ลั่วชิงเสวี่ยที่อยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินหลินฉางชิงอธิบายเหตุผลจนเข้าใจ สีหน้าของนางก็หม่นลงอย่างเห็นได้ชัด นางไม่ใช่เด็กสาวที่ไม่รู้ความ ย่อมเข้าใจดีว่าสิ่งที่หลินฉางชิงพูดนั้นคือความจริงที่ซื่อตรงที่สุด จนทำให้นางไม่สามารถโต้แย้งได้เลย
แม้เสิ่นอู๋หยาจะเป็เ้าสำนักของสำนักชูซานก็จริง แต่ตัวสำนักชูซานไม่ใช่สถานที่ที่เสิ่นอู๋หยาจะตัดสินใจได้เพียงลำพัง ยังมีผู้าุโจำนวนนับไม่ถ้วนคอยติดตามอยู่เื้ั และจับตามองทุกการเคลื่อนไหวของเสิ่นอู๋หยา
การตัดสินใจเพียงครั้งเดียวของเขาอาจเปลี่ยนทิศทางในอนาคตของสำนักชูซานได้ ดังนั้นจึงเป็ไปไม่ได้ที่เขาจะตัดสินใจได้โดยง่าย
ในตอนนั้น การตัดสินใจปลดหลินฉางชิงและทำลายรากปราณของเขา จึงต้องผ่านการหารือระหว่างเสิ่นอู๋หยาและเหล่าผู้าุโมาก่อนแล้ว ตอนนี้หากหลินฉางชิง้ากลับไปเกรงว่าก็ต้องผ่านขั้นตอนเดิมนี้เช่นกัน
ลั่วชิงเสวี่ยเข้าใจว่าที่หลินฉางชิงพูดเช่นนี้ เพียงเพราะไม่อยากให้เสิ่นอู๋หยาต้องลำบากใจเท่านั้น
"แต่ว่าศิษย์พี่..."
ลั่วชิงเสวี่ยยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าหลินฉางชิงกลับยกมือขึ้นขัดจังหวะคำพูดที่ค้างอยู่ครึ่งหนึ่งของลั่วชิงเสวี่ย
เขาปรายตามองเด็กสาวตรงหน้าเล็กน้อย
"ชิงเสวี่ย" หลินฉางชิงกล่าวเสียงเบา
"ตอนนี้ข้ากลายเป็คนพิการ รากปราณขาดสะบั้นและไม่มีโอกาสที่จะฝึกตนได้อีกต่อไป คนอย่างข้า ต่อให้กลับไปที่สำนักชูซานก็ยังคงเป็คนพิการ ไม่เพียงแต่ท่านอาจารย์จะต้องเผชิญกับสายตาที่กังขา แม้แต่ตัวข้าเอง ก็อาจจะถูกเพื่อนร่วมสำนักเยาะเย้ยและดูถูก เ้าคิดว่าชีวิตแบบนั้นคือสิ่งที่ข้า้าอย่างนั้นหรือ?" หลินฉางชิงถามอย่างสงบ
ลั่วชิงเสวี่ยที่อยู่ด้านข้างชะงักไปในตอนแรก สายตาที่นางมองหลินฉางชิงเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง และบนใบหน้าเล็ก ๆ ที่จิ้มลิ้ม บัดนี้ปรากฏแววลนลานขึ้นมาหลายส่วน
"ศิษย์พี่ ข้า... ข้าไม่ได้คิดไปไกลถึงเพียงนั้น… ข้าเพียงแต่อยากให้ท่านกลับมาอยู่ข้างกายข้าอีกครั้งเพื่อที่ข้าจะได้เจอท่านทุกวัน ข้าไม่มีเจตนาอื่นจริง ๆ !" ลั่วชิงเสวี่ยรีบแก้ตัว
นางรู้ดีว่านิสัยของหลินฉางชิงเป็คนที่มีศักดิ์ศรีสูงมาก ย่อมเป็ไปไม่ได้ที่จะยอมรับเื่ที่หลังจากสูญเสียพลังฝึกตนแล้ว ยังต้องกลับไปยังสำนักเพื่อรับสายตาเหยียดหยามจากเพื่อนร่วมสำนัก ลั่วชิงเสวี่ยจึงกังวลว่าหลินฉางชิงจะเข้าใจเจตนาของนางผิด
สำหรับเื่นี้ หลินฉางชิงเพียงยิ้มบาง ๆ จากนั้นก็ยื่นมือออกไปลูบศีรษะของเด็กสาวตรงหน้า
"ศิษย์พี่ย่อมรู้ว่าเ้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น" หลินฉางชิงกล่าวช้า ๆ เขาผ่อนจังหวะการพูด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
"ชีวิตของข้าในตอนนี้ก็ดีมาก ข้าชอบมันมากเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับวันที่ต้องเคร่งเครียดกับการฝึกตนทุกวัน ชีวิตท่ามกลางป่าเขาเช่นนี้ทำให้ข้ารู้สึกสบายใจกว่า เหมือนได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริง" หลินฉางชิงกล่าวอย่างเนิบนาบ
ขณะที่พูด เขาเหลือบมองหอคอยผนึกมารที่อยู่ด้านข้าง
หอคอยสูงตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่ ตอนที่มาครั้งแรก หลินฉางชิงอาจจะตกตะลึงกับแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวของมัน แต่หลังจากใช้เวลาร่วมกันมาปีกว่า หลินฉางชิงรู้สึกว่าหอคอยผนึกมารตรงหน้าเมื่อตั้งอยู่ที่นี่ กลับกลมกลืนกับทัศนียภาพรอบข้างได้อย่างสมบูรณ์
เมื่อมองดูเช่นนี้ก็ไม่มีความรู้สึกขัดตาแม้แต่น้อย
"ดังนั้นเื่การกลับไป อย่าได้เอ่ยถึงมันอีกเลย หากวันใดที่ข้าอยากกลับไปยังสำนักชูซานจริง ๆ ต่อให้เ้าไม่พูด ข้าก็จะหาทางกลับไปเอง แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น ชิงเสวี่ย เ้าปล่อยให้ศิษย์พี่ได้พักผ่อนอยู่ที่นี่อย่างสงบเถอะ แม้ข้าจะรู้ว่าเ้าหวังดี แต่ตอนนี้ศิษย์พี่้าพักผ่อนจริง ๆ "
หลินฉางชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้ม ท่าทางของเขาดูเหมือนผู้ฝึกตนที่เหนื่อยล้าอย่างยิ่งจริง ๆ ลั่วชิงเสวี่ยย่อมไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ นางทอดสายตามองใบหน้าของหลินฉางชิง
แม้เด็กสาวจะอยากให้เขาได้กลับมาอยู่ข้างกายอีกครั้ง แต่นางก็เข้าใจว่าตนเองจะทำตัวเห็นแก่ตัวเช่นนั้นไม่ได้ ควรจะคำนึงถึงศิษย์พี่ของตนเป็สำคัญ
"สิ่งที่ศิษย์พี่พูดชิงเสวี่ยจำไว้แล้วเ้าค่ะ ต่อไปหากศิษย์พี่ไม่พูด ชิงเสวี่ยจะไม่เอ่ยถึงเื่นี้อีกเด็ดขาด"
ลั่วชิงเสวี่ยจ้องมองหลินฉางชิงและกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ราวกับเป็การให้คำมั่นสัญญา
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินฉางชิงก็พยักหน้าอย่างพอใจ เขายังต้องทำความสะอาดป้ายศิลาจารึกที่นี่เพื่อให้ได้มาซึ่งตำราวิชาของเหล่าผู้าุโ หากกลับไปยังสำนักชูซาน การจะกลับมาฝึกวิชาทีู่เาด้านหลังทุกวันคงไม่ใช่เื่ง่าย...
ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากชมว่าลั่วชิงเสวี่ยกลายเป็เด็กดีและรู้ความขึ้นมาก อีกฝ่ายกลับเปลี่ยนหัวข้อสนทนาและชิงพูดตัดหน้าหลินฉางชิงไปก่อน
"แต่ว่าหากเป็อย่างที่ศิษย์พี่พูดก่อนหน้านี้จริง ๆ เมื่อถึงวันที่ท่านเปลี่ยนใจ อยากกลับเข้าสำนัก ศิษย์พี่ต้องบอกข้าล่วงหน้าด้วยนะเ้าคะ ถึงตอนนั้น ข้าจะช่วยอธิบายทุกอย่างกับท่านอาจารย์แทนศิษย์พี่เอง!" เด็กสาวตบหน้าอกตนเองและกล่าวอย่างมั่นใจ
คำพูดนี้ทำให้หลินฉางชิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
"ตกลง งั้นฝากด้วยนะชิงเสวี่ย"
เขาตอบกลับไปเช่นนั้น และลั่วชิงเสวี่ยก็ยิ้มรับคำ
หลังจากนั้น ลั่วชิงเสวี่ยไม่ได้เอ่ยถึงเื่นี้อีก นางเพียงแต่เล่าเื่สนุก ๆ หรือข่าวลือในสำนักให้หลินฉางชิงฟัง
"ได้ยินว่าลูกศิษย์ของผู้าุโห้าตอนออกไปฝึกฝนข้างนอกเก็บสมุนไพริญญาร้อยปีได้ต้นหนึ่ง ทำให้ระดับพลังทะลวงเข้าสู่ขั้นแก่นทองคำในคราวเดียวเลยค่ะ!"
"ผู้าุโแปดกับผู้าุโเก้า่นี้สนิทกันมาก มีข่าวลือว่าทั้งสองคนกำลังจะตกลงเป็คู่บำเพ็ญเพียรกัน! แล้วก็บนยอดเขาของผู้าุโสาม ไม่รู้ว่าทำไม่นี้ถึงมีสัตว์ป่าปรากฏตัวขึ้นมากมาย ไม่รู้ว่าถูกอะไรดึงดูดไปกันแน่"
เด็กสาวเริ่มพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด ทว่าประโยคสุดท้ายของนางกลับดึงดูดความสนใจของหลินฉางชิง
"ศิษย์พี่เ้าคะ ก่อนหน้านี้ที่บริเวณใกล้กับหอคัมภีร์ พวกเราเหมือนจะพบกลิ่นอายของคนจากลัทธิมารเ้าค่ะ ท่านอาจารย์จึงสั่งให้มีการตรวจสอบภายในสำนักอย่างละเอียด แต่ผลสุดท้ายดูเหมือนจะไม่พบอะไรเลย หรือบางทีอาจจะเป็กลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่ตอนที่ปีศาจสาวก่อความวุ่นวายก็ได้เ้าค่ะ" ลั่วชิงเสวี่ยกล่าว
เื่เกี่ยวกับลัทธิมาร สำนักชูซานย่อมไม่ปล่อยผ่านไปง่าย ๆ แต่การที่สุดท้ายแล้วไม่พบผลลัพธ์ใด ๆ กลับทำให้ความคิดของผู้คนเริ่มคาดเดาได้ยาก
บางคนคิดว่าเป็การตื่นตูมเกินเหตุ แต่บางคนกลับรู้สึกว่าคนของลัทธิมารอาจจะแทรกซึมเข้ามาในสำนักของพวกเขาแล้ว และควรระมัดระวังอย่างยิ่ง!
"ศิษย์พี่ ท่านคิดอย่างไรเ้าคะ?"
เด็กสาวเล่ามุมมองทั้งสองแบบให้หลินฉางชิงฟัง จากนั้นจึงถามความเห็นของเขา
"คิดอย่างไรน่ะหรือ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินฉางชิงเหลือบมองลั่วชิงเสวี่ยแวบหนึ่ง จากนั้นก็เอนตัวลงนอนบนเก้าอี้โยกและโยกตัวไปมาอย่างสบายอารมณ์
"จะให้คิดอย่างไรได้ เพราะต่อให้เป็ลัทธิมารบุกรุกจริง ๆ ก็คงไม่มาถึงูเาด้านหลังแห่งนี้หรอกกระมัง? เื่พวกนี้ ปล่อยให้ท่านอาจารย์ปวดหัวไปเถิด ไม่ว่าจะเป็เื่จริงหรือเื่หลอก ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับข้าเท่าไหร่"