สายแดดยามบ่ายอาบลานหินของตระกูลเยี่ยจนพื้นสีเทาหม่นสะท้อนแสงจางๆ ขึ้นมา ความร้อนอ่อนจากต้นฤดูยังไม่ถึงกับแผดเผาหากก็เพียงพอให้เหล่าศิษย์ตระกูลที่กำลังฝึกอยู่ในลานฝึกกลางต่างถอดเสื้อชั้นนอกออกทีละคนเสียงะโ เสียงหมัดเท้าปะทะ และเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังปะปนกันไปทั่ว
ด้านหลังเรือนใหญ่เรือนเล็กเก่าโทรมของเยี่ยเฉินหานยังคงเงียบงันเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
เสี่ยวอวี้นั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตายาคอยใช้พัดใบตาลโบกไฟอย่างระมัดระวังใบหน้าเล็กนั้นมีเหงื่อเม็ดละเอียดซึมตามหน้าผากแต่ดวงตากลับสว่างผิดจากเมื่อก่อนชัดเจน ั้แ่คุณชายของนางฟื้นขึ้นมาทุกอย่างรอบตัวนางก็เหมือนค่อย ๆ เปลี่ยนไปพร้อมกัน แม้จะยังไม่เห็นปลายทางชัดเจนแต่นางกลับรู้สึกได้ว่าความมืดอันกดทับเรือนเล็กนี้มาหลายปีกำลังถูกใครบางคนฉีกออกทีละเส้น
เยี่ยเฉินหานนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ลมหายใจนิ่งยาว ร่างกายดูผ่อนคลาย แต่หากใครมีจิตััแหลมคมพอ จะรับรู้ได้ทันทีว่าเืลมในร่างของเขากำลังหมุนเวียนต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง
กระบวนหลอมโลหิตของชีพจรเทพยดากายาเทพ์ได้เริ่มต้นแล้ว
แม้มันยังอยู่แค่ก้าวแรกที่สุด
แต่ก็ทำให้ร่างนี้ไม่ใช่ร่างเดิมอีกแล้ว
โลหิตที่เคยพร่องแห้งเริ่มหนาแน่นขึ้น
กล้ามเนื้อที่เคยอ่อนยวบเริ่มรับแรงกระแทกได้มากขึ้น
ผิวกายเริ่มมีความเหนียวแน่นบางอย่างแทรกอยู่ลึก ๆ
ทว่าเยี่ยเฉินหานไม่ได้ปล่อยให้ความพอใจลอยขึ้นมาบนสีหน้าเขากลับรักษาท่าทีเรียบเฉยเอาไว้เหมือนเดิม เพราะสิ่งที่เขา้าที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่ให้ใครรู้ว่าเขาเปลี่ยนไป
แต่คือให้ทุกคนยังคงเชื่อว่าเขาเป็“สวะ”
คนอ่อนแอที่ไม่มีค่า
คนที่ถูกเหยียบได้ตามใจ
คนที่ใครจะตบ จะเตะ จะซ้อมจนหมอบกับพื้นก็ไม่มีใครสนใจ
ยิ่งพวกมันเชื่อมากเท่าใด
เขายิ่งมีเวลามากขึ้นเท่านั้น
เยี่ยเฉินหานค่อย ๆลืมตาขึ้น มองดูไอน้ำยาที่ลอยขึ้นจากหม้อเบื้องหน้า กลิ่นสมุนไพรที่เสี่ยวอวี้กำลังต้มอยู่เป็ชุดเสริมโลหิตระดับต่ำใช้ประคองกายาเขาหลังจากหลอมโลหิตรอบแรกไปแล้วหนึ่งครั้งคุณภาพของสมุนไพรยังห่างไกลจากที่้ามากนักแต่ตอนนี้ก็เป็ทางเดียวที่เขาทำได้
และนั่นเองคือปัญหาใหญ่ที่สุด
เงิน
กับ
ทรัพยากร
ต่อให้มีความรู้จากแดนเทพมากเพียงใด
หากไร้สมุนไพร ไร้ทรัพยากร ไร้โอสถพื้นฐาน
ก็ไม่มีทางทำให้วิชาชีพจรเทพยดากายาเทพ์เดินหน้าได้เร็วอย่างที่ควรจะเป็
เส้นทางนี้ต่างจากการฝึกปราณของคนทั่วไปโดยสิ้นเชิง
คนทั่วไปเพียงหายใจรับปราณฟื้นฟูชีพจร แล้วค่อย ๆ ไต่ระดับไป
แต่เขากำลัง “สร้างภาชนะเหนือฟ้า” ให้ตนเอง
ยิ่งภาชนะทรงพลังกว่าเท่าไร
วัตถุดิบที่ใช้ผลัดเปลี่ยนก็ยิ่งแพงกว่าเท่านั้น
หญ้าหยกน้ำค้าง
รากกระดูกัหิน
ผลอัคคีดำระดับสามปี
น้ำค้างจันทร์เสี้ยวบริสุทธิ์
เกสรหิมะิญญา
แก่นไม้เขียวชะล้างชีพจร
ของพวกนี้ หากอยู่ในแดนเทพก็ยังนับว่าไม่ธรรมดา
ยิ่งในแดนระดับต่ำเช่นที่นี่ยิ่งเป็ของที่คนธรรมดาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะได้ยินชื่อ
เยี่ยเฉินหานกวาดสายตามองสมุนไพรไม่กี่กองบนโต๊ะแล้วแค่นหัวเราะเบาๆ
“แค่หลอมโลหิตรอบแรกก็เกือบกวาดของที่มีหมดแล้ว”
เสียงนั้นเรียบมาก แต่เสี่ยวอวี้ที่ได้ยินกลับพัดไฟช้าลงทันที
“คุณชาย...ถ้าต้องใช้ของมากนักข้า...ข้าจะไปทำงานเพิ่มเ้าค่ะ จะซักผ้า จะช่วยครัว จะเก็บสมุนไพรตามเขาข้าทำได้ทั้งหมด...”
เยี่ยเฉินหานหันไปมองนาง
เด็กสาวรีบก้มหน้าอย่างกลัวว่าตนจะพูดอะไรไม่สมควรแต่เขากลับพูดขึ้นช้า ๆ
“เ้ารู้หรือไม่ว่าต่อให้เ้าทำงานทั้งเดือน เงินที่ได้ก็ไม่พอซื้อผลหลิงแดงคุณภาพดีแม้แต่ลูกเดียว”
เสี่ยวอวี้นิ่งไป
เพราะรู้ดีว่านั่นคือความจริง
นางทำงานหนักมาตลอดหลายปี
ทว่าท้ายที่สุด ก็ยังได้เพียงเศษเงินไม่กี่เหรียญ
ชีวิตของคนต่ำต้อยในตระกูลใหญ่ก็เป็เช่นนี้
เยี่ยเฉินหานมองเปลวไฟใต้หม้ออีกครู่ก่อนมุมปากจะยกขึ้นอย่างเย็นบาง
“ถ้าจะหาเงินจำนวนมากในเวลาสั้นๆ มีเพียงวิธีเดียว”
เสี่ยวอวี้เงยหน้าขึ้น“วิธีใดหรือเ้าคะ”
“ขายสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้”
เด็กสาวกะพริบตาปริบ ๆ
เยี่ยเฉินหานกล่าวต่ออย่างเรียบเฉยราวกับเื่นั้นง่ายดายยิ่ง
“ในโลกต่ำนี้นักปรุงโอสถมีไม่น้อย แต่โอสถที่พวกมันปรุงออกมา ส่วนใหญ่บริสุทธิ์ได้เพียงห้าส่วนหกส่วนก็ถือว่าไม่เลว เจ็ดส่วนขึ้นไปก็พอเรียกได้ว่าเป็นักปรุงโอสถที่มีชื่อ”
เขาหยิบผลหลิงแดงขึ้นมาลูกหนึ่งหมุนเบา ๆ ระหว่างปลายนิ้ว
“แต่สำหรับข้า...โอสถบริสุทธิ์สิบส่วนไม่ใช่เื่ยาก”
เสี่ยวอวี้ตาเบิกกว้างทันที
นางไม่เข้าใจคำว่า“สิบส่วน” ได้ทั้งหมด
แต่ก็รู้ดีว่าโอสถที่บริสุทธิ์กว่าย่อมมีค่ามหาศาลกว่าเดิมหลายเท่า
เยี่ยเฉินหานวางผลหลิงแดงลงช้าๆ
“ข้าจะปรุงโอสถแล้วเอาไปขายที่สำนักประมูล”
เสี่ยวอวี้ใยิ่งกว่าเดิม“แต่ว่า...คุณชาย หากคนในตระกูลรู้เข้าว่าเป็ท่าน—”
“ดังนั้นจึงต้องไม่ให้ใครรู้”
น้ำเสียงของเขาคมขึ้นเล็กน้อย
“ต่อจากนี้ข้าจะไม่ปรากฏตัวในฐานะเยี่ยเฉินหานเวลาออกขายโอสถ”
เด็กสาวนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ เข้าใจ ดวงตานางเริ่มสว่างขึ้นช้า ๆ
“ท่านจะ...ปลอมตัวหรือเ้าคะ”
“อืม”
เยี่ยเฉินหานพยักหน้า
“เยี่ยเฉินหานยังต้องเป็สวะต่อไป”
“ยิ่งทุกคนดูถูกข้ามากเท่าไรยิ่งไม่มีใครคิดโยงถึงคนปรุงโอสถลึกลับมากเท่านั้น”
นี่คือแผนที่ดีที่สุดใน่เริ่มต้น
ตัวตนหนึ่งอยู่ในตระกูล ถูกคนเหยียบย่ำหัวเราะเยาะ และมองข้าม
อีกตัวตนหนึ่งค่อย ๆ ถือกำเนิดขึ้นจากเงามืดขายโอสถบริสุทธิ์สิบส่วน แลกทรัพยากร กวาดสมุนไพร และสะสมชื่อเสียงอย่างเงียบ ๆ
เมื่อถึงเวลา
สองเส้นนี้จะค่อย ๆ หลอมรวมกันเอง
และวันนั้นผู้คนทั้งเมืองจะต้องตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อหูตนเอง
เสี่ยวอวี้มองเขาอย่างอึ้งงันนางเริ่มรู้สึกว่าคำว่า “คุณชาย” ที่ตนเรียกอยู่ทุกวัน ดูจะเล็กเกินไปเรื่อย ๆเมื่อเทียบกับสิ่งที่ชายหนุ่มตรงหน้ากำลังวางแผน
เยี่ยเฉินหานไม่พูดอะไรต่อเขาลุกขึ้นเดินไปหยิบขวดยาเล็ก ๆ สามใบที่ต้มและตกผลึกไว้ั้แ่เมื่อคืนแม้มันจะยังไม่ใช่โอสถระดับสูง แต่ในสายตาของคนในโลกต่ำ สิ่งนี้เพียงพอจะเรียกว่า“โอสถชั้นดี” ได้แล้ว
ขวดแรกเป็ยาฟื้นโลหิตระดับต้น
ขวดที่สอง เป็ยาคลายชีพจรคั่ง
ขวดที่สาม เป็ยาห้ามเืและบรรเทาาแภายใน
สามชนิดนี้ดูธรรมดา
แต่มันผ่านมือของเขา
ดังนั้นคุณภาพย่อมแตกต่างจากยาระดับต่ำที่ขายกันอยู่ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
เขาเพียงเปิดจุกขวดขึ้นเล็กน้อยกลิ่นยาใสสะอาดก็ลอยออกมาทันที ไม่มีความขุ่นมัว ไม่มีเศษตะกอนแม้แต่น้อยกลิ่นสมุนไพรแต่ละชนิดหลอมรวมกันจนพอดี ราวกับถูกชำระแล้วซ้ำอีกหลายครั้ง
เสี่ยวอวี้จ้องมองขวดยาเ่าั้ตาไม่กะพริบ
“นี่...นี่คือสิ่งที่ท่านจะเอาไปขายหรือเ้าคะ”
“เป็เพียงของลองตลาดเท่านั้น”
เยี่ยเฉินหานตอบเรียบ ๆ
คำว่า “เพียงของลองตลาด”ทำให้เสี่ยวอวี้แทบกลืนน้ำลายไม่ลง
ของที่นางมองแล้วยังรู้สึกว่าล้ำค่าอย่างยิ่ง
กลับเป็เพียงของลองมือในสายตาเขา
เยี่ยเฉินหานหันไปทางมุมห้องที่วางตู้ไม้เก่าชำรุดอยู่เขาเปิดลิ้นชักล่างสุดแล้วหยิบกล่องผงสีดำออกมาในกล่องนั้นเป็เขม่ายากับผงสมุนไพรบดละเอียดที่เขาเตรียมไว้เพื่อใช้ปกปิดกลิ่นและรูปลักษณ์ภายนอกของตน
“ตอนบ่ายข้าจะออกไป”
เสี่ยวอวี้รีบถาม“ข้าต้องทำอะไรบ้างเ้าคะ”
“อย่างแรกไปหาผ้าคลุมเก่า ๆ มาหนึ่งผืน ขอแค่ปิดรูปโฉมได้”
“อย่างที่สองไปตลาดฝั่งตะวันตก ซื้อหน้ากากไม้ธรรมดาที่ไม่มีลายเด่น”
“อย่างที่สามไปสืบดูว่าวันนี้สำนักประมูลเมืองชิงเยวี่ยเปิดรับของประมูลหรือไม่”
เสี่ยวอวี้รับคำทันทีโดยไม่ลังเล
“เ้าค่ะ!”
เด็กสาวหมุนตัวจะออกไปแต่เสียงของเยี่ยเฉินหานก็ดังตามหลัง
“เสี่ยวอวี้”
นางหันกลับมา
“ต่อจากนี้ยิ่งอย่าให้ใครรู้ว่าข้ากำลังฟื้นเร็วขึ้น”
“ถ้ามีใครมาทำร้ายข้าเ้าจงจำไว้...ห้ามแตกตื่น”
เสี่ยวอวี้งุนงงเล็กน้อย “เ้าคะ?”
เยี่ยเฉินหานยิ้มบาง
“ข้าจะยังเป็สวะอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง”
เด็กสาวยิ่งไม่เข้าใจ
เขาจึงพูดช้า ๆให้ชัดที่สุด
“ต่อให้พวกมันมารุมซ้อมข้าอีกข้าจะไม่สวนกลับให้เห็นง่าย ๆ”
“ข้าจะแกล้งเจ็บแกล้งล้ม แกล้งถอย”
“ให้พวกมันคิดว่าข้ายังอ่อนแอเหมือนเดิม”
เสี่ยวอวี้อ้าปากค้าง
เยี่ยเฉินหานมองออกไปนอกหน้าต่างแววตานิ่งสงบลึก
“ตอนนี้กายาข้ายังเพิ่งเริ่มต้นสิ่งที่้าที่สุด...คือเวลา”
“ยิ่งพวกมันคิดว่าข้าอ่อนแอมากเท่าไรข้าก็ยิ่งฝึกได้มากเท่านั้น”
ที่จริงั้แ่เขาเริ่มกระบวนหลอมโลหิตครั้งแรก เขาก็สังเกตเห็นแล้วว่าแรงกระแทกจากภายนอกมีผลต่อร่างกายของเขาแตกต่างจากเดิม
เดิมทีหมัดเท้าของพวกเยี่ยชงจะสร้างเพียงาแ
แต่เมื่อกายาเทพ์เริ่มถูกปลุกขึ้น
แรงกระแทกเ่าั้กลับกลายเป็เหมือนค้อนหลอมเหล็ก
ยิ่งกระแทก
เืยิ่งร้อน
ยิ่งะเื
กล้ามเนื้อและกระดูกยิ่งปรับตัว
แน่นอน หากเกินขีดจำกัดร่างก็ยังาเ็หนักได้
แต่ถ้าอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้
การถูกรุมซ้อมกลับกลายเป็การ “หลอมกายา” ทางอ้อม
นี่คือความน่ากลัวส่วนหนึ่งของชีพจรเทพยดากายาเทพ์
มันทำให้เ้าของกายาค่อยๆ เปลี่ยนร่างให้กลายเป็ภาชนะเหนือคนธรรมดาอย่างเงียบงันแม้แต่การาเ็ก็ยังสามารถถูกใช้เป็วัตถุดิบในการทำให้ตนแข็งแกร่งขึ้น
ดังนั้นหากเขาเผยตัวเร็วเกินไป
คนพวกนั้นจะยิ่งระวังตัว
จะส่งคนเก่งกว่านี้มา
จะทำให้เขาเสียโอกาสหลอมกายาแบบแเี
แต่ถ้าเขายังแกล้งเป็สวะต่อไป
พวกมันจะยิ่งเหิมเกริม
ยิ่งลงมือ
ยิ่งหัวเราะเยาะ
แล้วทุกหมัดทุกเท้าที่ตกลงมา
จะกลายเป็ค้อนตีเหล็กชั้นดีให้เขาเอง
เสี่ยวอวี้เงียบไปชั่วครู่ก่อนค่อย ๆ พยักหน้าช้า ๆ
“ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
นางไม่ได้เข้าใจถึงหลักวิชา
แต่เข้าใจแล้วว่าคุณชายกำลังวางหมาก
และนางจะไม่ทำให้แผนนั้นพังเด็ดขาด
เมื่อเสี่ยวอวี้ออกจากห้องไปเยี่ยเฉินหานจึงหันกลับมาที่โต๊ะ เขาเปิดขวดยาฟื้นโลหิตหนึ่งขวดเทยาเม็ดสีแดงใสออกมาสามเม็ด กลิ่นสมุนไพรสะอาดบริสุทธิ์ลอยชัด
เขาก้มมองเม็ดยาในฝ่ามืออยู่นาน
โอสถสามเม็ดนี้
หากอยู่ในแดนเทพคงไม่มีใครแม้แต่ชายตามอง
แต่ในโลกต่ำ...มันจะเพียงพอให้เกิดคลื่นลูกแรก
เขาจึงเก็บมันกลับลงขวดอย่างระมัดระวัง
ต่อจากนี้ เขาจะค่อย ๆเพิ่มระดับโอสถ
ค่อย ๆ ดันชื่อเสียงของ “นักปรุงโอสถลึกลับ” ให้สูงขึ้นทีละก้าว
เริ่มจากโอสถฟื้นโลหิต
ไปสู่โอสถทะลวงชีพจร
ไปสู่โอสถเสริมพลัง
ไปสู่โอสถรักษาาเ็ที่หมอทั่วไปทำไม่ได้
จากนั้นเส้นนี้จะต่อไปสู่สิ่งที่เขาเตรียมไว้ั้แ่ต้น
หมอเทวดาลึกลับ
ไม่ใช่เพียงคนขายยา
แต่คือคนที่ทำสิ่งที่ทั้งโลกต่ำไม่อาจทำ
ชื่อเสียงเช่นนั้นจะให้ทั้งทรัพยากรข่าวสาร ผู้คน และหนี้บุญคุณนับไม่ถ้วน
ทุกอย่างล้วนเป็หมาก
ทุกหมากล้วนต้องถูกวางั้แ่วันนี้
ยามบ่ายคล้อยเสี่ยวอวี้กลับมาพร้อมผ้าคลุมเก่า หน้ากากไม้ธรรมดา และข่าวจากตลาด
“คุณชายสำนักประมูลเมฆาเขียววันนี้เปิดรับของจนถึงยามโพล้เพล้เ้าค่ะ ถ้าเป็ของล้ำค่าเขาจะให้เข้าพบผู้ดูแลด้านในได้เลย”
เยี่ยเฉินหานพยักหน้า
สำนักประมูลเมฆาเขียว…
หนึ่งในหอประมูลใหญ่ของเมืองชิงเยวี่ย
แม้ยังเป็เพียงระดับเมือง แต่หากของดีพอข่าวก็สามารถลอยไปถึงระดับแคว้นได้
พอดีทีเดียว
เขารับผ้าคลุมกับหน้ากากมาอย่างรวดเร็วจากนั้นใช้ผงสมุนไพรสีคล้ำทาที่ลำคอ ข้อมือ และหลังมือ เปลี่ยนผิวขาวซีดให้ดูคล้ำขึ้นเล็กน้อยแล้วจึงรวบผมขึ้นอย่างหยาบ ๆ คลุมด้วยผ้าเก่าอีกชั้น
เมื่อสวมหน้ากากไม้ลงไปใบหน้าของเยี่ยเฉินหานก็หายไปทันทีเหลือเพียงบุรุษลึกลับผู้หนึ่งในชุดผ้าคลุมสีหม่นเก่า ๆ ที่แม้การแต่งกายจะต่ำต้อยแต่กลับมีบางอย่างในท่วงท่าชวนให้คนไม่กล้าดูแคลน
เสี่ยวอวี้มองภาพนั้นอย่างอึ้งงัน
“คุณชาย...ไม่สิ...ท่าน...ดูไม่เหมือนเดิมเลยเ้าค่ะ”
เยี่ยเฉินหานตอบเพียง“ดี”
ก่อนออกจากห้องเขาหยิบขวดยาสามขวดเก็บเข้าอกเสื้อชั้นใน แล้วหันไปกำชับเสี่ยวอวี้อีกครั้ง
“ถ้ามีใครมาถามบอกว่าข้ายังนอนพัก”
“หากพวกมันบุกเข้ามาอย่าขวาง”
“และอย่าลืมสิ่งที่ข้าบอกไว้...ถ้าข้าถูกซ้อมอีกอย่าใ”
เสี่ยวอวี้พยักหน้ารับอย่างแน่นหนัก
เยี่ยเฉินหานจึงก้าวออกจากเรือนทางด้านข้างที่ไม่ค่อยมีคนใช้ผ่านรั้วไม้เก่า แล้วมุ่งตรงไปยังตลาดตะวันตกของเมือง
ระหว่างทางเขาเดินไม่เร็วไม่ช้า สายตากวาดมองเมืองชิงเยวี่ยอย่างเงียบ ๆ
นี่คือเมืองเล็ก ๆในแดนระดับต่ำ
ถนนหินไม่กว้างนัก
ร้านค้าสองข้างทางเรียงรายคละกันทั้งร้านยา ร้านตีเหล็ก ร้านอาวุธร้านอาหาร
ผู้คนส่วนใหญ่มีพลังไม่สูง บ้างเป็คนธรรมดาบ้างอยู่แค่ก่อกำเนิดปราณขั้นต้นถึงกลาง
ในสายตาคนแดนเทพ เมืองนี้เล็กยิ่งกว่าเศษฝุ่น
แต่สำหรับเขาในตอนนี้
มันคือจุดเริ่มต้นของการกลับขึ้นไปทวงทุกสิ่งคืน
เมื่อมาถึงหน้าสำนักประมูลเมฆาเขียวเยี่ยเฉินหานจึงหยุดยืนอยู่ชั่วครู่
อาคารสูงสามชั้นตั้งเด่นด้วยไม้เขียวเข้มและหินสีอ่อนประตูด้านหน้ากว้างใหญ่ ผู้คนเข้าออกไม่ขาดสาย ทั้งพ่อค้าสมุนไพร คนส่งของเหล่านักยุทธ์ และบุตรหลานตระกูลใหญ่บางส่วน
เขาเดินตรงเข้าไปอย่างไม่ลังเล
ยามเฝ้าประตูคนหนึ่งกวาดตามองเสื้อผ้าเก่าของเขาแล้วแค่นหัวเราะในใจแต่พอเห็นท่าทางสงบนิ่งของผู้มาใหม่ ก็ไม่ได้กล้าขวางตรง ๆ เพียงเอ่ยถามตามพิธี
“มาประมูลหรือมาขายของ”
เยี่ยเฉินหานตอบเสียงต่ำผ่านหน้ากาก
“ขายโอสถ”
ยามเฝ้าประตูเลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วมองเขาั้แ่หัวจรดเท้า
ปกติคนที่มาขายโอสถมักแต่งตัวภูมิฐานหรืออย่างน้อยก็นำกล่องหยกหรูหรามาด้วยบุรุษลึกลับตรงหน้ากลับมีเพียงขวดเล็กซ่อนอยู่ในอกเสื้อทว่าความนิ่งของอีกฝ่ายกลับทำให้เขาไม่กล้าพูดดูิ่ตรง ๆจึงได้แต่เรียกคนรับของด้านในมาแทน
ไม่นานหญิงวัยกลางคนในชุดสีเขียวเข้มก็เดินออกมานางเป็ผู้ดูแลรับของขั้นต้นของสำนักประมูล สีหน้าของนางในตอนแรกออกเชิงเฉยชาเพราะทุกวันมีคนอ้างว่าตนมีของดีมาขายมากมาย แต่เกือบทั้งหมดล้วนเป็ของไร้ค่า
“ท่านมีโอสถชนิดใด”นางถามเสียงเรียบ
เยี่ยเฉินหานหยิบขวดยาฟื้นโลหิตออกมาหนึ่งขวดวางลงบนถาดไม้ที่นางยื่นมาโดยไม่พูดอธิบายเกินจำเป็
หญิงกลางคนเปิดจุกออกอย่างระวังกลิ่นยาใสสะอาดพุ่งขึ้นมาทันที
สีหน้านางเปลี่ยนในเสี้ยววินาที
นางเทยาออกมาหนึ่งเม็ดวางบนปลายนิ้วแล้วเพ่งดูอย่างละเอียด ยิ่งดูก็ยิ่งนิ่งท้ายที่สุดจึงยกตาขึ้นมองบุรุษหน้ากากตรงหน้าอย่างไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
“ท่านรอสักครู่”
น้ำเสียงของนางเปลี่ยนเป็สุภาพขึ้นทันที
เยี่ยเฉินหานเพียงพยักหน้า
ไม่นาน ผู้ดูแลขั้นต้นคนนั้นก็กลับมาพร้อมชายชราอีกคนชายชราผู้นี้สวมชุดสีม่วงเข้ม ตรงอกปักลายเมฆาเงินเป็ผู้ดูแลระดับสูงกว่าของสำนักประมูลแน่นอน
สายตาชายชราคมกริบยามกวาดมองขวดโอสถในถาดเขาไม่ได้เสียเวลามองคนถือมันก่อน แต่จับยาเม็ดขึ้นตรวจทันที ผ่านไปเพียงลมหายใจสองสามครั้งดวงตาของเขาก็ฉายแววตกตะลึงซึ่งพยายามกดไว้เต็มที่
“โอสถฟื้นโลหิต...บริสุทธิ์สิบส่วน”
เสียงนั้นเบามากแต่หนักแน่นพอให้ผู้ดูแลหญิงด้านข้างสูดลมหายใจเฮือก
เยี่ยเฉินหานยังคงนิ่ง
ชายชราเงยหน้ามองเขาช้า ๆก่อนถามอย่างระวังยิ่งขึ้น “โอสถนี้ ท่านเป็ผู้ปรุงเองหรือ”
เยี่ยเฉินหานตอบเพียง“ข้ามาเพื่อขาย ไม่ได้มาเพื่อเล่าเื่ของตน”
ประโยคสั้น ๆนั้นไม่เพียงไม่ทำให้ชายชราโกรธ กลับยิ่งทำให้เขาประเมินอีกฝ่ายสูงขึ้น
ผู้ที่กล้านำโอสถบริสุทธิ์สิบส่วนมาขายอย่างเงียบงันและยังวางท่าทีเช่นนี้
ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา
ชายชราจึงค้อมศีรษะเล็กน้อยเป็การให้เกียรติ“สำนักประมูลเมฆาเขียวยินดีรับซื้อ หรือหากท่านประสงค์จะประมูลก็สามารถจัดเป็ของระดับพิเศษได้เช่นกัน”
เยี่ยเฉินหานถามทันที“หากข้า้าแลกเป็สมุนไพร”
ดวงตาชายชราวูบไหว“เชิญด้านใน”
นี่เองคือสิ่งที่เขา้า
ไม่ใช่เงินล้วน
แต่คือเส้นทางเข้าสู่ทรัพยากร
และในวินาทีที่เขาก้าวผ่านประตูชั้นในของสำนักประมูลเมฆาเขียวเยี่ยเฉินหานก็รู้ดีว่า
เส้นทางของ“นักปรุงโอสถลึกลับ” ได้เริ่มขึ้นแล้วอย่างแท้จริง
ส่วนอีกฟากหนึ่งของเมือง
ในเรือนเล็กด้านหลังตระกูลเยี่ย
เสี่ยวอวี้กำลังนั่งเฝ้าอยู่เพียงลำพัง
และไม่ผิดจากที่คาดไว้ไม่นานเสียงเท้าหนัก ๆ ก็กลับมาดังขึ้นอีกครั้งพร้อมเสียงหัวเราะคุ้นหูที่แฝงความชั่วร้ายมากกว่าครั้งก่อน
เยี่ยชงกับเยี่ยหลินกลับมาอีกแล้ว
เด็กสาวสูดลมหายใจลึก นึกถึงคำสั่งของเยี่ยเฉินหานก่อนหน้านี้แล้วค่อย ๆ กำมือแน่น
ั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไป
เกมของพวกเขาจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
หนึ่งคนยังคงเป็สวะในสายตาคนทั้งตระกูล
อีกหนึ่งคนกำลังก้าวเข้าสู่สำนักประมูลในฐานะนักปรุงโอสถลึกลับ
และทุกหมัด ทุกแรงเหยียบย่ำ ทุกหยดเื ทุกเม็ดยาที่ขายออกไป
จะกลายเป็บันไดให้เยี่ยเฉินหานปีนขึ้นสู่จุดสูงสุดทีละขั้น
ช้า ๆ
แเี
แต่ไม่มีผู้ใดหยุดยั้งได้