ตอนที่ 8 เริ่มปลูกผัก
ในบ่ายของวันคนในบ้านออกความเห็นกันว่าจะช่วยกันขุดแปลงผักขึ้นมาให้ได้ก่อนสักห้าแปลง ซึ่งแต่ละแปลงจะกว้างหนึ่งจั้ง ยาวสิบจั้ง และช่องว่างระหว่างแปลงจะมีขนาดครึ่งจั้ง
เพ่ยอิงกับพี่ใหญ่จึงอาสาไปเอาจอบกับเสียมที่โรงเก็บของข้างบ้านมาให้ แต่เมื่อเดินมาถึงโรงเก็บของข้างบ้านกลับพบว่าพวกจอบและเสียมที่มีอยู่แต่ละอัน ใช้งานแทบจะไม่ได้แล้ว เพราะเก็บไว้นานเกินไป
ปกติบ้านตระกูลเซี่ยไม่ได้ทำงานจำพวกปลูกพืชปลูกผักจึงไม่ได้ใช้ของพวกนี้เลย จะใช้ก็แค่พลั่วเล็กๆ หนึ่งอัน ที่เอาไว้ขุดพวกสมุนไพรขึ้นมาเท่านั้น
“พี่ใหญ่เ้าคะ ข้าว่าเราควรจะไปซื้อพวกจอบกับเสียมมาใหม่ก่อนดีกว่าหรือไม่เ้าคะ” เพ่ยอิงกล่าวกับพี่ใหญ่เมื่อเห็นสภาพจอบและเสียมตรงหน้า
“ข้าว่ามันก็ต้องเป็เช่นนั้นแหละ” แล้วทั้งสองคนก็พากันเดินกลับมาที่หน้าบ้าน
“อ้าวพี่ใหญ่ พี่รอง ไหนจอบกับเสียมที่จะเอามาใช้กันเล่าขอรับ” น้องเล็กถามออกมาด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนเดินกลับมามือเปล่า
“ข้าว่าเราต้องเข้าเมืองไปซื้อพวงจอบกับเสียมกันใหม่เสียก่อนแล้วล่ะ เพราะอันที่มีก็ใช้งานไม่ได้หมดแล้ว” พี่ใหญ่กล่าว
“ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าวันนี้พวกเราจะไม่ได้ไปขุดแปลงผักกันน่ะสิขอรับ” ยังคงเป็น้องเล็กที่เอ่ยถาม
“เ้าน่ะหรือจะไปช่วย แม่ว่าจะไปเล่นเสียมากกว่า” เมื่อท่านแม่กล่าวออกมาเช่นนั้น ทำให้น้องเล็กหน้ามุ่ยขึ้นมาทันที
“พ่อก็ลืมคิดเื่นี้ไปเสียสนิทเลย บ้านเราไม่ได้ทำสวนปลูกพืชปลูกผักก็เลยไม่ได้ใช้ของพวกนั้นเลย ถ้าจะชำรุดก็ไม่แปลกอะไร”
แล้วในขณะที่ทุกคนพูดคุยกันอยู่นั้นเ้าไป๋หู่ที่มักจะอยู่ภายในกำไลมิติก็ออกมาข้างนอกแล้วะโขึ้นไปนั่งอยู่บนไหล่ของเพ่ยอิง พร้อมกับเอ่ยขึ้นมาว่า
“ก็แค่แปลงผักใช้พลังของข้าพลิกหน้าดินให้ทีเดียวก็เรียบร้อยแล้ว” เมื่อเธอได้ยินดังนั้นจึงถามออกไปทันที
“จริงหรือไป๋หู่” ซึ่งน้ำเสียงของเธอนั้นฟังดูน่าตื่นเต้นเป็อย่างมาก
“ไป๋หู่ว่าอย่างไรหรือ” ท่านแม่ถาม
“ไป๋หู่บอกว่าทำแปลงผักให้เราได้เ้าค่ะท่านแม่” เพ่ยอิงตอบท่านแม่ด้วยความตื่นเต้น
“ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปกันเลย!” กล่าวจบเพ่ยอิงก็วิ่งไปทางหลังบ้านทันที
และเมื่อไปถึงก็ให้ไป๋หู่ช่วยทำการพลิกหน้าดินทำแปลงผักเพิ่มเป็ยี่สิบสองแปลง เพื่อที่จะปลูกผักกาดขาว หัวไชเท้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง แล้วก็กุยช่าย อย่างละสี่แปลง และปลูกแครอทอีกสองแปลง ซึ่งแต่ละแปลงจะห่างกันประมาณครึ่งจั้ง
เมื่อท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ และน้องเล็กเดินมาถึงก็พบว่าหน้าดินถูกพลิกขึ้นทำเป็แปลงผักเรียบร้อยแล้ว
“โอ้โห ไป๋หู่เ้าเก่งจังเลย” น้องเล็กเอ่ยชมเ้าไป๋หู่
“หึ มันก็แน่นอนอยู่แล้วเพราะข้าเป็ถึงสัตว์เทพ ถึงแม้ว่าจะถูกผนึกพลังไปกว่าเก้าส่วน แต่ส่วนที่เหลือนั้นก็ใช่ว่าจะน้อยเสียเมื่อไหร่”
เป็จริงอย่างที่ไป๋หู่กล่าวอ้างออกมาเพราะแต่เดิมนั้นเป็สัตว์เทพที่อยู่บน์ ซึ่งเต็มไปด้วยพลังิญญาที่หนาแน่นถ้าไม่ได้แข็งแกร่งมาั้แ่เกิดก็ตายเพราะทนพลังิญญาที่มีมากเกินไปไม่ได้
บนโลก์จึงเต็มไปด้วยผู้ที่แข็งแกร่ง หากมีใครสักคนหลุดลงมาที่โลกมนุษย์อาจจะทำให้โลกนี้สูญสิ้นไปได้เลยทีเดียวหากควบคุมพลังเอาไว้ไม่อยู่ จึงเป็เหตุให้มีม่านกั้นพลังิญญาแยกฝั่ง์และโลกมนุษย์เอาไว้หากไม่ได้สะกดพลังิญญาให้ต่ำลงก็จะลงมาที่โลกมนุษย์ไม่ได้
โลกมนุษย์นี้เคยมีคนที่ฝึกปราณได้แค่เพียงระดับสีแดงขั้นสูงเท่านั้น เพราะที่โลกมนุษย์พลังิญญานั้นเบาบางเสียเหลือเกิน กว่าจะมีปราณถึงระดับสีแดงขั้นสูงได้ก็ต้องหมดทรัพยากรไปมากมายมหศาล
แล้วยิ่งตอนนี้พลังิญญาเบาบางกว่าในอดีตมาก อย่าว่าแต่จะทะลวงปราณไปถึงระดับสีแดงเลย แค่ปราณระดับสีส้มยังแทบจะเป็ไปไม่ได้ ไป๋หู่ที่เหลือพลังอยู่หนึ่งส่วนนั้น ในโลกมนุษย์แห่งนี้ก็ยากที่จะมีใครเทียบเคียงอยู่แล้ว
“แบบนี้เราก็หว่านเมล็ดพันธุ์ผักได้เลยน่ะสิ” ท่านแม่กล่าว
“ยังเ้าค่ะท่านแม่ เดี๋ยวข้าจะทำการเพาะเมล็ดก่อน”
“เพาะเมล็ดหรือเหตุใดต้องเพาะเมล็ด” ท่านแม่ถามออกมาด้วยความสงสัย
“เอาไว้เรากลับเข้าไปคุยกันในบ้านดีกว่านะเ้าค่ะท่านแม่” เมื่อเพ่ยอิงพูดจบทุกคนก็พากันเดินกลับบ้าน และเมื่อทุกคนเข้ามานั่งในบ้านกันเป็ที่เรียบร้อยแล้วท่านแม่ก็ถามขึ้นมาอีกรอบ
“ไหนเ้าลองว่ามาสิว่าเหตุได้ต้องเพาะเมล็ดพันธุ์ผักพวกนั้น”
“การเพาะเมล็ดพันธุ์ก่อนจะทำให้โอกาสรอดของผักพวกนั้นมีมากขึ้นเ้าค่ะ อีกทั้งต้นที่โตขึ้นมาก็จะสม่ำเสมอเท่ากันอีกด้วย” เพ่ยอิงอธิบายให้ทุกคนฟัง
“ถ้าเช่นนั้นเราก็รีบไปเพาะเมล็ดพันธุ์ผักพวกนั้นกันเถอะ” ท่านพ่อกล่าวออกมา
“เ้าค่ะท่านพ่อ” เมื่อเธอตอบรับท่านพ่อออกไปแล้วก็ได้ทำการเพาะเมล็ดพันธุ์ผักทันที โดยไม่ลืมที่จะแนะนำคนในครอบครัวไปด้วย
โดยการนำผ้ามาชุบน้ำแล้วห่อเมล็ดพันธุ์ผักจากนั้นก็นำไปวางเอาไว้ในถ้วยและในแต่ละห่อนั้นจะมีเมล็ดพันธุ์อยู่ไม่มากเพื่อที่จะให้น้ำจากห่อผ้าเข้าได้ทั่วถึงทุกเมล็ด ทำไปทำมาถ้วยชามกินข้าวในบ้านที่มีก็หมดลง
“อิงเอ๋อร์ถ้วยชามบ้านเราหมดแล้วนะลูก แล้วต่อไปเราจะเอาอะไรกินข้าวกันล่ะ” ท่านแม่เอ่ยถาม
“แหะ ๆ จริงด้วยเ้าค่ะท่านแม่” เธอหัวเราะออกมาด้วยความอายเพราะลืมคิดเื่นี้ไปนั้นเอง
“ถ้าอย่างนั้นท่านพ่อกับพี่ใหญ่ช่วยไปตัดไม้ไผ่มาให้ข้าใช้แทนถ้วยชามพวกนี้ได้ไหมเ้าคะ” เธอหันถามท่านพ่อและพี่ใหญ่
“ได้สิทำไมจะไม่ได้เล่า เอาสักสามท่อนก็ได้เ้าค่ะ”
เมื่อท่านพ่อกล่าวจบทั้งท่านพ่อและพี่ใหญ่ก็ไปตัดไม้ไผ่มาให้เธอ ซึ่งตัดมาทั้งหมดจำนวนสามท่อนตามที่เธอขอ แต่ละท่อนก็จะยาวประมาณหนึ่งจั้ง แล้วเพ่ยก็ขอให้ช่วยผ่าซีกให้อีกทีหนึ่ง
หลังจากนั้นเพ่ยอิงก็ย้ายห่อผ้าจากถ้วยชามมาใส่ไว้ในลำไม้ไผ่ที่ผ่าซีกทั้งหมด แล้วก็เอาซีกที่ผ่าไว้อีกซีกมาครอบเอาไว้
“รอประมาณสามวัน เมล็ดพันธุ์พวกนี้ก็มีหน่องอกออกมาแล้วเ้าคะ” เมื่อเสร็จสิ้นการเพราะเมล็ดพันธุ์ผักเพ่ยอิงก็กล่าวบอกกับทุกคน
...
วันนี้ก็เข้าวันที่สามแล้วที่เพ่ยอิงเอาเมล็ดพันธุ์ผักพวกนั้นไปเพาะเอาไว้
“พี่รองขอรับ วันนี้ครบสามวันที่เอาเมล็ดพันธุ์ผักไปเพาะไว้แล้วขอรับ รีบไปดูกันเถิดขอรับ” น้องเล็กรีบกล่าวเตือนทันทีหลังจากทานข้าวเช้ากันเสร็จ
“เ้าไม่ต้องรีบมากก็ได้น้องเล็ก อย่างไรเราก็ได้ไปดูกันอยู่แล้ว”
“แต่ข้าอยากเห็นแล้วนะขอรับ”
เพ่ยอิงถึงกับยิ้มขำให้กับท่าทางของน้องเล็ก
“ถ้าอย่างนั้นแม่ว่าเราก็รีบไปดูกันเถิด หลีเอ๋อร์คงจะอดใจรอแทบไม่ไหวแล้ว” เมื่อท่านแม่กล่าวเช่นนั้นแล้วทุกคนก็พากันเดินไปดูเมล็ดพันธุ์ผักที่ได้ทำการเพาะเอาไว้ข้างบ้าน
เมื่อทุกคนเดินมาถึงข้างบ้านแล้วก็จะเห็นไม้ไผ่ตั้งเรียงกันอยู่สามท่อน เพ่ยอิงจึงเดินเข้าไปยกซีกที่ครอบอยู่ออกหนึ่งซีก แล้วหยิบห่อผ้าสีแดงที่ห่อเมล็ดผักกาดขาวเอาไว้ขึ้นมาหนึ่งห่อ
ซึ่งเมล็ดพันธุ์ของผักแต่ละชนิดเพ่ยอิงจะใช้ห่อผ้าที่มีสีต่างกันเพื่อที่จะได้แยกได้ง่ายๆ ผักกาดขาวจะเป็ห่อสีแดง หัวไชเท้าเป็ห่อสีขาว กวางตุ้งเป็ห่อสีเหลือง ผักบุ้งเป็ห่อสีเขียว กุยช่ายเป็ห่อสีเืหมู และแครอทเป็ห่อสีส้ม
“เปิดเลยขอรับเปิดเลย” น้องเล็กเอ่ยเร่งพี่รองอย่างตื่นเต้น
“ข้าจะเปิดแล้วนะ”
เมื่อเธอกล่าวออกมาเช่นนั้นทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตามองและคอยลุ้นกันอยู่
เพ่ยอิงเห็นดังนั้นก็ทำการแกะห่อผ้าโดยการค่อยๆ คลี่ปมที่มัดกันอยู่ออกมาและเมื่อเปิดห่อผ้าออกมาภายในนั้นมีเมล็ดที่มีหน่ออ่อนๆ ที่เป็สีขาวขึ้นอยู่เต็มไปหมด ปรากฏออกมาในสายตาให้ทุกคนได้ยลทันที
“ว้าว มีหน่อเล็ก ๆ งอกออกมาจากเมล็ดจริง ๆ ด้วยขอรับ”
“เป็อย่างที่เ้าพูดออกมาจริง ๆ อิงเอ๋อร์” เป็ท่านพ่อที่พูดกล่าว
“ถ้าอย่างนั้นเราก็เอาเมล็ดพันธุ์พวกนี้ไปปลูกได้แล้วใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วเ้าค่ะท่านพ่อ”
หลังจากนั้นเพ่ยอิงก็ให้ทุกคนช่วยกันเปิดไม้ไผ่ท่อนอื่น ๆ แล้วเอาห่อผ้าออกมาคลี่ออก เพื่อเอาเมล็ดพันธุ์ที่มีหน่องอกพวกนี้ออกมาแล้วนำไปลงแปลง
เมื่อมาถึงแปลงเพ่ยอิงก็ได้ทำการดึงน้ำจากในกำไลมิติออกมาเป็สายฝนให้ตกลงที่แปลงผักทันที โดยการดึงน้ำให้ออกมาเป็ฝนไปตกบริเวณแปลงผักมากๆ เช่นนี้ก็ต้องใช้พลังิญญาในการช่วยดึงออกมาเช่นกัน และในการทำเช่นนี้ก็เพื่อที่จะให้ดินอุ้มน้ำแล้วเอาเมล็ดพันธุ์ลงดินได้ง่ายๆ
“ระวังด้วยนะเ้าคะ หน่อที่เพิ่งจะงอกออกมามันจะบอบบางมาก อาจจะหักเอาได้ง่ายๆ”
ในการเอาเมล็ดผักที่มีหน่ออ่อนลงแปลงพวกนี้จะทำโดยการให้เมล็ดแต่ละเมล็ดห่างกันพอสมควรเพื่อที่เวลาผักโตจะได้ไม่เบียดกันมาก
ทุกคนช่วยกันเอาเมล็ดผักลงแปลงกันอย่างขยันขันแข็งจนถึงต้นยามเว่ย(13.00-14.59น.)
เพ่ยอิงคิดว่าทุกคนคงช่วยกันเอาเมล็ดพันธุ์ผักลงแปลงจนลืมเวลาอาหารกันแล้ว เธอเห็นว่าถึงจะกลับไปทำที่บ้านตอนนี้ก็คงจะไม่ทัน จึงเอาพวกผลไม้ภายในกำไลมิติออกมาแล้วเรียกให้ทุกคนมากินกันแทน
เมื่อทุกคนได้กินผลไม้ที่มีพลังิญญากันจนอิ่ม ก็ทำให้หายเหนื่อยและรู้สึกว่ามีกำลังขึ้นมาอีกครั้ง
จึงกลับไปเอาเมล็ดพันธุ์ผักลงแปลงกันต่อไม่เว้นแม้แต่หลีตี้ที่ถึงแม้ว่าจะยังเด็กก็ช่วยอย่างขยันขันแข็งถึงแม้ว่าจะปลูกไปบ้างเล่นไปบ้างตามประสาเด็กๆ
เมื่อเอาเมล็ดพันธุ์ผักลงแปลงเสร็จก็เกือบเลยยามโหย่ว(17.00-18.59น.)แล้ว
ซึ่งเมล็ดพันธุ์ผักที่ซื้อมาอย่างละสามชั่งนั้นสามารถปลูกได้อย่างละสองแปลงเพียงเท่านั้น ส่วนแครอทที่เถ้าแก่เนี้ยแถมมาให้ก็ปลูกได้ไม่ถึงครึ่งแปลง
ในตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะปลูกเยอะ เพราะทุกคนจะต้องมาช่วยกันทำแปลงผักกันก่อน ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลากันอีกกี่วันกว่าจะทำร่องแปลงผักเสร็จ แต่นี่การทำแปลงผักสามารถทำได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว เพราะได้ไป๋หู่ช่วย การปลูกผักเลยง่ายขึ้นมามากทีเดียว
หลังจากที่ทุกคนกลับบ้านมา ก็อาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวกันให้สะอาดไปทานข้าวกัน ซึ่งข้าวเย็นวันนี้ก็เป็กับข้าวง่ายๆ พวกผัดผักและต้มจืดสองสามอย่างกับข้าวสวยร้อนๆ ที่เอามาจากในกำไลมิติ เพราะเลยเวลาอาหารเย็นมามากแล้วนั้นเอง
หลังจากที่ทุกคนทานข้าวกันเสร็จแล้ว ท่านพ่อจึงกล่าวขึ้นมาว่าวันพรุ่งนี้จะให้พี่ใหญ่ไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาเพิ่มแต่ก็ได้เพ่ยอิงที่พูดขัดขึ้นมาเสียก่อน
“อีกสี่วันค่อยไปเถิดเ้าค่ะ พอดีตอนข้าเข้าเมืองกับพี่ใหญ่ไปคราวที่แล้วข้าเอาสมุนไพริญญาไปขาย อีกสามวันเขาจะเอาลงประมูลเราค่อยไปซื้อวันที่ไปรับเงินค่าสมุนไพรทีเดียวเลยดีกว่านะเ้าค่ะ”
เมื่อเพ่ยอิงกล่าวออกมาเช่นนั้นท่านพ่อก็ซักถามขึ้นมาทันที ทำให้เพ่ยอิงต้องเล่าเื่ราวทั้งหมดให้ฟังั้แ่ที่ไปซื้อเมล็ดพันธุ์เสร็จแล้วไปขายสมุนไพรจนกระทั่งทางร้านเสนอที่จะเอาสมุนไพรลงไปประมูลแต่ทางร้านจะขอส่วนแบ่งไปห้าต่อหนึ่งร้อยส่วนหลังจากหักค่าธรรมเนียมแล้ว โดยละเว้น่ที่โดนคนใช้ของคุณหนูลี่มาหาเื่ออกไป
“เื่สำคัญขนาดนี้เหตุใดเ้าไม่มาปรึกษาพ่อกับแม่ก่อนเล่า” ท่านพ่อต่อว่า
“ข้าลืมไปเสียสนิทเลยเ้าค่ะ ขออภัยด้วยนะเ้าคะท่านพ่อท่านแม่” เพ่ยอิงกล่าวออกมาด้วยความสำนึกผิด อีกทั้งยังทำสีหน้าหงอยๆ
“เป็ความผิดของข้าเองขอรับท่านพ่อ อย่าได้ไปต่อว่าน้องรองเลยขอรับ” พี่ใหญ่รับความผิดแทนเธอ
“ส่วนเ้าก็เหมือนกันต้าเอ๋อร์เ้าเป็คนพาน้องไปแต่กลับไม่มาบอกพ่อกับแม่แม้แต่ครึ่งคำ” ท่านพ่อต่อว่าพี่ใหญ่ด้วยอีกคนหนึ่ง
“ขออภัยขอรับ คราวหลังข้าจะไม่ทำผิดพลาดเช่นนี้อีก” พี่ใหญ่กล่าวออกมาด้วยความสำนึกผิดเช่นกัน
“เอาล่ะ ๆ คราวหลังเ้าต้องระวังให้มากกว่านี้นะอิงเอ๋อร์เข้าใจหรือไม่”
“เ้าค่ะท่านพ่อ”
เพ่ยอิงตอบรับออกไป หลังจากนั้นทุกคนก็คุยปรึกษากันอีกนิดหน่อยเกี่ยวกับผักที่นำลงไปปลูกวันนี้ เมื่อคุยกันเสร็จก็แยกย้ายกันเข้าห้องไปนอน
เมื่อเพ่ยอิงเข้ามาในห้องของตัวเองได้สักพักแล้ว เธอได้เรียกไป๋หู่ออกมาคุยทันที เพราะมีเื่ที่เพิ่งคิดขึ้นมาได้
“ไป๋หู่เ้ามีวิธีที่จะทำให้พวกหนอนพวกแมลงไม่มากัดกินหน่ออ่อนของเมล็ดผักที่ข้ากับทุกคนเพิ่งจะช่วยกันนำลงไปปลูกหรือไม่”
สาเหตุที่เธอรู้ว่าหน่ออ่อนเป็ที่ชื่นชอบของพวกหนอนและแมลงเล็กๆ นั้นก็เพราะทางคุณตาและคุณยายของเธอในชาติก่อนทำอาชีพปลูกผักขายนั่นเอง
ตอนที่เธอไปเรียนที่ประเทศไทยเธอยังได้ไปช่วยคุณตาและคุณยายทำั้แ่วิธีการเพาะต้นอ่อนจนกระทั่งเอาเมล็ดพันธุ์ผักที่มีหน่องอกออกมาแล้วลงไปเพาะในถุงดำอีกทีเพื่อให้ต้นโตพอสมควรจึงจะเอาลงดินได้
ซึ่งในแต่ละขั้นตอนการทำก็ได้คุณตาและคุณยายอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด ไปจนถึงพวกแมลงที่เป็ศัตรูของหน่ออ่อนพวกนี้เพราะเห็นว่าเธอสนใจนั่นเอง
แต่ในชาตินี้ของเธอมันไม่มีถุงดำน่ะสิ เธอเลยข้ามขั้นไปลงแปลงเลยแต่ก็ต้องมาคิดหนักกับพวกศัตรูทางธรรมชาติของหน่ออ่อนพวกนั้นอีก เพราะคืนนี้พวกแมลงคงเริ่มมากัดกินกันแล้ว แล้วยิ่งแปลงผักพวกนั้นอยู่กลางป่าเช่นนี้อีกไม่มีทางรอดพ้นไปจากพวกแมลงไปได้เป็แน่
“เื่นั้นง่ายนิดเดียว แค่ให้ข้าส่งปราณอ่อนๆ ไปครอบแปลงผักพวกนั้นเอาไว้เพื่อกันแมลงก็เรียบร้อยแล้ว”
“แล้วการครอบปราณที่เ้าว่ากันไม่ให้คนเข้าไปได้ด้วยหรือเปล่า”
“ถ้าครอบโดยอัดปราณเข้าไปมากๆ หน่อยนั้นสามารถทำได้ แต่การครอบพลังอ่อนๆ นี้ ก็ได้แค่เพียงแมลงตัวเล็กๆ ที่ไม่มีพลังอะไรมากเท่านั้น มนุษย์ก็ยังสามารถเข้าไปได้ปกติ” ไป๋หู่อธิบายออกมาให้เธอฟัง
“เช่นนั้นจะรออะไรอีกเล่า เรารีบออกไปทำกันเถิด” เพ่ยอิงพูดออกมาแล้วพาเ้าไป๋หู่ออกจากห้องไปทันที โดยไม่ลืมหยิบหินเรืองแสงออกมาด้วยเพราะนี่ก็เป็เวลากลางคืนแล้ว
เมื่อทั้งสองมาถึงแปลงผักกันแล้วเพ่ยอิงก็ให้ไป๋หู่จัดการครอบแปลงผักด้วยปราณอ่อนๆ ทันที ซึ่งถามว่าเหตุใดไม่ครอบด้วยพลังิญญา ก็เพราะว่าพลังิญญานั้นเราเอาไปใช้แล้วเก็บสะสมอยู่ในเส้นปราณมันจึงไม่ใช่พลังิญญาอีกต่อไปแต่กลายมาเป็ปราณที่เราสร้างขึ้นมาแทนนั้นเอง