จารึกที่ 118 : เสียงเรียกจากบรรพกาล : แผนที่ที่ตื่นรู้
ท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าหลังพายุระเบิดสงบลง
กลิ่นดินไหม้และกลิ่นกำมะถันยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ แสงจันทร์สาดส่องลงมายังหลุมลึกขนาดใหญ่ที่เกิดจาก "ศิลปะการใช้เงิน" ของอาเจีย
ขณะที่ เฟิงอี้หราน และ เฟิงหลิงเอ๋อร์ กำลังนั่งพักเหนื่อยและเดินลมปราณเพื่อรักษาอาการบอบช้ำจากการต่อสู้ อาเจียยังคงง่วนอยู่กับการ "เก็บเกี่ยวผลผลิต" อย่างขะมักเขม้น
"เสื้อคลุมไหมฟ้า... ขาดหน่อยแต่ซ่อมได้... เก็บ!"
"มีดสั้นเจ็ดเล่ม... สภาพดีเยี่ยม... เก็บ!"
"เลือดของนักฆ่าระดับสร้างรากฐาน... เอาใส่ขวดไปขายพวกสายมารได้... ดูดเก็บให้หมด!"
อาเจียจัดการรีดไถทุกอย่างจากศพของ เสวี่ยอิง จนแทบจะไม่เหลืออะไรติดตัว จากนั้นเขาก็หันมาดูอาการของ เจ้าสัว
หุ่นเชิดหยกทมิฬยืนนิ่ง แขนซ้ายห้อยรุ่งริ่ง รอยร้าวพาดผ่านหน้าอกดูน่ากลัว
"โธ่... ลูกพ่อ" อาเจียลูบแผลเจ้าสัวเบาๆ ด้วยความปวดใจ (เพราะนึกถึงค่าซ่อม) "ทนหน่อยนะ เดี๋ยวจบงานนี้พ่อจะเอาเงินค่าจ้างไปซื้อแร่ดีๆ มาปะผุให้ใหม่"
ทันใดนั้นเอง...
วูบ!
ความร้อนสายหนึ่งแล่นพล่านขึ้นมาจากอกเสื้อ ตรงตำแหน่งที่ซ่อน 'แผนที่หนังโบราณ' เอาไว้ มันร้อนวูบวาบจนผิวหนังของอาเจียแดงเถือก ราวกับมีถ่านไฟร้อนๆ นาบอยู่
"โอ๊ย! ร้อนๆๆ!" อาเจียสะดุ้งโหยง รีบเอามือกุมอกเสื้อ "อะไรเนี่ย? หรือว่ายันต์ระเบิดเมื่อกี้มันยังหลงเหลือความร้อนอยู่?"
"ไม่ใช่เจ้าโง่!" เสียงของ มู่เฉิน ดังขึ้นในหัว น้ำเสียงตื่นเต้นและสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "นั่นมัน... ปฏิกิริยาตอบรับ! แผนที่กำลังสั่นพ้องกับบางสิ่ง!"
"สั่นพ้อง? กับอะไรท่านปู่?"
"มองไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ... ที่กลุ่มซากหินนั่น!"
อาเจียรีบหันไปตามทิศที่มู่เฉินบอก ท่ามกลางความมืดและซากต้นไม้ที่หักโค่น เขาเห็นกลุ่มเสาหินโบราณที่ดูเหมือนจะพังทลายลงมานานนับพันปีตั้งตระหง่านอยู่เงียบๆ
แต่ในสายตา 'เนตรอักขระ' ของเขา... เสาหินเหล่านั้นกำลังปลดปล่อยคลื่นพลังงานสีทองจางๆ ออกมาเป็นจังหวะเดียวกับความร้อนที่อกเสื้อของเขา!
"กลิ่นอายนี้..." มู่เฉินพึมพำ "ไม่ผิดแน่... มันคือกลิ่นอายของ 'อักขระสูญตา' ! หรือไม่ก็ต้องเป็นชิ้นส่วนของพู่กันนิรันดร์ที่หลงเหลืออยู่!"
"ชิ้นส่วนพู่กันเทพ!?" อาเจียตาโตเท่าไข่ห่าน ความเจ็บปวดจากความร้อนหายไปแทนที่ด้วยความโลภ "แปลว่าขุมทรัพย์อยู่ตรงนั้นสินะ!"
"มันอาจจะเป็นขุมทรัพย์ หรืออาจจะเป็นหายนะก็ได้..." มู่เฉินเตือนสติ "แต่ที่แน่ๆ เราต้องไปตรวจสอบ... แต่ระวังตัวให้ดี อย่าให้สองพี่น้องนั่นรู้ความลับเรื่องแผนที่"
อาเจียพยักหน้าเล็กน้อย เขาปรับสีหน้าจากความโลภให้กลายเป็นสีหน้าจริงจังและห่วงใย ก่อนจะเดินเข้าไปหาเฟิงอี้หราน
"คุณชายเฟิง... คุณหนูเฟิง... ไหวไหมขอรับ?"
เฟิงอี้หรานลืมตาขึ้น พยักหน้าช้าๆ "พอไหว... แต่พลังปราณข้าแห้งเหือดไปเยอะ ต้องพักฟื้นสักพัก"
"ถ้าอย่างนั้น... ข้าว่าเราย้ายที่กันเถอะขอรับ" อาเจียทำหน้าขรึม ชี้ไปทางกลุ่มเสาหินโบราณ "เนตรอักขระของข้าเห็นว่า ตรงนั้นมีกระแสลมปราณไหลเวียนดีและมีชัยภูมิที่เหมาะแก่การตั้งค่ายกลป้องกัน... แถมยังดูปลอดภัยจากพวกสัตว์อสูรด้วย"
เฟิงหลิงเอ๋อร์มองตามไปอย่างระแวง "ซากปรักหักพังนั่นน่ะนะ? ดูน่ากลัวจะตายไป"
"ที่ที่อันตรายที่สุด คือที่ที่ปลอดภัยที่สุดขอรับคุณหนู" อาเจียอ้างปรัชญามั่วๆ "อีกอย่าง... กลิ่นเลือดตรงนี้แรงเกินไป เดี๋ยวพวกตัวยุ่งยากจะตามมา ไปพักตรงนั้นดีกว่า เชื่อมืออาเจียเถอะ!"
เฟิงอี้หรานมองหน้าอาเจียครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า "ตกลง... ข้าเชื่อสัญชาตญาณเอาตัวรอดของเจ้า ไปกันเถอะ"
...
ณ ซากเสาหินโบราณ
เมื่อพวกเขาเดินมาถึง บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปทันที เสียงแมลงที่เคยร้องระงมเงียบเสียงลง อากาศเย็นยะเยือกแต่กลับให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์อย่างประหลาด
เสาหินสูงตระหง่านสามต้นที่หักพัง ปักอยู่บนพื้นดินในลักษณะสามเหลี่ยม ตรงกลางมีแท่นหินแบนราบที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำเกาะหนา
ทันทีที่อาเจียก้าวเท้าเข้ามาในเขตวงล้อมของเสาหิน แผนที่ในอกเสื้อก็ร้อนจี๋จนเขาแทบจะร้องจ๊าก
"มันอยู่ข้างใต้นั่น!" มู่เฉินชี้เป้า "ใต้แท่นหินนั่นมีมิติซ้อนทับอยู่! มันถูกปิดผนึกด้วยอักขระโบราณ!"
อาเจียพยายามเก็บอาการ ร้อนก็ร้อน อยากขุดสมบัติก็อยาก แต่ต้องเล่นละครก่อน
"เอาล่ะ... ตรงนี้แหละเหมาะมาก" อาเจียวางสัมภาระลง "คุณชายกับคุณหนูพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะเดินตรวจตราดูรอบๆ ให้ เผื่อมีงูเงี้ยวเขี้ยวขอ"
"ขอบใจมาก" เฟิงอี้หรานทิ้งตัวลงนั่งพิงเสาหินทันทีด้วยความอ่อนล้า "ถ้ามีอะไรผิดปกติ รีบปลุกข้านะ"
เมื่อเห็นว่าสองพี่น้องเริ่มเข้าสู่ภวังค์การเดินลมปราณ อาเจียก็ค่อยๆ ย่องไปที่แท่นหินตรงกลาง เขาแสร้งทำเป็นปัดกวาดฝุ่น
"ท่านปู่... เอาไงต่อ?" อาเจียกระซิบถาม
"วางมือลงไป... แล้วส่งถ่ายปราณผ่านแผนที่ในอกเจ้า ลงสู่แท่นหิน"
อาเจียทำตาม เขาแนบมือลงบนแท่นหินเย็นเฉียบ ถ่ายเทลมปราณกระตุ้นแผนที่
วิ้ง...
ฉับพลันนั้น ตัวอักษรโบราณที่สลักอยู่บนแท่นหิน (ซึ่งถูกตะไคร่น้ำบังไว้) ก็เรืองแสงสีทองขึ้นมาจางๆ ตอบรับกับคลื่นพลังจากแผนที่!
"เฮ้ย! มีแสงด้วย!" อาเจียตกใจ รีบเอามือปิดแสงไว้ กลัวเฟิงอี้หรานเห็น
"เบาๆ สิเจ้าโง่!" มู่เฉินดุ "นี่คือ 'กุญแจ' แต่ดูเหมือนผนึกนี้จะเสื่อมสภาพลงมากแล้วจากการระเบิดเมื่อครู่... และ..."
มู่เฉินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเครียดจัด
"อาเจีย... ถอยออกมาเดี๋ยวนี้!"
"ทำไม?"
"ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอีกอย่างที่ปะปนอยู่กับอักขระเทพ... กลิ่นอายของ 'ความมืด' ที่ถูกขังไว้ข้างใน มันกำลังจะออกมา!"
ครืนนนนน!
แผ่นดินไหวสะเทือนเลื่อนลั่นอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าเดิม แท่นหินตรงหน้าอาเจียเริ่มแตกร้าว แสงสีทองปะทะกับไอสีดำทมิฬที่พวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแตก
"เกิดอะไรขึ้น!?" เฟิงอี้หรานและเฟิงหลิงเอ๋อร์กระโดดลุกขึ้นทันที "อาเจีย! เจ้าไปทำอะไรเข้า!?"
"ข้าเปล่าทำนะ!" อาเจียรีบถอยกรูด ยกมือปฏิเสธพัลวัน "ข้าแค่... ข้าแค่จะเช็ดฝุ่นให้แท่นหินเฉยๆ มันก็... บึ้มขึ้นมาเอง!"
แต่คำแก้ตัวดูจะไร้ผล เมื่อเงาสีดำทมิฬค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเหนือแท่นหิน รูปร่างของมันคล้ายกับอสูรที่มีร่างกายเป็นควัน แต่ดวงตาสีแดงฉานสองข้างกลับชัดเจนและเต็มไปด้วยความหิวกระหาย
มันจ้องมองมาที่อาเจีย... หรือพูดให้ถูกคือ จ้องมองมาที่ 'แผนที่' ในอกเสื้อของเขา
"ผู้... ครอบ... ครอง... กุญแจ..." เสียงของมันแหบพร่าราวกับเสียงเสียดสีของเหล็กสนิมเขรอะ "ส่ง... มัน... มา..."
อาเจียหน้าซีดเผือด หันไปมองมู่เฉิน (ในจินตนาการ)
"ท่านปู่... ท่านบอกว่ามาตามหาชิ้นส่วนพู่กัน... แต่ไหงกลายเป็นปลุกผีเฝ้าทรัพย์ขึ้นมาได้ล่ะเนี่ย!?"
"ข้าจะไปรู้เรอะ! สมัยข้ามันไม่มีตัวนี้นี่หว่า!" มู่เฉินเถียง "เตรียมตัวสู้! เจ้านี่มันคือ 'อสูรพิทักษ์มิติ' ที่ถูกความมืดกัดกินจนกลายพันธุ์... ระดับของมัน... เกือบถึงขั้น 'ก่อกำเนิด' (Core Formation) แล้ว!"
"ระดับก่อกำเนิด!?" อาเจียแทบจะร้องไห้
"คุณชายเฟิง! ช่วยด้วยยยยย!" อาเจียวิ่งจู๊ดไปหลบหลังนายจ้างทันที "ผีเจ้าที่มันดุมากขอรับ!"
เฟิงอี้หรานกัดฟัน กางพัดจีบที่เหลือพลังเพียงน้อยนิดออกมา "เจ้าตัวซวยเอ๊ย! ไปที่ไหนก็เจอแต่เรื่องใหญ่!"
การพักผ่อนจบลงแล้ว... ศึกแย่งชิงสมบัติ (และเอาชีวิตรอด) รอบใหม่ กำลังจะเริ่มขึ้น!