ตอนที่ 20 โรคระบาด (2)
ขณะมองเงาหลังของไต้อวี้หลินที่จากไป ฉู่อวี้ก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ ‘แม่ทัพผู้ภักดีของข้าเอ๋ย ทนรับไม่ได้เพียงนี้เชียว’
...
ชาวบ้านในฝู่โจวหวาดกลัวและชุลมุนกันแล้ว พวกเขาผู้เพิ่งจะยินดีกับเสบียงช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ราชสำนักส่งมา คิดไม่ถึงว่าพอหันหลังไป ก็ได้ยินข่าวราวกับฟ้าผ่าท่ามกลางฟ้าโปร่ง แท้จริงแล้วสาเหตุที่โซ่วอ๋องเสด็จมาถึงที่นี่ด้วยองค์เอง มิใช่เพื่อขนส่งเสบียงช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่เป็นเพราะฝู่โจวของพวกเขาเกิดโรคระบาดหนักอย่างนั้นหรือ
ถึงแม้คนเหล่านี้จะไม่เคยได้สัมผัสโรคระบาดมาก่อน แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อความเข้าใจที่มีต่อโรคระบาดของพวกเขา ได้ยินว่าเพียงมองปราดเดียวก็มอด แตะทีเดียวก็ม้วย ความรุนแรงของมันร้ายแรงยิ่งกว่าสารหนูที่ขนานนามว่าสังหารคนได้อย่างไร้รูปแบบอีก หากมิใช่โซ่วอ๋องเสด็จทรงมาถึงที่นี่ด้วยองค์เอง เกรงว่าพวกเขาคงต้องเดือดร้อนหอบลูกหอบหลานระเห็จหนีตายทั่วทิศแล้วจริงๆ
แต่ก็เพราะเช่นนี้ แต่ละคนก็หวาดหวั่นในใจอย่างกลั้นไม่อยู่
“เฮ้อ พวกเจ้าว่าโรคระบาดจากหลายอำเภอนั้นจะแพร่มาถึงที่ที่เราอยู่หรือไม่ ได้ยินท่านทวดของข้าบอกว่า พอคนตายด้วยโรคระบาดขึ้นมาทีน่ากลัวยิ่งนัก หมูหมากาไก่ก็ไม่เว้น หญ้าต้นเดียวก็ไม่รอด สุดท้ายทั้งหมู่บ้านก็เหลือท่านหอบหายใจอยู่คนเดียว พอท่านทวดเห็นว่าไม่มีทางรอด ก็ถือชามข้าวแตกๆ เดินไปขอข้าวกินมาจนถึงที่นี่” ว่ากันว่าเหตุการณ์ในตอนนั้น ผู้ได้ฟังน้ำตาไหล ผู้ได้ยินเศร้าเสียใจ ตอนนี้คิดขึ้นมาก็หวาดหวั่นไม่สงบ ยากจะหลับลงตลอดคืน
แสดงว่าคนฟังท่านนั้นออกจะเป็นคนกล้าพูด ซดชาชามใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าอึกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ข้าว่านะพวกเจ้าจะกลัวสิ่งใดกัน ไม่เห็นว่าโซ่วอ๋องอยู่ที่ฝู่โจวหรือไร โซ่วอ๋องเป็นใคร หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ของฝ่าบาทองค์ปัจจุบัน มีท่านอ๋องอยู่กับพวกเรา พวกเจ้ายังมีสิ่งใดจะกลัวอีก” เอ่ยคำไม่ควรเอ่ยสักประโยค ต่อให้ตาเฒ่าฮ่องเต้องค์นั้นไม่นึกถึงชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเขาเหล่านี้ ก็ต้องคิดถึงบุตรชายตนเองกระมัง มิหนำซ้ำฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็ไม่ได้โง่เขลาเช่นนั้นด้วย
ไม่เอ่ยไม่ได้ ชื่อเสียงของโซ่วอ๋องได้เรื่องจริงๆ พอนึกถึงว่าเขาเป็นโอรสของฮ่องเต้ ชาวบ้านในฝู่โจวก็สงบใจกันหมดเลย
ส่วนฉู่อวี้ที่เป็นสาเหตุให้พวกเขาสงบใจได้ ตอนนี้กำลังรวมพลศึกษาค้นคว้าแผนการกับคณะป้องกันโรคระบาดที่ตั้งขึ้นเฉพาะหน้าอยู่ภายในจวนผู้ตรวจการ
ขณะมองผู้เฒ่าหนวดขาวเหล่านี้ในเครื่องแต่งกายที่แตกต่างกันข้างหน้า หมอหลวงจ้าวที่ติดตามขบวนนั้นจะร้องไห้แล้ว ยังนึกเสียอีกว่าพอออกมาพร้อมกับโซ่วอ๋องคราวนี้จะเป็นการปฏิบัติงานนอกสถานที่ที่งดงามเที่ยวหนึ่ง ใครจะคิดว่าอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นแดนประหารไปแล้ว ดูท่ากำลังจะประลัยเสียแล้ว
ขณะกำลังลอบถอนใจอยู่ตรงนั้น ก็ได้ยินโซ่วอ๋องถามว่า “หมอหลวงจ้าว สำหรับอาการป่วยที่หมอเมิ่งอธิบายไว้ เจ้ามีความคิดเช่นไร”
ทันทีที่หมอหลวงจ้าวได้ยินคำนี้ ก็สำรวมอาการโดยพลัน ในใจคำนวณคำอธิบายครู่หนึ่ง แล้วประสานมือเอ่ยว่า “ทูลท่านอ๋อง ตามคำพูดของท่านหมอเมิ่ง แรกเริ่มร่างกายผู้ป่วยมีอาการร้อนนอกหนาวใน ต่อมาศีรษะและหน้าตาปูดบวม ลืมตาไม่ขึ้น ช่องคอฝืด ลิ้นแห้ง ปากร้อน คล้ายเกิดจากหวัดร้อน[1] เมื่อธาตุภายในร่างกายไม่สมบูรณ์ ก็ง่ายต่อการก่อให้เกิดหวัดร้อนจากภายใน เป็นต้นเหตุให้เกิดอาการร้อนนอกกาย หนาวในกาย ตัวร้อน ต่อมาเกิดพิษร้อนในปอดและกระเพาะ ไข้สูง ฉุนเฉียว กระหายน้ำ เจ็บคอหรือภายในลมปราณอาจมีอาการร้อนร่วมด้วย แต่ในส่วนศีรษะโตราวกับโต่ว[2] ด้วยลักษณะการติดต่อที่เร็วมากเพียงนี้...” เขาส่ายหน้าอย่างจนใจ เอ่ยว่า “กระหม่อมก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนพ่ะย่ะค่ะ” มารดามันเถอะ เขาเป็นเพียงหมอหลวงตัวเล็กๆ รักษาโรคระบาดได้ที่ไหนเล่า
คนนี้ก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน คนนั้นก็ไม่เคยได้พบมาก่อน ฉู่อวี้เพียงคนเดียวที่เคยพบมาก่อนก็ยังเอ่ยคำว่า ‘พวกเจ้าหลีกไป ข้าทำเอง’ ไม่ได้ อันที่จริงเขาก็จำตำรับยานั้นไม่ได้ชัดเจนมาก อย่างไรเขาในตอนนั้นเพียงแต่รู้ว่ามีวิธีรักษาได้ก็พอ พอคิดว่าเขามีฐานะเป็นองค์ชายทั้งที อย่างไรก็ไม่ถึงขั้นท่องจำตำรับยา
เชิงอรรถ
^ หวัดร้อน ชื่อโรคตามศาสตร์แพทย์แผนจีนที่เกิดจากการสัมผัสลมร้อนจากภายนอก^ โต่ว ภาชนะสำหรับตวงข้าว ตักสุรา เป็นต้น