บทที่ 7 ร่างพินัยกรรมก่อนอำลา
ทั้งสองคนต่างมองหน้ากันโดยมีลุงหวังยื่นอยู่ข้างๆหยางหลิงฟางเธอรู้ดีว่าเื่นี้เป็เื่ที่ใหญ่มาก การที่คนเราจะตัดสินใจเปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยเหตุผลที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อเพราะทุกอย่างนั้นแทบจะไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย เป็ใครก็ต้องคิดหนักเขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเอ่ยถึงครอบครัว
“แล้วเื่ครอบครัวของผมล่ะจะทำอย่างไร”เขาหันไปถามลุงหวัง ชายชรายิ้มให้กับเขาอย่างอบอุ่นก่อนจะเอ่ยขึ้น
“คุณหมอโปรดรอสักครู่”จากนั้นเขาก็เดินหายเข้าไปในห้อง ห้องหนึ่งกงเฉินจื่อยกชาขึ้นดื่มอีกครั้งด้วยความกระวนกระวายใจเขาหันหน้ามองอาจารย์สาวสวยที่นั่งฟังการสนทนาของทั้งคู่โดยแทบจะไม่ได้ออกความคิดเห็นใดๆ เลย ไม่นานลุงหวังก็เดินออกมาพร้อมกับแฟ้มสีดำและมีซองกระดาษสีเทาที่ซ่อนอยู่ข้างในนั้นอีกชั้นหนึ่ง เขายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร
ลุงหวังเลือกหยิบซองสีเทาซองนั้นออกมาจากแฟ้มแล้วดึงกระดาษสีน้ำตาลออกมา และวางมันลงตรงหน้าของกงเฉินจื่อสองชุดในหัวกระดาษเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า พินัยกรรมต้นฉบับ และมีคู่ฉบับ
“นี่คืออะไรลุงหวังอย่าบอกนะว่าจะมอบพินัยกรรมนี่ให้กับผม”กงเฉินจื่อถามเขาก่อนจะมองตรงกระดาษพินัยกรรมฉบับนั้น
“ตระกูลหยางเป็ตระกูลที่รับใช้ฮ่องเต้มาหลายร้อยปีทรัพย์สินเงินทองนั้นมีมากมายทั้งที่ได้รับมาจากการช่วยเหลือราชสำนักและผู้เลื่อมใสศรัทธาที่เราเคยช่วยเหลือเอาไว้บางคนมอบเงินทองบางคนก็มอบที่ดินและที่นามากมายคุณูปการเ่าั้ได้สั่งสมมานับหลายร้อยปี จนในปัจจุบันตระกูลหยางมีทรัพย์สินมากมายมูลค่านั้นยากต่อการประเมิน ในมูลนิธิของเรายังมีโรงพยาบาลมากถึง20 แห่งกระจายอยู่ตามภาคต่างๆในประเทศ...
ถึงแม้จะผ่านมาหลายร้อยปีแต่ตระกูลหยางก็ยังคงช่วยเหลือประชาชนอยู่เช่นเดิมเพราะปณิธานของเรานั้นแน่วแน่เราได้สร้างคนและสร้างสาธารณะสมบัติไว้ในแผ่นดินนี้ไว้มากมายทั้งหมอและพยาบาลบุคลากรทางการแพทย์ก็ไม่น้อย และให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนแพทย์ในแต่ปีก็นับร้อยคนเพื่อส่งหมอเ่าั้ให้กับโรงพยาบาลต่างๆทั้งของรัฐและโรงพยาบาลของมูลนิธิหรือเอกชนที่ร้องขอมา เราทำแบบนี้ไม่เคยขาด..!!
“แล้วมันเกี่ยวอะไรพินัยกรรมฉบับนี้ครับลุงหวัง”เขาถามเพราะไม่เข้าใจเจตนา
“พินัยกรรมฉบับนี้เพียงแค่ลงชื่อผู้รับผลประโยชน์ไว้ที่หน้าหลังจำนวนเงิน10% ของบริษัทฯในเครือของธุรกิจเวชภัณฑ์ของตระกูลหยางจำนวน20ล้านหยวนต่อเดือนก็จะเข้าบัญชีของเ้าของหุ้นที่มีชื่อในพินัยกรรมนี้ทันทีและยังไม่รวมผลประกอบการของกำไรในแต่ละปีอีก20%” ลุงหวังพูดเหมือนไม่สนใจจำนวนเงินเ่าั้เลย..
“อะไรนะได้เดือนละ20ล้านหยวนทำไมมันถึงได้มากมายขนาดนั้นแล้วทำไมต้องให้เงินผมด้วย” กงเฉินจื่อ งง ใน งงเพราะเขาเองก็ไม่ใช่ญาติไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินตระกูลหยางเลยแม้แต่น้อยแล้วทำไมถึงให้เขามากขนาดนี้..“! ฮึ ฮึ ฮึ!คุณหมอ เงินจำนวนนี้ไม่ได้มากมายอะไรเลยถ้าเทียบกับทรัพย์สินของตระกูลหยางและมันก็ไม่ใช่เงินของตระกูลหยางมันคือเงินของคุณหมอที่หามันมาเองโดยสุดจริตต่างหาก”ลุงหวังพูดและยิ้มอย่างมีความสุข เพราะเขาเองก็รอวันนี้มานานแสนนานนับั้แ่ตระกูลของเขาั้แ่ปู่ทวดมารับใช้ตระกูลหยางมาหลายรุ่น และนี่ก็คือภารกิจสุดท้ายของตระกูลลุงหวังที่รับใช้ตระกูลหยางมันคงจะสำเร็จลุล่วงในรุ่นของเขานี่เองกงเฉินจื่อเขายังไม่เข้าใจในสิ่งที่หลุงหวังพูด
“จะเป็เงินของผมได้อย่างไรลุงหวังผมยังไม่ทันทำอะไรเลย” เขาถามกลับไป
“ในพินัยกรรมนี้ได้เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนผู้ที่เดินทางเข้ามาทางผ่านประมิติเข้ามานั้นคือผู้เปลี่ยนแปลงโลก...”จากนั้นลุงหวังก็พลิกหน้ากระดาษของพินัยกรรมไปอีหน้าหนึ่งเขาก็เอามือชี้ไปตรงชื่อผู้ลงนาม...!!กงเฉินจื่อ!!
!!..กงเฉินจื่อใสุดขีด..!!
“มันจะเป็ไปได้อย่างไรลุงหวังนี่มันชื่อของผมนี่นา” เสียงร้องอุทานออกมา จนหยางหลิงฟางที่นั่งอยู่ตรงข้ามยังต้องเดินมาดูด้วยตัวเธอเอง
“ชื่อผู้ลงนามในพินัยกรรมนั่น...เป็ชื่อของคุณหมอจริงๆ ด้วยค่ะ” ทั้งคู่ต่างหันหน้าไปมองลุงหวัง..?!
“ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยคุณหมอก็แค่เดินทางข้ามมิติไป แล้วคุณหมอก็ทำงานในตระกูลหยาง ชื่อเสียงและเงินทองและทรัพย์สินมันก็พอกพูนขึ้นมาเองตามธรรมชาติคุณหมอต้องไม่ลืมที่คุณหมอจะเดินทางไปนั้นมันเป็โลกหลายร้อยปีที่ผ่านมายุคสมัยมันต่างกันมูลค่าทรัพย์สินก็เพิ่มพูนขึ้นตามมาแล้วคุณหมอก็มีทรัพย์สินเป็ของตัวเองมากมาย จากความสามารถของคุณหมอเอง..!! กงเฉินจื่อเริ่มปะติดปะต่อเหตุการณ์ต่างๆ แล้วเขาก็เริ่มเข้าใจ จนเขามีคำถามสุดท้ายกับลุงหวังอีกข้อ...
“ถ้าสมมุติผมเปลี่ยนใจไม่เข้าไปในประตูมิติแห่งเวลานั่นล่ะมันจะเกิดอะไรขึ้น” ลุงหวังยิ้มอย่างอบอุ่นก่อนจะตอบคำถามของเขา
“ทรัพย์สินเหล่านี้มันก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะทุกอย่างนั้นเกิดจากตัวของคุณหมอเองทั้งหมดคุณหมอเป็ผู้สร้างมันเองผมถึงคุณหมอให้ตัดสินใจให้ดี แต่สิ่งเหล่านี้นั้นคงไม่ได้สำคัญอะไรมากมายนักเพราะคุณหมอนั้นมีความสามารถคงจะหามันมาได้ไม่ยากนักในโลกปัจจุบัน...
แต่สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดก็คือโอกาสและความสามารถของคุณหมอที่จะได้ช่วยเหลือผู้คนต่างหาก นั่นคือจุดประสงค์ของประตูมิติที่เปิดขึ้น”ลุงหวังพูดในขณะที่กงเฉินจื่อสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่
“นี่แสดงว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันได้ถูกกำหนดเอาไว้ทั้งหมดแล้วใช่มั้ยลุงหวัง”
“ถูกต้องแล้วครับคุณหมอ และคุณหมอก็มีสิทธิ์ที่ปฏิเสธมันได้เช่นเดียวกัน”
กงเฉินจื่อรีบคำนวณตัวเลข มองอาจารย์หยางหลิงฟางเพื่อสร้างความมั่นใจอีกครั้งเธอก็หันสบตากับเขาและอยากให้เขามั่นใจเช่นเดียวกัน
“อาจารย์หยางเรามีเวลาอีก8วันเท่านั้นเรามาลองเปลี่ยนแปลงโลกกันเถอะ”เขาพูดกับเธอเพื่อสร้างความฮึกเหิมให้ตัวเอง
“คุณหมอค่ะการเดินทางไปอยู่ในที่ที่เราไม่คุ้นเคยแน่นอนมันไม่ง่ายแต่ถึงจะยากลำบากขนาดไหนฉันก็จะยืนอยู่เคียงข้างคุณหมอเองค่ะ”เธอพูดและมองตาเขาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้หมอหนุ่ม
“เราเหลือเวลาอีกเพียง 8 วันตามที่หมอเทวดาแห่งต้าจิ้งบอกเอาไว้เช่นนั้นผมคงต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยแต่ปัญหาก็คือผมจะบอกกับแม่และน้องสาวของผมอย่างไรดี” กงเฉินจื่อยังคิดหนัก
“มูลนิธิบ้านตระกูลหยางมีการส่งนักศึกษาที่จบใหม่ไปเรียนต่อระดับปริญญาเอกและปริญญาโทอยู่ทุกปีผมว่าคุณหมอสามารถใช้ประโยชน์จากเื่นี้ได้”
“แล้วถ้าเกิดเวลาผ่านไปและจะทำอย่างไร”เขาถามและต้องรู้ถึงเหตุผลที่จะบอกกับแม่ของเขาลุงหวังมองคุณหมอหนุ่มด้วยความเข้าใจในเหตุผลของเขา
“บางครั้งเงินก็สามารถช่วยได้หลายอย่างนะครับคุณหมอ”ลุงหวังพูดกับเขาด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายขึ้นกงเฉินจื่อคิดมันก็ถูกอย่างที่ลุงหวังพูด คนเราทุกคนที่เรียนหนังสือและขวนขวายหารายได้ก็เพื่อปากท้องด้วยกันทั้งนั้น เพื่อจะหาอาชีพในการเลี้ยงตัวเองและครอบครัวการเรียนหมอของเขาก็เช่นกันก็เพื่อหาเงินยกระดับในชีวิตของตัวเองและครอบครัวแฉกเช่นเดียวกัน..
แต่ถ้ามีเงินในบัญชีเป็ล้านๆหยวนในแต่ละเดือนเข้าบัญชี แล้วแม่กับน้องสาวเขายังคงจะต้องห่วงอะไรอีกขอเพียงพวกเขาอยู่สุขสบาย และเขาก็ได้ออกเดินทางไปหาความท้าทายใหม่ ๆและที่ที่เขาจะไปนั้นมันยิ่งน่ามหัศจรรย์ถึงแม้จะมีเงินหรือทรัพย์สินมากมายขนาดไหน ก็ไม่สามารถที่จะเดินทางไปที่แห่งนั้นได้...แต่สำหรับเขานี่มันมีแต่ได้กับได้เลยนี่น่าไม่เห็นจะต้องหนักใจอะไรในเื่นี้เลย..!!
“ถ้าเช่นนั้นผมพร้อมที่จะเซ็นสัญญานี้แล้วครับลุงหวัง”กงเฉินจื่อพูดออกมาด้วยความมั่นใจ จากนั้นลุงหวังก็เดินเข้าไปในห้องนั้นอีกครั้งไม่นานก็เดินออกมาพร้อมกับกล่องไม้เคลือบเงาสีแดงดูเก่า ๆ เขาวางมันลงตรงข้าง ๆกับพินัยกรรมฉบับนั้น ลุงหวังเปิดกล่องไม้นั่นออกและภาพที่ปรากฏก็คือปากกาจีนโบราณที่มีด้ามสีแดงเืนก ปลายเข็มเป็สีทองมีลายสลักในเนื้อไม้ที่อ่อนช้อยงดงามดูดีมีมนต์ขลัง
“ลุงหวังปากกานี่ยังใช้ได้อยู่อีกหรือ? ผมว่ามันไม่เคยถูกเปิดมาเป็หลายสิบปีแล้วกระมัง”เขาพูดและก้มลงมองอย่างใกล้
“อาจารย์หยางคุณคิดเหมือนผมมั้ย”เขาถามความเห็นเธอ แต่หยางหลิงฟางเธอกลับไม่ได้คิดแบบนั้นเธอจ้องมองปากกาด้ามนั้นอย่างแปลก ๆ เธอละสายตาออกจากปากกาแล้วเอามือแตะที่คิวของตัวเองเหมือนเธอกำลังคิดบางอย่าง
“ฉันรู้สึกคุ้นเคยกับปากกาด้ามนี้อย่างบอกไม่ถูกฉันเคยเห็นมันที่ไหนมาก่อนแต่จำไม่ได้ว่าที่ไหน ฉันรู้สึกคุ้นเคยกับมันมาก”พูดจบเธอก็หยิบปากกาด้ามนั้นขึ้นมาแล้วหมุนดูรอบๆแต่แล้วเธอก็ใเมื่อเห็นอักษรตัวเล็กๆ สลักชื่อ” กงเฉินจื่อ”ลงไปในด้ามปากกาและยังมีข้อความที่สลัก “ที่ระลึกมอบให้ กงเฉินจื่อ..จากหยางหลิง”เธอมองหน้าของเขา ทั้งสองต่างจ้องกันไปมาจากนั้นกงเฉินจื่อก็หยิบกล่องปากกาสีแดงเก่านั้นขึ้นมา...“มีชื่อร้านปากกาในนี้ด้วย “หลี่ม่อ หมึกบ้านตระกูลหลี่” เขาหันหน้าไปหาลุงหวังอีกทีจากนั้นลุงหวังก็เล่าถึงที่มาของปากกาและหมึกให้พวกเขาทั้งสองฟัง
“ในสมัยราชวงศ์ถัง มีพ่อลูกคู่หนึ่งชื่อซีเซาและซีถิงเป็ช่างทำหมึกฝีมือดีและเป็ที่โปรดปรานของกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงค์ถังจากนั้นฮ่องเต้ถังจึงพระราชทานนามสกุลแซ่หลี่ให้กับพ่อลูกตระกูลนั้นซึ่งเป็แซ่ของกษัตริย์นั่นเองจากนั้นจึงมีหมึกยี่ห้อหลี่ม่อหรือหมึกบ้านตระกูลหลี่ที่คุณหมอถืออยู่”
“หมึกบ้านตระกูลหลี่เหรอแล้วทำไมชื่อของผมกับชื่ออาจารย์ยางถึงถูกสลักเอาไว้ในนี้ด้วยละ..?” กงเฉินจื่อถามลุงหวัง
“ข้อความอันนี้ผมก็ตอบคุณหมอและคุณหนูไม่ได้แต่ถ้าจะให้เดาละก็ผมว่าคุณทั้งสองต้องเคยไปร้านปากกาหลี่ม่อหรือร้านหมึกบ้านตระกูลหลี่มาแล้วอย่างแน่นอน” ลุงหวังตอบพวกเขาทั้งคู่ยืนมองตากันปริบ ๆ..!!จากนั้นกงเฉินจื่อก็เซ็นพินัยกรรมฉบับนั้นและเขียนชื่อผู้รับผลประโยชน์เอาไว้ทั้งสองคน “คุณหมอใส่รายละเอียดของผู้รับผลประโยชน์จำนวนเงินที่จะให้เข้าในบัญชีของแต่ละคนได้เลยพรุ่งนี้ผมจะให้ทนายของตระกูลไปจัดการให้เรียบร้อย”
จากนั้นลุงหวังก็นำตราประทับออกมาสองอันอันที่หนึ่งคือตราประทับตระกูลหยาง ส่วนอีกอันก็คือตราประทับในชื่อของกงเฉินจื่อพร้อมแท่นหมึกสีแดงออกมาจากกระเป๋าสีดำ เขาเปิดมันออกและก็กดตราประทับทั้งสองลงในแท่นหมึก จากนั้นก็กดประทับลงที่พินัยกรรมทั้งสองฉบับทันทีเขาหยิบคู่ฉบับเก็บไว้ในกระเป๋าสีดำตามเดิมและอีกฉบับเขาใส่ซองสีน้ำตาลยื่นให้กับกงเฉินจื่อเอาไว้ตอนนี้ กงเฉินจื่อ เขาเริ่มไม่แปลกใจแล้วจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา
!!...ฮ่า ฮ่า ฮ่า เื่ชักจะสนุกแล้วสิ...!!