษน้อย แรงสะท้อนอันรุนแรงส่งร่างของยอดนักฆ่าปลิวละลิ่วไปกระแทกเข้ากับผนังห้องจนยุบตัวลงเป็รอยร่างมนุษย์
"อั่ก!"
เงาอัสนีกระอักเืคำโตออกมา กลิ่นคาวโลหิตอบอวลไปทั่วห้อง เขาพยายามจะยันกายลุกขึ้นเพื่อหลบหนี ทว่ากลับพบว่าเรียวขาของตนสั่นระริกจนไร้เรี่ยวแรง
"เ้า... เ้ามิใช่ขั้นรวบรวมปราณระดับสี่ เ้าเป็ใครกันแน่?!"
"คนตาย มิจำเป็ต้องรับรู้"
มู่ฝานลุกขึ้นยืนพลางโยนเศษกระดูกไก่ลงถังเศษสิ่งของอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะย่างสามขุมเข้าไปหาเงาอัสนีช้าๆ ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดินแผ่ซ่านกลิ่นอายกดดันมหาศาลหนักหน่วงราวกับขุนเขาขนาดั์กำลังถล่มทลายลงมาทับร่าง
"อย่า... อย่าเข้ามานะ! ข้าเป็คนของหอสังหารจันทรา! หากเ้ากล้าสังหารข้า หอสังหารย่อมไม่ละเว้นเ้าแน่!" เงาอัสนีขู่เสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว
"หอสังหารจันทราอย่างนั้นรึ" มู่ฝานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "ประเสริฐยิ่ง ข้าจะได้รู้ว่าควรจะไปถล่มสถานที่ใดเป็แห่งต่อไป"
สิ้นประโยค มู่ฝานชูนิ้วชี้และนิ้วกลางขึ้นประกบกันแน่นเป็ดัชนีกระบี่ แสงดาวสีเงินยวดสว่างเรืองรองพลันควบแน่นลงที่ปลายนิ้วอย่างรวดเร็ว
"วิชากระบี่ดารา... ดัชนีปลิดดาว!"
ฉึก!
ลำแสงสีเงินยวดยิงทะลวงผ่านหน้าผากของเงาอัสนีอย่างแม่นยำและเงียบเชียบ ร่างของนักฆ่ากระตุกเกร็งอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนจะแน่นิ่งกลายเป็ศพ ั์ตายังคงเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวที่ฝังลึก
มู่ฝานสะบัดมือเบาๆ เพื่อสลายพลังปราณกระบี่ "อ่อนแอกว่าที่คาดไว้มากนัก"
ชายหนุ่มลงมือค้นตัวศพอย่างรวดเร็ว และได้พบกับป้ายหยกประจำตัวของหอสังหารรวมถึงตั๋วเงินอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเมื่อนับรวมแล้วมีมูลค่าราวหนึ่งพันตำลึงเงิน
"ถือว่าเป็ค่าทำขวัญให้ข้าก็แล้วกัน"
จากนั้น มู่ฝานหยิบขวดน้ำยาแก้วใสใบเล็กออกมาจากระบบหอคัมภีร์์ มันคือ [น้ำยากัดกร่อนซากศพ (ระดับสามัญ)] เขาหยดน้ำยาลงบนร่างไร้ิญญาของเงาอัสนีเพียงไม่กี่หยด เพียงอึดใจเดียว ร่างของนักฆ่าก็ละลายกลายเป็ไอระเหยจางหายไปสิ้น ไม่หลงเหลือแม้กระทั่งรอยเื มีเพียงกลิ่นฉุนจางๆ อบอวลอยู่ครู่หนึ่ง
"เรียบร้อย"
มู่ฝานเดินกลับไปนั่งลงบนเตียงนอน การลงมือสังหารในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้จิตใจของเขาเกิดความรู้สึกผิดบาปแต่อย่างใด ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กเช่นนี้ ความเมตตาที่มีต่อศัตรูก็คือความโหดร้ายทารุณต่อตนเองนั่นเอง
เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวลือเื่ใหญ่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองเมฆาคล้อยอย่างรวดเร็ว ทว่ามันกลับมิใช่ข่าวการตายของยอดนักฆ่า
"ตระกูลซูเปิดตัวยาสมานแผลสูตรใหม่ ประสิทธิภาพเหนือล้ำกว่าเดิมถึงสิบเท่า!"
บริเวณหน้าหอโอสถแห่งตระกูลซู เนืองแน่นไปด้วยฝูงชนที่พากันมาเข้าแถวต่อคิวกันยาวเหยียดจนล้นออกไปถึงกลางถนน ประมุขซูเจิ้นไห่และซูเหยียนหรานยืนควบคุมดูแลการซื้อขายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ความเคร่งเครียดและอึดอัดใจเมื่อวันวานมลายหายไปสิ้น
"โอสถนี้มีนามว่า 'ผงหยกสมานกาย'!" ผู้าุโหลิวประกาศก้องด้วยน้ำเสียงทรงพลังพลางชูขวดยาในมือขึ้นสูง "ตัวยานี้ปรุงขึ้นจากสมุนไพรสูตรลับเฉพาะ สามารถรักษาาแสดให้สมานตัวหายสนิทได้ภายในครึ่งชั่วยาม ซ้ำยังไม่หลงเหลือรอยแผลเป็ใดๆ เอาไว้อีกด้วย"
ทหารรับจ้างผู้หนึ่งที่มีาแฉกรรจ์ที่ท่อนแขนก้าวออกมาขอลองใช้ยาต่อหน้าฝูงชน เพียงชั่วพริบตาเดียวที่ผงยาแตะลงบนแผล โลหิตที่เคยไหลทะลักก็หยุดชะงัก เนื้อเยื่อเริ่มสมานตัวเข้าหากันอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
"ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! ของดีแท้ๆ! ข้าขอเหมาสิบขวดเลย!"
เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังสนั่นหวั่นไหว ยอดขายถล่มทลายจนสินค้าแทบจะผลิตออกมาไม่ทันต่อความ้า
ณ บนระเบียงชั้นสองของโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้าม หวังเลี่ย ประมุขตระกูลหวัง ยืนทอดสายตามองภาพความสำเร็จอันรุ่งโรจน์ของตระกูลซูด้วยั์ตาที่ฉายแววอาฆาตมาดร้าย มือของเขาบีบถ้วยชาดินเผาจนแตกละเอียดคามือ
"เป็ไปได้อย่างไร พวกมันไปเสาะหาสูตรยาอัศจรรย์เช่นนี้มาจากที่ใด แล้วเื่สมุนไพรเล่า พวกมันแก้ปัญหาอย่างไร?"
"เรียนท่านประมุข..." พ่อบ้านใหญ่รายงานด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา "สายสืบของพวกเราแจ้งมาว่า พวกมันหันไปใช้สมุนไพรราคาถูกอย่างหญ้าเงินครามที่หาได้ทั่วไปตามป่าเขา จึงมิจำเป็ต้องพึ่งพาหญ้าโลหิตของตระกูลเราเลย"
"บัดซบที่สุด!" หวังเลี่ยแผดเสียงตวาดลั่น "แล้วเงาอัสนีเล่า เหตุใดป่านนี้จึงยังมิกลับมารายงานผลงานอีก?!"
"มิอาจติดต่อได้เลย ราวกับหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ประหนึ่งระเหยกลายเป็อากาศธาตุไปแล้ว"
หวังเลี่ยขมวดคิ้วแน่น ลางสังหรณ์อันเลวร้ายเริ่มก่อตัวขึ้นภายในจิตใจ ยอดนักฆ่าผู้มีตบะขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เก้าหายตัวไปอย่างลึกลับงั้นรึ ตระกูลซูที่กำลังตกต่ำถึงขีดสุดจะมีผู้ใดที่มีฝีมือล้ำลึกพอจะจัดการกับเงาอัสนีได้อย่างเงียบเชียบถึงเพียงนี้?
"หรือว่า... ตระกูลซูจะมี 'ผู้เฒ่าผู้เร้นกาย' คอยให้ความช่วยเหลืออยู่เื้ักันแน่?"
ยามเย็นย่ำ ภายในสวนหลังคฤหาสน์ตระกูลซู มีการจัดงานเลี้ยงฉลองเล็กๆ ขึ้นภายในครอบครัว
มู่ฝานได้รับเชิญให้มาร่วมโต๊ะอาหารในฐานะบุตรเขย แม้ว่าประมุขซูเจิ้นไห่จะยังคงมีสีหน้าปั้นปึ่งใส่เขาอยู่บ้าง ทว่าก็มิได้เอ่ยปากไล่ตะเพิดเหมือนดังแต่ก่อน เนื่องจากอารมณ์ดีจากผลกำไรมหาศาลของยอดขายโอสถ
"เหยียนหราน ลูกพอจะล่วงรู้หรือไม่ว่าผู้ใดเป็คนนำสูตรยาไปทิ้งไว้ให้" ซูเจิ้นไห่เอ่ยถามบุตรสาว
"ท่านผู้าุโหลิวแจ้งว่ามิพบร่องรอยอันใดของผู้ใดเลย" ซูเหยียนหรานส่ายหน้าเบาๆ "ทว่าลายมือบนแผ่นกระดาษนั้นกลับดูตวัดหวัดและทรงพลังยิ่ง คาดว่าน่าจะเป็ปรมาจารย์ผู้เฒ่าท่านใดท่านหนึ่งที่ผ่านมาพบเห็นแล้วเกิดความเห็นใจพวกเราจึงยื่นมือเข้าช่วย"
มู่ฝานนั่งคีบหมูสามชั้นตุ๋นเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ พลางรับฟังบทสนทนาเ่าั้ด้วยท่าทีไม่รู้ไม่ชี้
"มู่ฝาน" จู่ๆ ซูเหยียนหรานก็หันมาเรียกเขา
"หืม... มีสิ่งใดหรือ" มู่ฝานแสร้งทำเป็สำลักอาหารเล็กน้อย
"เมื่อคืนนี้เ้าพักอยู่ที่เรือนคนใช้ เ้าได้พบเห็นผู้ใดที่มีท่าทางแปลกหน้าเดินผ่านไปทางหอโอสถบ้างหรือไม่" นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาเขม็ง
"มิเห็นเลย" มู่ฝานตอบด้วยสีหน้าท่าทางราบเรียบ "เมื่อคืนข้าหลับลึกยิ่ง แต่จะว่าไป เมื่อคืนยุงชุมชะมัด ตัวใหญ่เท่าแมวเลยทีเดียว ข้าเลยตบมันตายไปตัวหนึ่ง"
"ยุงงั้นหรือ" ซูหลิงเอ๋อร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ หลุดหัวเราะคิกคัก "พี่เขย ท่านเพ้อเจ้ออันใดกัน ยุงที่ไหนจะมีขนาดตัวใหญ่เท่าแมว"
"ยุงตัวใหญ่จริงๆ นะ แถมมันยังพกมีดสั้นติดตัวมาด้วยอีกต่างหาก" มู่ฝานยกยิ้มบางๆ
ซูเหยียนหรานขมวดคิ้วมุ่น นางรู้สึกได้อย่างลางๆ ว่าคำพูดของมู่ฝานคล้ายจะมีนัยแอบแฝงบางอย่าง ทว่านางกลับมิอาจจับต้นชนปลายได้ถูก นางทอดสายตามองชายหนุ่มตรงหน้า ผิวพรรณของเขาดูเปล่งปลั่งผุดผ่องขึ้น แววตาก็แฝงไปด้วยพลังอำนาจมากกว่าวันแรกที่ได้พบเจอกัน หรือว่า...
‘ไม่มีทางหรอก’ นางส่ายหน้าไล่ความเพ้อฝันนั้นออกจากหัว ‘เขาเป็เพียงศิษย์รับใช้ธรรมดา จะไปมีความรู้เื่การหลอมโอสถระดับปรมาจารย์ได้อย่างไรกัน’
"เอาเถอะ" ซูเจิ้นไห่ยกจอกสุราขึ้นสูง "มิว่าท่านผู้นั้นจะเป็ใคร ตระกูลซูของเราก็นับว่าติดค้างบุญคุณอันใหญ่หลวงต่อท่าน ดื่ม! เพื่ออนาคตอันรุ่งโรจน์ของตระกูลซู!"
"ดื่ม!" ทุกคนต่างขานรับและร่วมดื่มฉลอง
ในขณะที่ทุกคนกำลังรื่นเริงเฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนาน มู่ฝานค่อยๆ วางจอกสุราลง ทันใดนั้น ม่านแสงระบบของหอคัมภีร์์ก็พลันเด้งปรากฏขึ้นตรงหน้าสายตาของเขาอีกครั้ง
[ภารกิจใหม่: กอบกู้ศักดิ์ศรีภรรยา]
[รายละเอียดภารกิจ: จุดตันเถียนของซูเหยียนหรานถูกทำลายลงด้วยวิชา 'ฝ่ามือพิษเย็น' ของผู้ใดบางคน จงสืบค้นความจริงเื้ัและหาหนทางเยียวยารักษาอาการาเ็ของนาง]
[รางวัลภารกิจ: เคล็ดวิชาลับ - เนตรดารา์ (สามารถมองเห็นโครงสร้างพลังงานสรรพสิ่ง)]
มู่ฝานชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน จุดตันเถียนของนางมิได้เสียหายจากการฝึกวิชาจนธาตุไฟเข้าแทรกดั่งที่ผู้คนภายนอกพากันลือหรอกรึ ‘ฝ่ามือพิษเย็น’... นี่มันเป็การลอบทำร้ายอย่างอำมหิตชัดๆ!
เขาเบนสายตากลับไปมองซูเหยียนหรานที่ยามนี้กำลังฝืนส่งยิ้มบางเบา ทั้งที่ั์ตาคู่สวยคู่นั้นกลับแฝงไปด้วยความโศกเศล่าอาดูรอย่างลึกล้ำ
"ดูท่าว่าเื่ราวเื้ัจะซับซ้อนซ่อนเงื่อน เกินกว่าแค่เื่ตระกูลหวังรังแกตระกูลซูเสียแล้วสิ"