บทที่ 63 : ย่ำแดนอุดรเหมันต์ จุดจบของประมุขไป๋รั่วปิง!
ซากปรักหักพังแห่งเทือกเขากะโหลกโลหิต บัดนี้จมอยู่ใต้กองเพลิงสวรรค์ที่ยังคงลุกไหม้และกลืนกินกลิ่นอายมารอย่างเงียบเชียบ สายลมแห่งมหาทวีปประจิมวิญญาณที่เคยพัดพาความเหม็นคาวของสายเลือด บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความบริสุทธิ์ของปราณเทวะที่ซูหลงอวิ๋นจงใจปลดปล่อยออกมาเพื่อชำระล้างแผ่นดินอันโสมมแห่งนี้
ท่ามกลางเศษหินและเถ้ากระดูก ซูหลงอวิ๋นในชุดคลุมสีขาวขลิบทอง ก้าวเดินอย่างเนิบนาบเข้าไปหาซากศพไร้ศีรษะของ 'จ้านอู๋หยา' จักรพรรดิมารโลหิตผู้เคยยิ่งใหญ่ทะลุฟ้า เขาก้มลงปลดแหวนมิติสีเลือดที่สวมอยู่บนนิ้วที่เหี่ยวแห้งของมันออกมา
"จักรพรรดิยุทธผู้ปกครองมหาทวีปประจิมวิญญาณมานับหมื่นปี... สมบัติที่สะสมไว้ย่อมมิใช่น้อยๆ"
ซูหลงอวิ๋นถ่ายทอดจิตสัมผัสระดับสุดยอดเข้าไปทำลายตราประทับวิญญาณของเจ้าของเดิมอย่างง่ายดายประดุจพลิกฝ่ามือ ทันทีที่กวาดสายตาสำรวจภายในแหวน รอยยิ้มพึงพอใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา ภายในนั้นอัดแน่นไปด้วยหินปราณระดับสูงสุดนับพันล้านก้อน สมุนไพรวิญญาณธาตุมารและธาตุหยินระดับแปดและเก้าจำนวนมหาศาล อีกทั้งยังมีศัสตราวุธระดับสวรรค์ขั้นสูงสุดอีกนับร้อยชิ้น!
"ถือเป็นค่าตอบแทนสำหรับความเหนื่อยยากของข้าก็แล้วกัน" ซูหลงอวิ๋นโยนแหวนมิติวงนั้นเข้าสู่จุดตันเถียน เพื่อให้ทารกวิญญาณหยินหยางเทวะจัดการคัดแยกและดูดซับพลังงานที่จำเป็น
หลิงอวี้ซี สตรีศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งผู้งดงามสะคราญ ก้าวเดินเข้ามาหยุดอยู่เคียงข้างเขา นัยน์ตาดอกท้อของนางทอดมองความพินาศของนิกายมารโลหิตด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
"มหาอำนาจที่ทำให้ผู้คนทั้งโลกหล้าต้องหวาดผวา กลับต้องมาพินาศย่อยยับลงในวันเดียว... หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ทั่วทั้งห้ามหาทวีปคงเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่เป็นแน่" นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา
"โกลาหลแล้วอย่างไร? ข้าบอกแล้วว่ากฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ จะต้องถูกเขียนขึ้นมาใหม่โดยข้าเพียงผู้เดียว"
ซูหลงอวิ๋นหันไปมองสตรีข้างกาย นัยน์ตาสองสี... ข้างหนึ่งสีทองคำศักดิ์สิทธิ์ ข้างหนึ่งสีดำทมิฬปนเขียวอเวจี... สาดประกายความโอหังที่ทำให้สวรรค์ยังต้องหลบตา "บัดนี้ ทวีปประจิมวิญญาณถูกกวาดล้างแล้ว เป้าหมายต่อไปคือดินแดนอุดรเหมันต์... พวกเราจะไปทวงหนี้แค้นจากยายแก่ไป๋รั่วปิง และทำลายวังวังวนเหมันต์ให้ราบเป็นหน้ากลอง!"
"จินหลิน!"
สิ้นเสียงเรียกขาน ราชสีห์เพลิงที่บัดนี้วิวัฒนาการจนมีกลิ่นอายบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น ก็พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า มันหมอบกายลงเบื้องหน้าผู้เป็นนายอย่างนอบน้อมที่สุด
ซูหลงอวิ๋นและหลิงอวี้ซีกระโจนขึ้นประทับบนแผ่นหลังกว้างใหญ่ของสัตว์เทวะ
"มุ่งหน้าสู่อุดรเหมันต์! ทะลวงมิติไปให้เร็วที่สุด อย่าให้พวกมันมีเวลาได้พักหายใจ!"
"โฮก!!!!! น้อมรับบัญชานายท่าน!"
จินหลินแผดเสียงคำรามก้อง กีบเท้าทั้งสี่ที่ลุกโชนด้วยเพลิงสีทองคำกระทืบลงบนอากาศธาตุ มิติเบื้องหน้าพลันแตกร้าวประดุจกระจก ร่างขนาดยักษ์ของมันพุ่งทะยานเข้าสู่รอยแยกแห่งความว่างเปล่า ทิ้งไว้เพียงเปลวไฟสีทองที่ลุกไหม้อยู่บนท้องฟ้าของมหาทวีปประจิมวิญญาณ เป็นเครื่องหมายแห่งการดับสูญของยุคสมัยมืด!
...
ในเวลาเดียวกัน ณ มหาทวีปอุดรเหมันต์ ดินแดนที่ถูกปกคลุมด้วยพายุหิมะและความหนาวเหน็บอันเป็นนิรันดร์
ลึกลงไปในเขตหวงห้ามชั้นในสุดของ 'วังวังวนเหมันต์' ภายในตำหนักผลึกน้ำแข็งบรรพกาล บรรยากาศกลับมิได้เงียบสงบเยือกเย็นดังเช่นทุกวัน ทว่ามันเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและความหวาดผวาที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณู!
เพล้ง!
เสียงของมีค่าแตกกระจายดังก้องไปทั่วตำหนัก ไป๋รั่วปิง ประมุขแห่งวังวังวนเหมันต์ ยอดฝีมือขอบเขตราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด (ขอบเขตที่ 7 ขั้นสูงสุด) เพิ่งจะปัดแจกันหยกวิญญาณทิ้งด้วยความเดือดดาลและหวาดหวั่น!
สภาพของนางในยามนี้มิได้ดูสง่างามและสูงส่งดังเช่นกาลก่อน แขนซ้ายที่ถูกซูหลงอวิ๋นใช้ค่ายกลสะท้อนกลับทำลายไป ยังคงเป็นรอยแผลเป็นที่น่าเกลียดน่ากลัว แม้จะใช้โอสถระดับสวรรค์ไปมากมาย ทว่าสัจธรรมแห่งการทำลายล้างก็ยังคงขัดขวางการงอกใหม่ของแขนข้างนั้น
แต่สิ่งที่ทำให้นางตื่นตระหนกจนเสียกิริยา มิใช่เรื่องบาดแผลทางกาย ทว่าคือ 'ป้ายหยกวิญญาณ' ที่แตกสลายอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้าของนางต่างหาก!
"ป้ายหยกวิญญาณของจ้านอู๋หยา... แตกสลายแล้ว..."
ไป๋รั่วปิงพึมพำด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทิ้ม นัยน์ตาสีฟ้าครามของนางเบิกกว้างราวกับเห็นภูตผี "จักรพรรดิยุทธ... จ้านอู๋หยา ผู้ปกครองมหาทวีปประจิมวิญญาณ... ตกตายแล้ว! เป็นฝีมือของพวกมัน! ไอ้เด็กวิญญาณก่อกำเนิด และนังศิษย์ทรยศหลิงอวี้ซี!"
เบื้องหน้านาง ผู้อาวุโสคุมกฎนับสิบคนของวังวังวนเหมันต์ ต่างคุกเข่าตัวสั่นงันงก พวกนางล้วนเป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ ทว่าเมื่อได้ยินข่าวการร่วงหล่นของจักรพรรดิยุทธ ความหยิ่งยโสของวิถีเหมันต์ก็พลันพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี
"ท่านประมุข! หากพวกมันสามารถสังหารจ้านอู๋หยาได้ เช่นนั้นเป้าหมายต่อไปของพวกมัน..." ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยเสียงตะกุกตะกัก ไม่กล้าแม้แต่จะพูดประโยคต่อไปให้จบ
"เป้าหมายต่อไปของพวกมันก็คือข้าอย่างไรเล่า! ไอ้พวกโง่เขลา!" ไป๋รั่วปิงตวาดลั่น ความหวาดกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยว "นังเด็กหลิงอวี้ซีมีความแค้นกับข้า ซ้ำมันยังมีกายาเหมันต์ที่ต้องการทรัพยากรของมหาทวีปอุดรเหมันต์เพื่อบ่มเพาะ พวกมันต้องมุ่งหน้ามาที่นี่อย่างแน่นอน!"
นางสูดลมหายใจลึก พยายามข่มความตื่นตระหนก "พวกมันสังหารจ้านอู๋หยาได้ คงเป็นเพราะจ้านอู๋หยาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเพลิงสวรรค์อยู่ก่อนแล้ว... ทว่าข้ามิได้อ่อนแอถึงเพียงนั้น! พวกเรายังมีค่ายกลปกป้องนิกายที่สืบทอดมานับหมื่นปี!"
ไป๋รั่วปิงสะบัดแขนขวาที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียว "ถ่ายทอดคำสั่งประมุข! เรียกศิษย์ทุกระดับชั้นกลับเข้าสู่วังวังวนเหมันต์ให้หมด! เปิด 'ค่ายกลหมื่นเหมันต์ศูนย์สัมบูรณ์' ขั้นสูงสุด! ดึงพลังจากชีพจรน้ำแข็งใต้พิภพทั้งหมดขึ้นมาเป็นเกราะกำบัง!"
"และนำป้ายสื่อสารสวรรค์มาให้ข้า! ข้าต้องติดต่อตาเฒ่าเทียนจีแห่งมหาทวีปศูนย์กลาง ให้มันรีบส่งกองทัพยอดฝีมือขอบเขตที่เจ็ดและแปดมาช่วยต้านศึก! ในเมื่อนี่คือประกาศิตสังหารสามมหาทวีป มันจะปล่อยให้ข้าเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดสองตัวนั่นเพียงลำพังมิได้!"
"รับคำสั่งท่านประมุข!" เหล่าผู้อาวุโสรีบขานรับและถอยออกไปจัดการตามคำสั่งอย่างเร่งรีบ
...
เพียงครึ่งชั่วยาม ทั่วทั้งวังวังวนเหมันต์ก็ถูกปกคลุมด้วยโดมน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่หนาทึบและเปล่งประกายสีฟ้าครามเจิดจ้า อุณหภูมิภายในและภายนอกค่ายกลลดต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็งสูงสุด แม้แต่มิติและอากาศธาตุก็ยังถูกแช่แข็งจนกลายเป็นของแข็ง! ค่ายกลระดับสวรรค์ขั้นสูงสุดนี้ แข็งแกร่งพอจะต้านทานการโจมตีของจักรพรรดิยุทธได้ยาวนานนับเดือน!
ศิษย์สตรีนับแสนคนประจำอยู่ตามจุดชี่จรค่ายกล อาวุธในมือสั่นระริก สายตาทุกคู่จับจ้องขึ้นไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้ม รอคอยหายนะที่กำลังจะมาเยือน
และสวรรค์... ก็ไม่ปล่อยให้พวกนางต้องรอนาน
ครืนนนนนนนน!!!!!
เหนือท้องฟ้าของวังวังวนเหมันต์ ม่านพายุหิมะที่พัดกระหน่ำมานับหมื่นปี พลันถูกพลังงานมหาศาลขุมหนึ่ง 'ฉีกกระชาก' ออกเป็นทางยาวกว้างหลายหมื่นจั้ง!
รอยแยกมิติสีทองคำระเบิดออกดังกัมปนาท! ความร้อนแรงที่สามารถละลายแม้กระทั่งสัจธรรมแห่งความเหน็บหนาว พุ่งทะลักออกมาจากรอยแยกนั้น เปลี่ยนท้องฟ้าของแดนอุดรเหมันต์ให้กลายเป็นสีแดงเพลิงประดุจวันสิ้นโลก!
"ก๊าซซซซซซซ!"
เสียงคำรามของราชสีห์เพลิงเทวะ ดังก้องสะท้านฟ้าดิน! จินหลินพุ่งทะยานออกมาจากรอยแยกมิติ ร่างขนาดยักษ์ของมันอาบไล้ไปด้วยเปลวไฟสีทองคำบริสุทธิ์ เพียงแค่มันปรากฏตัว หิมะและน้ำแข็งในรัศมีพันลี้ก็พลันละลายกลายเป็นไอน้ำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า!
บนแผ่นหลังของสัตว์เทวะ ปรากฏเงาร่างสองสายที่สวรรค์และปฐพีต้องจารึกชื่อไว้ด้วยความหวาดผวา!
บุรุษในชุดคลุมสีขาวขลิบทอง ผู้มีนัยน์ตาสองสีที่แฝงไปด้วยความตายและความศักดิ์สิทธิ์ ยืนเอามือไพล่หลังอย่างโอหัง! ซูหลงอวิ๋น... ผู้ครอบครองขอบเขต 'ตัดวิญญาณขั้นต้น' ทว่ามีกลิ่นอายที่กดข่มปฐพีได้!
และสตรีในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ผู้มีใบหน้างดงามสะคราญทว่าเย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็งหมื่นปี! หลิงอวี้ซี... ผู้บรรลุขอบเขต 'ราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด' อย่างสมบูรณ์แบบ!
การมาเยือนของสองมัจจุราช ทำให้ศิษย์วังวังวนเหมันต์นับแสนคน ต้องเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความสั่นกลัว! กลิ่นอายการกดข่มทางสายเลือดและสัจธรรม มันหนักหน่วงเกินกว่าที่มดปลวกจะทนรับไหว!
ซูหลงอวิ๋นทอดสายตามองลงไปยังโดมน้ำแข็งขนาดยักษ์เบื้องล่าง นัยน์ตาสองสีสาดประกายเย้ยหยัน เขารวบรวมปราณวิญญาณเทวะ ก่อนจะเปล่งสุรเสียงที่ดังกังวานทะลุค่ายกลเข้าไปถึงก้นบึ้งของวังวังวนเหมันต์!
"ไป๋รั่วปิง! ยายแก่จิ้งเหลนแขนด้วน! ข้า ซูหลงอวิ๋น มารับศีรษะของเจ้าตามสัญญาแล้ว! มุดหัวออกมาจากกระดองเต่าน้ำแข็งของเจ้าเสียเถิด!"
เสียงประกาศกร้าวของเขา ประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจของศิษย์นิกายเหมันต์
ภายในค่ายกล ไป๋รั่วปิงทะยานร่างขึ้นมาลอยตัวอยู่เหนือตำหนักผลึก นัยน์ตาสีฟ้าครามจ้องมองผู้บุกรุกด้วยความเคียดแค้นและตื่นตะลึง นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังที่เปลี่ยนไปของทั้งสองคนอย่างชัดเจน!
"ขอบเขตตัดวิญญาณขั้นต้น... และราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุดจริงๆ ด้วย!" ไป๋รั่วปิงกัดฟันกรอด "พวกเจ้าไปได้วาสนาปาฏิหาริย์อันใดมา ถึงได้ก้าวกระโดดได้รวดเร็วปานนี้! ทว่า... อย่าคิดว่าเพียงเท่านี้จะทำให้ข้าหวาดกลัวได้! ข้าคือประมุขแห่งแดนอุดรเหมันต์! ที่นี่คืออาณาเขตของข้า ค่ายกลของข้าแข็งแกร่งประดุจสวรรค์สร้าง! ต่อให้พวกเจ้าจะเก่งกาจเพียงใด ก็ไม่อาจพังทลายมันเข้ามาได้หรอก!"
"งั้นรึ?"
ซูหลงอวิ๋นแค่นเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "สำหรับข้า ค่ายกลของเจ้า มันก็แค่แผ่นน้ำแข็งบางๆ ที่รอให้ข้าเหยียบย่ำเท่านั้น!"
เขายกมือขวาขึ้น ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้ใช้พลัง หลิงอวี้ซีที่ยืนอยู่เคียงข้างก็ก้าวออกมาขวางหน้าเขาไว้
สตรีศักดิ์สิทธิ์หันมาสบตากับเขา นัยน์ตาดอกท้อของนางสาดประกายความเด็ดเดี่ยวและทะเยอทะยาน "ซูหลงอวิ๋น... ให้ข้าเป็นผู้จัดการนางเองเถิด ความแค้นระหว่างข้ากับวังวังวนเหมันต์ และหนี้แค้นที่นางเคยไล่ล่าพวกเรา ข้าขอเป็นผู้ชำระมันด้วยมือของข้าเอง!"
ซูหลงอวิ๋นมองดูแววตาที่เต็มไปด้วยไฟแค้นของนาง เขายกยิ้มมุมปากและลดมือลง "ได้... ในเมื่อภาชนะของข้าต้องการจะยืดเส้นยืดสาย ข้าก็จะอนุญาตให้เจ้าได้แสดงฝีมือ... ทำให้ข้าเห็นสิ ว่าราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุดที่ได้รับการหล่อหลอมจากปราณเทวะ มีความร้ายกาจเพียงใด"
"ข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง"
หลิงอวี้ซีพยักหน้ารับ นางพลิ้วกายพุ่งทะยานลงมาจากหลังของจินหลิน ลอยตัวอยู่เหนือค่ายกลหมื่นเหมันต์ศูนย์สัมบูรณ์ กระบี่เหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นในมือ รัศมีกระบี่สีขาวบริสุทธิ์สว่างวาบประดุจแสงจันทร์!
"ไป๋รั่วปิง! เจ้าเคยมองว่าข้าเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์ที่ด้อยกว่าเจ้า... วันนี้ ข้าจะใช้สัจธรรมเหมันต์ที่บริสุทธิ์ที่สุด สั่งสอนให้เจ้าได้รู้สำนึก ว่าผู้ใดกันแน่คือผู้ที่คู่ควรจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวิถีแห่งความหนาวเหน็บ!"
ตูมมมมมมม!
สิ้นเสียงตวาด หลิงอวี้ซีก็ปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาอย่างไม่ปิดบัง! กลิ่นอายขอบเขตราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุดที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ระเบิดออกกวาดล้างมิติ!
"เปิดอ้าสัจธรรม! อาณาเขตเหมันต์ราชันย์บรรพกาล!"
คลื่นความหนาวเย็นที่แฝงไปด้วยปราณเทวะและอำนาจการปกครองระดับราชันย์ พุ่งทะยานแผ่ขยายออกไปครอบคลุมค่ายกลของวังวังวนเหมันต์! สัจธรรมของหลิงอวี้ซี มิใช่การแช่แข็งด้วยความเย็นธรรมดา ทว่ามันคือการ 'ช่วงชิงการควบคุม' ปราณเหมันต์ทั้งหมดในรัศมีพันลี้!
"นี่มัน! กฎเกณฑ์อาณาเขตของนาง... ลึกล้ำยิ่งกว่าข้า!" ไป๋รั่วปิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นางรู้สึกได้ทันทีว่าพลังเหมันต์ในค่ายกลของนางกำลังถูกสัจธรรมของหลิงอวี้ซีกดข่มและแย่งชิงไป!
"อย่ามาอวดดีให้มากนัก นังเด็กเมื่อวานซืน!"
ไป๋รั่วปิงเดือดดาลจนสติแตก นางเค้นปราณราชันย์ยุทธ์ทั้งหมดที่มี กาง 'อาณาเขตวังวนเหมันต์นิรันดร์' สวนกลับออกไปปะทะกับอาณาเขตของหลิงอวี้ซี!
การปะทะกันของสองสุดยอดแห่งวิถีเหมันต์!
เปรี้ยงงงงงงงง! ครืนนนนนนน!
ท้องฟ้าถูกแบ่งออกเป็นสองซีก! ฝั่งหนึ่งคือเหมันต์บรรพกาลอันศักดิ์สิทธิ์ของหลิงอวี้ซี อีกฝั่งคือวังวนเหมันต์นิรันดร์อันเกรี้ยวกราดของไป๋รั่วปิง! คลื่นกระแทกจากการปะทะอาณาเขต ทำให้ภูเขาน้ำแข็งรอบด้านแตกร้าวและพังทลายลงมาดังกัมปนาท!
ทว่า ความจริงอันโหดร้ายก็ปรากฏขึ้นในพริบตา!
แม้ทั้งสองจะอยู่ในขอบเขตราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุดเท่ากัน... ทว่ารากฐานของหลิงอวี้ซีนั้น ได้รับการรักษาด้วย 'บัวเหมันต์เก้ากลีบ' และได้รับการยกระดับด้วย 'ปราณเทวะ' จากแก่นกำเนิดเอกภพ! ความบริสุทธิ์ของพลังปราณของนาง จึงอยู่เหนือล้ำกว่าไป๋รั่วปิงที่สูญเสียแขนและรากฐานเสียหายไปหลายช่วงตัว!
เพียงห้าลมหายใจ... อาณาเขตของไป๋รั่วปิงก็เริ่มเกิดรอยแตกร้าว!
"เป็นไปไม่ได้! ข้าฝึกฝนวิถีเหมันต์มานับพันปี จะมาพ่ายแพ้ให้แก่เด็กสาวเยี่ยงเจ้าได้อย่างไร!" ไป๋รั่วปิงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
"เพราะวิถีเต๋าของเจ้ามันเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวและสิ่งเจือปน... แตกซะ!"
หลิงอวี้ซีตวาดก้อง นางตวัดกระบี่เหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ ฟาดฟันรังสีกระบี่สีขาวบริสุทธิ์ที่มีขนาดใหญ่ทะลุฟ้า พุ่งทะลวงเข้าใส่อาณาเขตของไป๋รั่วปิงและค่ายกลหมื่นเหมันต์ศูนย์สัมบูรณ์อย่างเกรี้ยวกราด!
"เคล็ดกระบี่เหมันต์เทวะ... ตัดสัจธรรมแช่แข็งเอกภพ!"
ฉัวะ!!!!! เพล้งงงงงงงงงง!!!!!
รังสีกระบี่ของสตรีศักดิ์สิทธิ์ ฉีกกระชากอาณาเขตของไป๋รั่วปิงจนขาดสะบั้น! และพุ่งทะลวงฟาดฟันลงบน 'ค่ายกลหมื่นเหมันต์ศูนย์สัมบูรณ์' ที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกาย!
ค่ายกลระดับสวรรค์ขั้นสูงสุด ที่ไป๋รั่วปิงภาคภูมิใจ... ไม่อาจต้านทานสัจธรรมที่แฝงปราณเทวะของหลิงอวี้ซีได้เลยแม้แต่น้อย มันเกิดรอยร้าวขนาดยักษ์ ก่อนจะระเบิดแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ประดุจเศษกระจกที่ถูกค้อนศิลาทุบ!
"อ๊ากกกกก!"
ไป๋รั่วปิงได้รับบาดเจ็บสะท้อนกลับจากการที่ค่ายกลและอาณาเขตถูกทำลาย นางกระอักเลือดสีแดงสดออกมาคำโต ร่างกระเด็นถอยร่นไปหลายสิบจั้ง!
ศิษย์วังวังวนเหมันต์นับแสนคน ถูกแรงกระแทกซัดจนกระอักเลือดและสลบเหมือดไปกว่าครึ่ง! นิกายที่เคยยิ่งใหญ่ ถูกเปิดเปลือยต่อหน้ามัจจุราชอย่างสมบูรณ์แบบ!
หลิงอวี้ซีมิได้หยุดพัก นางใช้วิชาทะลวงมิติ พุ่งประชิดตัวไป๋รั่วปิงในเสี้ยววินาที กระบี่จ่ออยู่ที่ลำคอของประมุขแห่งวังเหมันต์!
"ข้าบอกแล้ว... ว่าพวกเจ้ามันก็แค่กบในกะลา" หลิงอวี้ซีเอ่ยเสียงเย็นเยียบ นัยน์ตาสาดประกายสังหาร
"ยะ... อย่าฆ่าข้า! หลิงอวี้ซี... พวกเราล้วนเป็นสตรีแห่งวิถีเหมันต์ ข้ายินดียกมหาทวีปนี้ให้เจ้า! ขอเพียงเจ้าไว้ชีวิตข้า..." ไป๋รั่วปิงที่เคยหยิ่งยโส บัดนี้ตัวสั่นงันงก ร้องขอชีวิตอย่างน่าสมเพช เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตายที่จ่ออยู่ตรงหน้า ความเย่อหยิ่งของราชันย์ยุทธ์ก็พังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี
หลิงอวี้ซีมองดูภาพอันน่าเวทนานั้นด้วยความสมเพช นางกำลังจะตวัดกระบี่เพื่อจบชีวิตศัตรู
ทว่า...
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ช่างเป็นภาพละครปาหี่ที่น่าขบขันยิ่งนัก! สตรีตีกันแย่งชิงความเป็นใหญ่... ทว่า พวกเจ้าคิดหรือว่า จะลูบคมดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมื่นเต๋า แล้วลอยนวลไปได้ง่ายๆ!"
สุรเสียงที่แฝงไปด้วยอำนาจแห่ง 'จักรพรรดิยุทธ' ดังก้องกังวานมาจากฟากฟ้าเบื้องบน! เสียงนั้นมิได้มาจากจ้านอู๋หยาที่ตายไปแล้ว ทว่ามันเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ เมตตาจอมปลอม และกฎเกณฑ์ที่กดทับสวรรค์!
ครืนนนนน!
ท้องฟ้าเหนือวังวังวนเหมันต์ ถูกฉีกกระชากออกเป็นรอยแยกมิติขนาดยักษ์ที่กว้างนับแสนจั้ง! แสงสีขาวบริสุทธิ์สาดส่องลงมาประดุจสวรรค์เบิกทาง!
และท่ามกลางแสงสว่างนั้น... ปรากฏเงาร่างของชายชราในชุดนักพรตสีขาว ถือแส้ปัดรังควาน ใบหน้าแฝงรอยยิ้มเยือกเย็น...
'นักพรตเทียนจี' ประมุขแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมื่นเต๋า! ยอดฝีมือขอบเขต 'จักรพรรดิยุทธขั้นกลาง' ได้เสด็จมาเยือนด้วยตัวจริง!
และมิใช่เพียงท่านผู้เดียว... เบื้องหลังของนักพรตเทียนจี ปรากฏกองเรือเหาะนับหมื่นลำ ที่อัดแน่นไปด้วยกองทัพผู้ฝึกยุทธ์นับสิบล้านชีวิตจากมหาทวีปศูนย์กลาง! พร้อมด้วยผู้อาวุโสขอบเขตราชันย์ยุทธ์อีกกว่าสิบคน!
"ท่านประมุขเทียนจี! ท่านมาช่วยข้าแล้ว!" ไป๋รั่วปิงเบิกตากว้างด้วยความดีใจสุดขีด นางอาศัยจังหวะที่หลิงอวี้ซีชะงัก รีบระเบิดพลังเฮือกสุดท้ายพุ่งทะยานหลบหนีไปหลบอยู่เบื้องหลังนักพรตเทียนจี!
หลิงอวี้ซีกัดฟันแน่น นางรีบถอยร่นกลับไปยืนอยู่เคียงข้างซูหลงอวิ๋นบนหลังของจินหลิน นัยน์ตาดอกท้อทอดมองกองทัพมหึมาและอดีตอาจารย์ของนางด้วยความตึงเครียด
"ตาแก่เทียนจีมาด้วยตนเอง... ขอบเขตที่แปดขั้นกลาง! พลังของมันสมบูรณ์แบบและแข็งแกร่งกว่าจ้านอู๋หยาที่บาดเจ็บหลายสิบเท่า! ซ้ำยังมีกองทัพนับสิบล้าน... นี่คือขุมกำลังทั้งหมดของมหาทวีปศูนย์กลาง!" หลิงอวี้ซีส่งกระแสจิตด้วยความกังวล
ทว่า ซูหลงอวิ๋นกลับมิได้มีความหวาดกลัวปรากฏบนใบหน้าเลยแม้แต่น้อย เขายืนเอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองนักพรตเทียนจีที่ลอยอยู่สูงกว่า นัยน์ตาสองสีสาดประกายความโอหังและเย่อหยิ่งท้าทายสวรรค์!
"มาได้จังหวะพอดียิ่งนัก ตาแก่หน้าไหว้หลังหลอก... ข้ากำลังคิดอยู่พอดี ว่าการต้องบินไปล่าหัวเจ้าถึงมหาทวีปศูนย์กลาง มันช่างเสียเวลาทำมาหากิน"
ซูหลงอวิ๋นแค่นเสียงหัวเราะ สุรเสียงของเขาดังกังวานก้องปะทะกับแรงกดดันของจักรพรรดิยุทธอย่างไม่เป็นรอง!
"ในเมื่อเจ้าขนขยะทั้งหมดมาให้ข้ากวาดทิ้งถึงที่... วันนี้ สุสานของพวกเจ้า ก็คือแผ่นดินอุดรเหมันต์แห่งนี้นี่แหละ!"
นักพรตเทียนจีหรี่พระเนตรลง รังสีสังหารปะทุขึ้นในดวงตา "ปากดีนักไอ้เด็กเหลือขอ... วันนี้ ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็น ว่าความพิโรธของจักรพรรดิยุทธที่แท้จริง เป็นเช่นไร!"
มหาสงครามครั้งสุดท้าย ที่จะตัดสินชะตากรรมของห้ามหาทวีป ได้เปิดม่านขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ!
(จบบทที่ 63)