ราชันหมื่นอักขระ

    จารึกที่ 130 : ความลับใต้ธารา

    จารึกที่ 130 : ความลับใต้ธารา : ค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ


    แสงอรุณรุ่งรางเริ่มจับขอบฟ้า ท้องฟ้ายามเช้าถูกย้อมด้วยสีม่วงครามตัดกับแสงสีส้มแสดของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะโผล่พ้นทิวเขา ทว่าภายใน "หอศัสตรา" นั้นกลับไม่มีคำว่ากลางวันหรือกลางคืน มีเพียงแสงสีแดงฉานจากเตาหลอมที่ลุกโชนตลอดกาลและเสียงค้อนตีเหล็กที่เป็นดั่งจังหวะชีพจรของสถานที่แห่งนี้


    ปัง!


    ประตูห้องทำงานชั้นบนสุดถูกผลักเปิดออกอย่างแรง (เกือบจะเรียกว่าถีบ)


    อาเจีย เดินอาดๆ เข้ามาในสภาพเปียกมะล่อกมะแล่ก มีสาหร่ายสีเขียวติดอยู่ที่ไหล่ และรองเท้าที่ชุ่มน้ำส่งเสียงดัง จ๋อม... จ๋อม... ทุกย่างก้าว โดยมี เจ้าสัวทมิฬ เดินตามหลังมาพร้อมกับกลิ่นอายความมืดที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม


    ผู้อาวุโสหลี่ ที่กำลังนั่งจิบชาสมุนไพรและตรวจสอบพิมพ์เขียวเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาพึงพอใจ


    "กลับมาแล้วรึ... เร็วกว่าที่คิดนี่ สภาพดูไม่จืดเลยนะ"


    "ไม่ต้องมาทักทายเลยขอรับ!" อาเจียหน้าบึ้งตึง เขาปลดถุงมิติแล้วเทของข้างในลงบนโต๊ะไม้สักของผู้อาวุโสอย่างไม่เกรงใจ


    ตุบ! ตุบ!


    กอง หญ้าแสงจันทร์ 12 ต้น ที่ยังส่งแสงนวลตาสว่างไสว กองอยู่ตรงหน้าชายชรา


    "ภารกิจสำเร็จ... หญ้าครบ... จระเข้ถูกจัดการเรียบ..." อาเจียเท้าเอว จ้องหน้าผู้อาวุโสเขม็ง "แต่มีสิ่งหนึ่งที่ในใบภารกิจไม่ได้ระบุไว้... 'ไอ้ตัวที่อยู่ในถ้ำ' นั่นมันคืออะไรขอรับ!?"


    ผู้อาวุโสหลี่วางถ้วยชาลงช้าๆ รอยยิ้มบนใบหน้าหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งขรึม


    "เจ้าเจอ 'มัน' แล้วสินะ"


    "เกือบจะถูกมันกินต่างหาก!" อาเจียโวยวาย "แรงกดดันระดับนั้น... มันไม่ใช่อสูรธรรมดา แถมยังมีโซ่ตรวนลงอักขระผนึกไว้... ท่านรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่ามีอะไรอยู่ที่นั่น! ท่านส่งข้าไปเป็น 'เหยื่อล่อ' เพื่อเช็คสภาพโซ่ตรวนชัดๆ!"


    "ถูกต้อง" ผู้อาวุโสหลี่ยอมรับหน้าตาเฉย "ข้าหลอกเจ้า"


    "ท่าน!" อาเจียกำหมัดแน่น (อยากจะต่อยคนแก่ แต่ติดที่คนแก่เลเวลสูงกว่ามาก)


    "ใจเย็นก่อนไอ้หนู..." ผู้อาวุโสหลี่ถอนหายใจยาว ลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างที่มองเห็นวิวน้ำตกไกลลิบๆ


    "สิ่งที่ถูกขังอยู่ใต้น้ำตกนั้น คือ 'อสูรเงาโลหิต' ...สัตว์อสูรบรรพกาลที่บรรพชนตระกูลหลี่ของข้าผนึกไว้เมื่อสามร้อยปีก่อน... ช่วงหลังมานี้ ผนึกเริ่มคลายตัว ข้าจำเป็นต้องส่งคนที่มีคุณสมบัติพิเศษไปตรวจสอบ"


    "แล้วทำไมต้องเป็นข้า?" อาเจียถามเสียงขุ่น "ศิษย์สายในเก่งๆ มีตั้งเยอะแยะ"


    "เพราะคนอื่นไม่มี 'อักขระสูญตา' อย่างเจ้า" ผู้อาวุโสหลี่หันกลับมา แววตาคมกริบ "ผนึกนั้นสร้างจากพลังแห่งความว่างเปล่า... คนที่มีพลังปราณทั่วไปหากเข้าไปใกล้จะถูกดูดกลืนจนแห้งเหือด... มีแต่เจ้า ที่สามารถใช้วิชาประหลาดนั่นต้านทานมันได้ และรอดกลับมาบอกข่าวข้าได้"


    ชายชราเดินเข้ามาจับแขนซ้ายของ เจ้าสัวทมิฬ ยกขึ้นมาดู


    ไอหมอกสีดำที่เคยฟุ้งกระจาย ตอนนี้สงบนิ่งและรวมตัวกันแน่นขึ้น ผิวโลหะสีดำดูมันวาวและลึกลับกว่าเดิม


    "ดูสิ..." ผู้อาวุโสหลี่พึมพำ "แขนข้างนี้ดูดซับ 'ไอปีศาจ' จากอสูรเงาโลหิตมา... มันวิวัฒนาการไปอีกขั้นแล้ว... นี่คือหลักฐานว่าทฤษฎีของข้า (และสูตรมั่วๆ ของเจ้า) มันได้ผล!"


    อาเจียมองแขนเจ้าสัวแล้วก็อดทึ่งไม่ได้ แต่ความงกยังคงครอบงำจิตใจ


    "เรื่องทฤษฎีเอาไว้ก่อนขอรับ... ท่านยอมรับแล้วว่าหลอกใช้ข้า... ค่าแรงแค่นี้มันไม่พอนะขอรับ! จระเข้ก็โหด อสูรเงาก็โหด ขวัญเสียไปตั้งเท่าไหร่!"


    เขาแบมือกระดิกนิ้วยิกๆ "ค่าทำขวัญ... ค่าปิดปาก... และค่าความเสี่ยง... จ่ายมาซะดีๆ"


    ผู้อาวุโสหลี่หัวเราะในลำคอ "เจ้าเด็กหน้าเงิน... เอ้า! เอาไป!"


    เขาโยนป้ายหยกสีดำชิ้นหนึ่ง และคัมภีร์เก่าๆ อีกเล่มหนึ่งให้อาเจีย


    "ป้ายหยกนั่นคือ 'สิทธิ์เข้าใช้ห้องลับระดับ 2' ของหอศัสตรา... เจ้าสามารถเข้ามาใช้เตาหลอมเกรดปฐพีและยืมอุปกรณ์ระดับสูงได้ฟรีตลอดชีพ"


    อาเจียตาโต รับป้ายหยกมาเช็ดถูอย่างรักใคร่ "โอ้โห... ของดี!"


    "ส่วนคัมภีร์นั่น..." ผู้อาวุโสหลี่กล่าวเสียงจริงจัง "คือบันทึกส่วนตัวของข้า ว่าด้วยเรื่อง 'กลวิธานจิตวิญญาณ' ... มันสอนวิธีสร้าง 'ปัญญาประดิษฐ์' ใส่ลงในหุ่นเชิด เพื่อให้มันคิดและตัดสินใจเองได้ ไม่ต้องรอคำสั่งเจ้าทุกระเบียดนิ้ว"


    "ของโคตรดี!" อาเจียแทบจะกราบกราน คัมภีร์เล่มนี้มีค่ามากกว่าเงินทอง เพราะมันจะทำให้เจ้าสัวฉลาดขึ้น ไม่ใช่แค่หุ่นกระป๋องบ้าพลังอีกต่อไป!


    "ถือว่าเจ๊ากันนะ?" ผู้อาวุโสหลี่เลิกคิ้ว


    "เจ๊ากันขอรับ!" อาเจียยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ "ท่านปู่หลี่ใจป้ำที่สุด! วันหลังมีงานเสี่ยงตายแบบนี้อีก... เอ้ย! อย่ามีเลยดีกว่า... เอาเป็นว่า ข้าขอตัวกลับไปอาบน้ำนอนนับของรางวัลก่อนนะขอรับ!"


    อาเจียเก็บของทุกอย่างลงถุงมิติ แล้วรีบเผ่นออกจากห้องก่อนที่ผู้อาวุโสจะเปลี่ยนใจ


    เมื่อประตูปิดลง...


    ผู้อาวุโสหลี่ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ สีหน้ากลับมาเคร่งเครียดอีกครั้ง


    เขาหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ ขึ้นมาเขียนข้อความ แล้วเสกนกกระดาษพยนต์ส่งออกไปทางหน้าต่าง


    "ผนึกใต้น้ำตกกำลังจะแตก... อสูรเงาโลหิตตื่นขึ้นแล้ว... และข้าพบ 'กุญแจ' ที่อาจจะซ่อมแซมผนึกนั้นได้แล้ว... เด็กหนุ่มผู้นั้นมี 'ความว่างเปล่า' อยู่ในตัว..."


    ...


    ยามสาย... ณ เรือนไผ่ม่วง


    อาเจียกลับมาถึงเรือนพักในสภาพอารมณ์ดีสุดขีด แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า แต่จิตใจเบิกบาน


    เขาจัดการอาบน้ำชำระร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ (ชุดศิษย์สายในที่ดูภูมิฐานขึ้น) แล้วลงไปที่ห้องใต้ดิน


    "เจ้าสัว..." อาเจียเรียกหุ่นเชิดคู่ใจให้มายืนตรงหน้า


    "วันนี้เราได้ของดีมาเยอะ... โดยเฉพาะความสามารถใหม่ของเจ้า"


    อาเจียลองสั่งการในใจ


    'เจ้าสัว... แขนซ้าย... จอกชา...'


    เจ้าสัวยื่นแขนซ้ายสีดำออกไป แขนนั้นค่อยๆ เปลี่ยนสภาพจากของแข็งเป็น 'เงา' แล้วทะลุผ่านลูกกรงเหล็กไปหยิบจอกชาด้านใน แล้วดึงกลับออกมาโดยที่จอกชาไม่แตกและกรงไม่พัง!


    "ฮ่าๆๆๆ!" อาเจียหัวเราะลั่นห้องใต้ดิน "ทะลุสิ่งกีดขวางได้! แบบนี้ข้าก็... เอ้ย! แบบนี้เราก็สามารถทำภารกิจแทรกซึมได้สบายเลยสิ!"


    "อย่าเพิ่งได้ใจไป" เสียง มู่เฉิน เตือนสติ "พลังของแขนซ้ายนั่นมาจากอสูรเงา... มันมีความกระหายเลือดแฝงอยู่ หากเจ้าควบคุมไม่ดี มันอาจจะย้อนกลับมากัดกินเจ้าเอง... เจ้าต้องรีบฝึกฝน 'อักขระสูญตา' ให้เชี่ยวชาญเพื่อกดข่มมันไว้"


    อาเจียชะงัก พยักหน้ายอมรับความจริง


    "เข้าใจแล้วท่านปู่... เส้นทางนี้มันไม่ง่ายเลยจริงๆ"


    เขานั่งขัดสมาธิลงบนพื้นหิน เรียก 'พู่กันนิรันดร์' ออกมาจากจิตวิญญาณ"


    หลับตาลง นึกถึงความรู้สึกตอนที่หยุดกระบี่โลหิต และตอนที่ตัดกระแสน้ำ


    จากเด็กหนุ่มผู้โลภมากในทรัพย์สิน... ตอนนี้เขากำลังก้าวเข้าสู่โลกแห่ง "อำนาจ" ที่แท้จริง


    โลกที่อักขระเพียงตัวเดียว... สามารถกำหนดความเป็นและความตายได้


    "เอาล่ะ... มาเริ่มฝึกกันเถอะ... สู่หนทางแห่งราชัน!"

    คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน