การประมูลนั้นยังดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งตอนนี้ก็มาถึงรายการของกระบี่ระดับปฐพี ทำให้ผู้ร่วมประมูลเริ่มตื่นตัวกันอีกครั้งหนึ่ง
เพราะหลังจากการประมูลโอสถ 5 เม็ดแรกไป บรรยากาศก็ดูจะขาดสีสันไป สินค้าชิ้นอื่น ๆ แม้จะประมูลกัน แต่ก็ไม่ได้ร้อนแรงเหมือนกับตอนประมูลโอสถ ดังนั้นพิธีกรจึงได้พูดกระตุ้น
“สำหรับสินค้าที่เราจะนำมาประมูลชิ้นต่อไปคือ กระบี่ระดับปฐพี ค่ะ กระบี่นี้ถูกค้นพบในศาลเจ้าร้างกลางหับเขาแห่งหนึ่ง อายุของมันอยู่ราว 2 พันกว่าปี ซึ่งเป็นช่วงหลังกลียุคพอสมควร ในช่วงนั้นยังคงมีช่างฝีมือที่สามารถสร้างมันขึ้นมาได้ โดยใช้เหล็กลมปราณขั้นต้น หากแต่ด้วยวิธีการบางอย่างทำให้ระดับพลังของมันสูงกว่าที่เราสามารถผลิตได้ในปัจจุบัน ถึงแม้มันจะดูเก่า หากมีการซ่อมบำรุง มันจะกลายเป็นกระบี่ที่งดงามและทรงพลังแน่นอน ตอนนี้ทุกท่านพร้อมกันรึยังคะ” พิธีกรสาวบรรยายถึงคุณค่าในตัวของกระบี่เล่มนี้
"พร้อมแล้ว" ผู้ร่วมประมูลต่างตะโกนประสานเสียงกัน
“ราคากระบี่ชิ้นนี้เริ่มต้นที่ 2 ล้านหยวน ทุกครั้งที่เสนอจะต้องเสนอในราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 แสนหยวนนะคะ เริ่มได้เลยค่ะ” หลังพิธีกรสาวกล่าวต่างก็มีผู้ยกป้ายเพื่อเสนอราคาขึ้นมา
“ห้าขุนเขากระบี่ 2,200,000 ค่ะ”
“บู๊ตึ๊ง 2,400,000 ค่ะ”
“คุนลุ้น 2,500,000 ค่ะ”
“ตระกูลถัง 2,700,000 ค่ะ”
“ห้าขุนเขากระบี่ 3,000,000 ค่ๆะ”
การประมูลนั้นยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ สุดท้ายเป็นห้าขุนเขากระบี่ ที่ประมูลกระบี่เล่มนี้ไปในราคา 4 ล้านหยวน
“เอาล่ะค่ะ ต่อไปเป็นรายการสุดท้ายแล้วนะคะ โอสถเสริมลมปราณ ความบริสุทธิ์ 10 ส่วน 5 เม็ดสุดท้าย โดยจะเริ่มต้นที่ราคา 1 แสนหยวนค่ะ กติกาเหมือนเดิม คือการเสนอราคาแต่ละครั้งจะต้องเพิ่มขึ้นจากราคาเดิมอย่างน้อย 1 หมื่นหยวนนะคะ เรามาเริ่มกันเลย มีใครจะเสนอราคาเพิ่มไหมคะ” พิธีกรสาวกล่าว
ไม่นานก็มีคนเสนอราคาขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่รอบนี้กลับเป็นตำหนักเทพมังกรครามที่เสนอราคาสูงกว่าปกติ สาเหตุมาจากพวกเขาต้องการตัวอย่างสำหรับทำการทดสอบกับแยกส่วนประกอบของโอสถ นอกจากนี้ยังเป็นการกันไม่ให้ตำหนักเทพอื่นสามารถนำโอสถเหล่านี้ไปเป็นตัวอย่างในการวิจัยการผลิตโอสถได้
“เจ้าหลงสุ่ย แผนสูงนักนะ” หู่หยุนกล่าวอย่างอารมณ์เสีย ครั้งที่แล้วเขาได้โอสถมา 1 เม็ด ครั้งนี้เขาจะต้องได้อย่างน้อยอีกสัก 1 เม็ด
“เจ้าหู่หยุนทุ่มสุดตัวเลยสินะ ใครจะไปยอม ผู้อาวุโสเสนอราคาเพิ่มไปอีก” หลงสุ่ยออกคำสั่ง
“อย่าไปยอมมัน ยังไงเราก็ต้องได้โอสถมาอีก 1 เม็ดให้ได้ ผู้อาวุโสเสนอราคาเพิ่ม” หู่หยุนสั่ง
“สองคนนั้นมันบ้าไปแล้วรึไง เอาเถอะ ยังไงเม็ดนี้เรายอมไปก่อนดีกว่า ขืนไปเล่นกับพวกนั้นเดี๋ยวจะเจ็บตัวเปล่า ๆ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าวกับผู้อาวุโสของเขา
“ท่านพ่อ ท่านจะไม่ประมูลสู้พวกนั้นหน่อยรึไง ทางเรายังไม่ได้มาเลยสักเม็ดนะ” อู่กุยเหวินป๋อถามผู้เป็นพ่อ
“การแข่งของสองคนนั้นเราปล่อยไปดีกว่า เพราะโอสถเม็ดถัดไป เราจะทุ่มเต็มที่แน่นอน” อู่กุยหลงจินกล่าว
“ท่านเฟิงหลง เอายังไงดีครับ ทางเราจะปล่อยไปเหรอครับ” ผู้อาวุโสตำหนักเทพวิหคสีชาดถาม
“โอสถเม็ดต่อไปจะเป็นการสู้กันของจี๋หลินเวิ่นเทียนกับอู่กุยหลงจิน ไม่แน่ว่าเจ้าหลงสุ่ยจะร่วมด้วย เราจะประมูลเม็ดที่ 4 ซึ่งน่าจะได้ราคาที่ถูกกว่า” เฟิงหลงกล่าว
ผลของการประมูลคือโอสถเม็ดแรกเป็นหลงสุ่ยได้ไป ในราคา 1.1 ล้านหยวน ส่วนเม็ดที่ 2 นั้นหู่หยุนได้ไปในราคา 1.5 ล้านหยวน เม็ดที่ 3 อู่กุยหลงจิน ได้ไปในราคา 1.3 ล้านหยวน เม็ดที่ 4 เป็นเฟิงหลง ได้ไปในราคา 1.2 ล้านหยวน ส่วนเม็ดสุดท้ายนั้นเป็นจี๋หลินเวิ่นเทียน ได้ไปในราคา 1.6 ล้านหยวน นับว่าเฟิงหลงนั้นสามารถซื้อได้ในราคาที่ถูกที่สุด รองจากหลงสุ่ย
ทางไป่ฉีนั้นยิ้มอย่างพึงพอใจ ในการประมูลครั้งนี้ โอสถของเขาสามารถทำรายได้ถึง 9.7 ล้านหยวน จุดสำคัญต่อจากนี้คือต้องค่อย ๆ ปล่อยโอสถออกมา อย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือ 2 เดือนครั้ง ไม่อย่างนั้นราคาจะตกลงได้
“ตอนนี้สินค้าทุกรายการได้ถูกประมูลไปจนหมดแล้วนะคะ ต่อไปจะมาถึงสินค้าชิ้นพิเศษของเรา ทางเราจะขอเวลา 5 นาทีในการเก็บแท่นแสดงสินค้าชิ้นอื่นก่อนนะคะ” พิธีกรสาวกล่าว จากนั้นก็มีพนักงานขึ้นมาขนย้ายแท่นแสดงสินค้าอื่นออกไป และทำการขยับแท่นแสดงสินค้าที่คลุมด้วยผ้าสีแดงไว้มาตรงกลางเวทีจัดแสดงสินค้า
“มันคือสิ่งใดกัน”
“ขนาดแท่นพอ ๆ กับกระบี่ปฐพีเลย”
“อาจจะเป็นกระบี่ระดับนภาก็ได้นะ”
“แต่กระบี่ระดับนภา ก็ไม่น่าใช่สินค้าที่ต้องใช้คนคุ้มกันมากกว่าปกติ 3 เท่านี่นา”
“ทุกท่านคงจะสงสัยกันแล้วสินะคะ เราจะใช้กฎเดิมในการให้ผู้ประมูลที่อยู่บนอัฒจันทร์เข้ามาชมก่อน จากนั้นก็ผู้ที่อยู่ในห้อง VIP ทุกท่านอาจจะสงสัยกันแล้วว่าข้างในนั้นเป็นอะไร ฉันได้ยินหลายคนทายกันไปต่าง ๆ นานาว่าเป็นสิ่งของอะไรบ้าง ซึ่งฉันเองก็จะทราบพร้อม ๆ กับทุกท่านเช่นกัน พร้อมนะคะทุกท่าน” พิธีกรสาวกล่าว
"พร้อม" ทุกคนต่างประสานเสียงกัน
“เปิดได้เลยค่ะ” พิธีกรสาวกล่าว ผู้อาวุโสอี้เซียนเป็นคนดึงผ้าคลุมสีแดงออก สิ่งที่ทุกคนเห็นเป็นอย่างแรกคือกระบี่ที่มีฝักกระบี่สีทองแดงเงาวับ มีลวดลายเปลวเพลิงเป็นสีทองคำ นอกจากนี้ตัวกระบี่มีด้ามจับสีเดียวกับฝักกระบี่ แต่ที่ต่างกันคือใบกระบี่นั้นมีสีเงิน สะท้อนภาพได้เหมือนกับกระจกเงาเลยทีเดียว สิ่งที่ทำให้ทุกคนอดอ้าปากร้องออกมาไม่ได้คือ แสงที่ใบกระบี่ที่แผ่ออกมาเป็นสีแดงสด นั่นแสดงว่ากระบี่นี้เป็นกระบี่ที่มีธาตุสถิตอยู่ โดยกระบี่ที่มีธาตุสถิตอยู่นั้นปัจจุบันมีเพียง กระบี่มังกรวารี ที่ตำหนักเทพมังกรครามครอบครองอยู่ นอกนั้นพวกเขายังไม่เคยเห็นหรือได้ยินว่ามีกระบี่ที่มีธาตุสถิตเล่มไหนปรากฏหรืออยู่ในความครอบครองของผู้ใดมาก่อน แล้วกระบี่เล่มนี้มาจากไหนกัน
พิธีกรสาวสีหน้าดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะเธออยู่ใกล้ที่สุด ทำให้รู้ถึงระดับของกระบี่ที่อยู่ใกล้เธอเล่มนี้ มันไม่ใช่ของธรรมดาที่คนทั่วไปสามารถครอบครองได้ ตอนแรกที่เธอรู้ราคาตั้งต้นของมันคือ 9 หลักเธอก็อดตื่นเต้นไม่ได้ เพราะมันเป็นราคาที่สูงที่สุดเท่าที่สมาคมการค้าตะวันจันทราเคยตั้งมา
“ท่านพ่อ กระบี่เล่มนั้นเป็นกระบี่ที่มีธาตุสถิต แสงนั่นน่าจะเป็นธาตุไฟ ผมอยากได้มัน” หลงเทียนหมิงกล่าว
“ใจเย็น ๆ ก่อน กระบี่ที่เรามีเป็นระดับนภา แถมยังมีธาตุน้ำ ยังไงก็ชนะกระบี่ธาตุไฟอยู่แล้ว” หลงสุ่ยกล่าว หลงเทียนหมิงพยักหน้าเป็นเชิงว่าเขาเข้าใจ
“กระบี่ธาตุ หายากก็จริง แต่ถึงกับต้องตั้งราคา 9 หลักเชียวหรือ ขนาดกระบี่ของเจ้าหลงสุ่ยยังมีราคาประเมินแค่ 8 หลักเอง” หู่หยุนกล่าว
“ท่านพ่อ หนูอยากประมูลกระบี่เล่มนี้ให้ท่านอวี้กง” หู่เสี่ยวปิงกล่าว ก่อนจะถูกเขกหัวโดยพี่ชายของเธอ
“ยัยน้องคนนี้ จะคลั่งไคล้ยังไงก็ควรจะอยู่ในขอบเขตบ้าง ทุกวันนี้ดูเหมือนพวกโรคจิตเข้าไปทุกทีแล้ว” หู่จิ้งดุ
“หืม เป็นกระบี่ที่น่าสนใจดีนะว่าไหมเหวินป๋อ” อู่กุยหลงจินถามลูกชาย หากสัญชาตญาณของเขาถูกต้อง กระบี่นั่นต้องไม่ธรรมดาแน่
“แต่ไหนแต่ไรเราใช้แต่ร่างกายนี่ครับ ถ้าไม่ใช่สนับมือหรือพวกอุปกรณ์ป้องกัน ผมไม่คิดจะสนมันแม้แต่น้อย” อู่กุยเหวินป๋อกล่าว
อู่กุยหลงจินผู้เป็นพ่อพยักหน้า สีหน้าของเขาพอใจอย่างมาก เขาสอนลูกชายของเขาให้พึ่งพาตัวเองมากกว่าจะเป็นพวกของวิเศษหรืออาวุธ ให้เชื่อในหมัดและเท้าของตนเท่านั้น
“เส้าเทียน ลูกไม่สนใจกระบี่นั่นรึ” จี๋หลินเวิ่นเทียนถาม
“พวกเรากลับกันได้รึยังครับ ผมอยากจะระบายความหงุดหงิดนี้กับเจ้าลูกหมาเฟิงเทียนแล้ว” จี๋หลินเส้าเทียนกล่าว
“หุบปากเน่า ๆ ของแกไปซะ เฟิงเทียนแม้จะไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นคนในตระกูล แต่เขาก็มีเชื้อสายของตระกูลเรา เขาทั้งขยันและอดทน ไม่เหมือนลูกที่วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเล่น” จี๋หลินเวิ่นเทียนพูดอย่างเกรี้ยวกราด
“แล้วเจ้าขยะนั่นเป็นยังไงล่ะ ฝึกขนาดนั้นยังอยู่ที่ชั้นปราณขั้นต้นอยู่เลย ทั้งที่พ่อให้โอสถมันไปตั้งมากมาย มันใช่ลูกของพ่อรึเปล่าก็ไม่รู้ พรสวรรค์ก็ไม่มี” จี๋หลินเส้าเทียนกล่าว
“ไม่ต้องมายุ่ง หน้าที่ของแกคือฝึกให้ทันคนอื่นเขา” จี๋หลินเวิ่นเทียนยังคงดุลูกของเขาอีก 2-3 ประโยค ก่อนจะหันไปสนใจกระบี่บนเวทีประมูลต่อ ส่วนจี๋หลินเส้าเทียนยิ่งหงุดหงิดมากขึ้น
ส่วนเฟิงหลงนั้นรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก หากเขาสามารถประมูลมันกลับไปได้ โอกาสที่จะทำให้เฟิงจินเข้าสู่รอบลึก ๆ ในการประลองที่สมาคมการค้าตะวันจันทราจะจัดขึ้นปีนี้เพิ่มขึ้นแน่นอน
“สำหรับระดับของกระบี่นี้ เนื่องจากทุกท่านอยู่ห่างจากมัน จึงไม่สามารถรับรู้ถึงพลังอำนาจที่แผ่ออกมาได้ ฉันขอบอกเลยว่า มันคือกระบี่ระดับราชันย์เล่มแรกที่ปรากฎขึ้นมาในรอบ 3 พันปีคะ ตั้งแต่กลียุค อาวุธที่มีระดับราชันย์แทบจะหายสาบสูญไปหมด บัดนี้มันได้ปรากฎต่อหน้าทุกท่านแล้ว” พิธีกรสาวกล่าวขึ้น
ฉับพลันทั้งงานประมูลก็สั่นสะเทือนเพราะเสียงและความตื่นตระหนก พวกเขาไม่อาจข่มอารมณ์เอาไว้ได้ แค่ได้เห็นกระบี่ที่มีธาตุสถิตพวกเขาก็ตื่นเต้นแล้ว แต่นี่กลับมีสิ่งที่ทำให้พวกเขาตกใจขึ้นไปอีกคือระดับของกระบี่ที่มีระดับราชันย์
เหล่าผู้นำและผู้อาวุโสของตำหนักเทพ ต่างมายืนชิดติดกระจก มองดูกระบี่นั้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตา หากเป็นจริงตามที่พิธีกรสาวบอก พวกเขาจะต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาครอบครอง
“กระบี่นี้มีชื่อว่า ราชันย์อัคคี เป็นกระบี่ที่มีธาตุไฟสถิตอยู่ อย่างที่บอกไปว่าราคา 9 หลักนี้ จะเริ่มต้นที่ 1 ร้อยล้านหยวน ทางเรากำหนดให้มีการเพิ่มราคาในการเสนอราคาครั้งละ 5 ล้านเป็นอย่างน้อยค่ะ” หลังพิธีกรพูด เหล่าคนที่อยู่บนอัฒจันทร์ถึงกับถอนหายใจ เพราะเงินจำนวนหลักร้อยล้านหยวนนี้พวกเขาไม่มีปัญญาจ่ายแม้แต่ราคาตั้งต้นประมูล
“ตอนนี้เราจะเปิดให้ทุกท่านเข้าชมสินค้าพิเศษนี้ได้ สำหรับผู้ที่มีระดับต่ำกว่าปราณชั้นปฐพีขอให้หลีกเลี่ยงนะคะ เพราะท่านอาจจะตายจากแรงกดดันของมันได้” พิธีกรสาวกล่าว
ทางด้านไป่ฉี เขาหันไปมองยังห้อง VIP ห้องอื่น ๆ และเห็นว่าคนพวกนั้นกำลังจ้องกระบี่ราชันย์อัคคี ด้วยสายตาที่เปล่งประกายแห่งความโลภออกมา การที่เขานำกระบี่ออกมาประมูลครั้งนี้
ประการแรกเพื่อหาเงินให้พอกับการเลี้ยงดูพ่อกับแม่ของเขา รวมถึงค่าใช้จ่ายในบ้าน หรือการพาพ่อกับแม่ไปเที่ยว
ประการที่ 2 เขาได้ทำการลงอักขระ “สอดแนม” เอาไว้ เขาจะสามารถตรวจสอบสถานที่ ๆ กระบี่ถูกเก็บเอาไว้ ซึ่งระยะการสำรวจด้วยปราณของเขานั้นไกลพอที่จะสำรวจตำหนักเทพได้สัก 4 ใน 10 ส่วน
ประการที่ 3 เมื่อเขาทำการสำรวจจนทั่ว เพียงใช้อาคมเปิดประตูมิติแล้วนึกถึงสถานที่ ๆ เคยเห็นมา ก็จะสามารถไปถึงที่นั่นได้ทันที
'มาดูกันว่าจะได้ราคาเท่าไหร่กัน ถึงจะไม่อยากให้เจ้าพวกนั้นได้กระบี่นั่นไปก็เถอะ แต่ชีวิตนี้เราจะทำความฝันของไป่ฉีให้สำเร็จ บ้านกับเงินก็หาให้พ่อแม่ของไป่ฉีเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ก็เหลือการทำให้ร่างนี้สำเร็จการศึกษาและเป็นดาราดังให้ได้' ไป่ฉีคิดได้แบบนั้นในหัวของเขาก็เริ่มวางแผนเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้ยินจากการพูดคุยของพ่อลูกจี๋หลิน
ถึงห้อง VIP จะสามารถป้องกันการดักฟังได้ แต่ใช้ไม่ได้ผลกับเขาที่ใช้ปราณเพิ่มความสามารถของการได้ยิน ที่ไหนมีอากาศ เขาสามารถที่จะดักฟังได้ทั้งหมด หากอยู่ในระยะการใช้ปราณตรวจสอบของเขา
_____________________________
ถึงเวลาประมูลกระบี่ของไป่ฉีแล้ว เย่ ๆ