จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 57 งานประมูล 5 Re

            การประมูลนั้นยังดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งตอนนี้ก็มาถึงรายการของกระบี่ระดับปฐพี  ทำให้ผู้ร่วมประมูลเริ่มตื่นตัวกันอีกครั้งหนึ่ง


            เพราะหลังจากการประมูลโอสถ 5 เม็ดแรกไป  บรรยากาศก็ดูจะขาดสีสันไป  สินค้าชิ้นอื่น ๆ แม้จะประมูลกัน  แต่ก็ไม่ได้ร้อนแรงเหมือนกับตอนประมูลโอสถ  ดังนั้นพิธีกรจึงได้พูดกระตุ้น


            “สำหรับสินค้าที่เราจะนำมาประมูลชิ้นต่อไปคือ  กระบี่ระดับปฐพี ค่ะ  กระบี่นี้ถูกค้นพบในศาลเจ้าร้างกลางหับเขาแห่งหนึ่ง  อายุของมันอยู่ราว 2 พันกว่าปี  ซึ่งเป็นช่วงหลังกลียุคพอสมควร  ในช่วงนั้นยังคงมีช่างฝีมือที่สามารถสร้างมันขึ้นมาได้  โดยใช้เหล็กลมปราณขั้นต้น  หากแต่ด้วยวิธีการบางอย่างทำให้ระดับพลังของมันสูงกว่าที่เราสามารถผลิตได้ในปัจจุบัน  ถึงแม้มันจะดูเก่า  หากมีการซ่อมบำรุง  มันจะกลายเป็นกระบี่ที่งดงามและทรงพลังแน่นอน  ตอนนี้ทุกท่านพร้อมกันรึยังคะ” พิธีกรสาวบรรยายถึงคุณค่าในตัวของกระบี่เล่มนี้


            "พร้อมแล้ว" ผู้ร่วมประมูลต่างตะโกนประสานเสียงกัน


            “ราคากระบี่ชิ้นนี้เริ่มต้นที่ 2 ล้านหยวน  ทุกครั้งที่เสนอจะต้องเสนอในราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 แสนหยวนนะคะ  เริ่มได้เลยค่ะ” หลังพิธีกรสาวกล่าวต่างก็มีผู้ยกป้ายเพื่อเสนอราคาขึ้นมา


            “ห้าขุนเขากระบี่ 2,200,000 ค่ะ”


            “บู๊ตึ๊ง 2,400,000 ค่ะ”


            “คุนลุ้น 2,500,000 ค่ะ”


            “ตระกูลถัง 2,700,000 ค่ะ”


            “ห้าขุนเขากระบี่ 3,000,000 ค่ๆะ”


            การประมูลนั้นยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ สุดท้ายเป็นห้าขุนเขากระบี่ ที่ประมูลกระบี่เล่มนี้ไปในราคา 4 ล้านหยวน


            “เอาล่ะค่ะ  ต่อไปเป็นรายการสุดท้ายแล้วนะคะ  โอสถเสริมลมปราณ ความบริสุทธิ์ 10 ส่วน  5 เม็ดสุดท้าย  โดยจะเริ่มต้นที่ราคา 1 แสนหยวนค่ะ  กติกาเหมือนเดิม  คือการเสนอราคาแต่ละครั้งจะต้องเพิ่มขึ้นจากราคาเดิมอย่างน้อย 1 หมื่นหยวนนะคะ  เรามาเริ่มกันเลย มีใครจะเสนอราคาเพิ่มไหมคะ” พิธีกรสาวกล่าว


            ไม่นานก็มีคนเสนอราคาขึ้นมาเรื่อย ๆ  แต่รอบนี้กลับเป็นตำหนักเทพมังกรครามที่เสนอราคาสูงกว่าปกติ  สาเหตุมาจากพวกเขาต้องการตัวอย่างสำหรับทำการทดสอบกับแยกส่วนประกอบของโอสถ  นอกจากนี้ยังเป็นการกันไม่ให้ตำหนักเทพอื่นสามารถนำโอสถเหล่านี้ไปเป็นตัวอย่างในการวิจัยการผลิตโอสถได้


            “เจ้าหลงสุ่ย แผนสูงนักนะ” หู่หยุนกล่าวอย่างอารมณ์เสีย  ครั้งที่แล้วเขาได้โอสถมา 1 เม็ด ครั้งนี้เขาจะต้องได้อย่างน้อยอีกสัก 1 เม็ด


            “เจ้าหู่หยุนทุ่มสุดตัวเลยสินะ  ใครจะไปยอม  ผู้อาวุโสเสนอราคาเพิ่มไปอีก” หลงสุ่ยออกคำสั่ง


            “อย่าไปยอมมัน  ยังไงเราก็ต้องได้โอสถมาอีก 1 เม็ดให้ได้  ผู้อาวุโสเสนอราคาเพิ่ม” หู่หยุนสั่ง


            “สองคนนั้นมันบ้าไปแล้วรึไง  เอาเถอะ  ยังไงเม็ดนี้เรายอมไปก่อนดีกว่า  ขืนไปเล่นกับพวกนั้นเดี๋ยวจะเจ็บตัวเปล่า ๆ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าวกับผู้อาวุโสของเขา


            “ท่านพ่อ  ท่านจะไม่ประมูลสู้พวกนั้นหน่อยรึไง  ทางเรายังไม่ได้มาเลยสักเม็ดนะ” อู่กุยเหวินป๋อถามผู้เป็นพ่อ


            “การแข่งของสองคนนั้นเราปล่อยไปดีกว่า  เพราะโอสถเม็ดถัดไป  เราจะทุ่มเต็มที่แน่นอน” อู่กุยหลงจินกล่าว


            “ท่านเฟิงหลง เอายังไงดีครับ  ทางเราจะปล่อยไปเหรอครับ” ผู้อาวุโสตำหนักเทพวิหคสีชาดถาม


            “โอสถเม็ดต่อไปจะเป็นการสู้กันของจี๋หลินเวิ่นเทียนกับอู่กุยหลงจิน  ไม่แน่ว่าเจ้าหลงสุ่ยจะร่วมด้วย  เราจะประมูลเม็ดที่ 4 ซึ่งน่าจะได้ราคาที่ถูกกว่า” เฟิงหลงกล่าว


            ผลของการประมูลคือโอสถเม็ดแรกเป็นหลงสุ่ยได้ไป  ในราคา 1.1 ล้านหยวน  ส่วนเม็ดที่ 2 นั้นหู่หยุนได้ไปในราคา 1.5 ล้านหยวน  เม็ดที่ 3 อู่กุยหลงจิน ได้ไปในราคา 1.3 ล้านหยวน  เม็ดที่ 4 เป็นเฟิงหลง ได้ไปในราคา 1.2 ล้านหยวน  ส่วนเม็ดสุดท้ายนั้นเป็นจี๋หลินเวิ่นเทียน  ได้ไปในราคา 1.6 ล้านหยวน  นับว่าเฟิงหลงนั้นสามารถซื้อได้ในราคาที่ถูกที่สุด  รองจากหลงสุ่ย


            ทางไป่ฉีนั้นยิ้มอย่างพึงพอใจ  ในการประมูลครั้งนี้ โอสถของเขาสามารถทำรายได้ถึง 9.7 ล้านหยวน  จุดสำคัญต่อจากนี้คือต้องค่อย ๆ ปล่อยโอสถออกมา  อย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือ 2 เดือนครั้ง  ไม่อย่างนั้นราคาจะตกลงได้


            “ตอนนี้สินค้าทุกรายการได้ถูกประมูลไปจนหมดแล้วนะคะ  ต่อไปจะมาถึงสินค้าชิ้นพิเศษของเรา  ทางเราจะขอเวลา 5 นาทีในการเก็บแท่นแสดงสินค้าชิ้นอื่นก่อนนะคะ” พิธีกรสาวกล่าว  จากนั้นก็มีพนักงานขึ้นมาขนย้ายแท่นแสดงสินค้าอื่นออกไป  และทำการขยับแท่นแสดงสินค้าที่คลุมด้วยผ้าสีแดงไว้มาตรงกลางเวทีจัดแสดงสินค้า


            “มันคือสิ่งใดกัน”


            “ขนาดแท่นพอ ๆ กับกระบี่ปฐพีเลย”


            “อาจจะเป็นกระบี่ระดับนภาก็ได้นะ”


            “แต่กระบี่ระดับนภา ก็ไม่น่าใช่สินค้าที่ต้องใช้คนคุ้มกันมากกว่าปกติ 3 เท่านี่นา”


            “ทุกท่านคงจะสงสัยกันแล้วสินะคะ  เราจะใช้กฎเดิมในการให้ผู้ประมูลที่อยู่บนอัฒจันทร์เข้ามาชมก่อน  จากนั้นก็ผู้ที่อยู่ในห้อง VIP  ทุกท่านอาจจะสงสัยกันแล้วว่าข้างในนั้นเป็นอะไร  ฉันได้ยินหลายคนทายกันไปต่าง ๆ นานาว่าเป็นสิ่งของอะไรบ้าง  ซึ่งฉันเองก็จะทราบพร้อม ๆ กับทุกท่านเช่นกัน  พร้อมนะคะทุกท่าน” พิธีกรสาวกล่าว


            "พร้อม" ทุกคนต่างประสานเสียงกัน


            “เปิดได้เลยค่ะ” พิธีกรสาวกล่าว  ผู้อาวุโสอี้เซียนเป็นคนดึงผ้าคลุมสีแดงออก  สิ่งที่ทุกคนเห็นเป็นอย่างแรกคือกระบี่ที่มีฝักกระบี่สีทองแดงเงาวับ  มีลวดลายเปลวเพลิงเป็นสีทองคำ  นอกจากนี้ตัวกระบี่มีด้ามจับสีเดียวกับฝักกระบี่  แต่ที่ต่างกันคือใบกระบี่นั้นมีสีเงิน  สะท้อนภาพได้เหมือนกับกระจกเงาเลยทีเดียว  สิ่งที่ทำให้ทุกคนอดอ้าปากร้องออกมาไม่ได้คือ  แสงที่ใบกระบี่ที่แผ่ออกมาเป็นสีแดงสด  นั่นแสดงว่ากระบี่นี้เป็นกระบี่ที่มีธาตุสถิตอยู่  โดยกระบี่ที่มีธาตุสถิตอยู่นั้นปัจจุบันมีเพียง กระบี่มังกรวารี  ที่ตำหนักเทพมังกรครามครอบครองอยู่  นอกนั้นพวกเขายังไม่เคยเห็นหรือได้ยินว่ามีกระบี่ที่มีธาตุสถิตเล่มไหนปรากฏหรืออยู่ในความครอบครองของผู้ใดมาก่อน  แล้วกระบี่เล่มนี้มาจากไหนกัน


            พิธีกรสาวสีหน้าดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่  เพราะเธออยู่ใกล้ที่สุด  ทำให้รู้ถึงระดับของกระบี่ที่อยู่ใกล้เธอเล่มนี้  มันไม่ใช่ของธรรมดาที่คนทั่วไปสามารถครอบครองได้  ตอนแรกที่เธอรู้ราคาตั้งต้นของมันคือ 9 หลักเธอก็อดตื่นเต้นไม่ได้  เพราะมันเป็นราคาที่สูงที่สุดเท่าที่สมาคมการค้าตะวันจันทราเคยตั้งมา


            “ท่านพ่อ  กระบี่เล่มนั้นเป็นกระบี่ที่มีธาตุสถิต  แสงนั่นน่าจะเป็นธาตุไฟ  ผมอยากได้มัน” หลงเทียนหมิงกล่าว


            “ใจเย็น ๆ ก่อน  กระบี่ที่เรามีเป็นระดับนภา  แถมยังมีธาตุน้ำ  ยังไงก็ชนะกระบี่ธาตุไฟอยู่แล้ว” หลงสุ่ยกล่าว  หลงเทียนหมิงพยักหน้าเป็นเชิงว่าเขาเข้าใจ


            “กระบี่ธาตุ หายากก็จริง  แต่ถึงกับต้องตั้งราคา 9 หลักเชียวหรือ   ขนาดกระบี่ของเจ้าหลงสุ่ยยังมีราคาประเมินแค่ 8 หลักเอง” หู่หยุนกล่าว


            “ท่านพ่อ  หนูอยากประมูลกระบี่เล่มนี้ให้ท่านอวี้กง” หู่เสี่ยวปิงกล่าว  ก่อนจะถูกเขกหัวโดยพี่ชายของเธอ


            “ยัยน้องคนนี้  จะคลั่งไคล้ยังไงก็ควรจะอยู่ในขอบเขตบ้าง ทุกวันนี้ดูเหมือนพวกโรคจิตเข้าไปทุกทีแล้ว” หู่จิ้งดุ


            “หืม เป็นกระบี่ที่น่าสนใจดีนะว่าไหมเหวินป๋อ” อู่กุยหลงจินถามลูกชาย  หากสัญชาตญาณของเขาถูกต้อง กระบี่นั่นต้องไม่ธรรมดาแน่


            “แต่ไหนแต่ไรเราใช้แต่ร่างกายนี่ครับ  ถ้าไม่ใช่สนับมือหรือพวกอุปกรณ์ป้องกัน  ผมไม่คิดจะสนมันแม้แต่น้อย” อู่กุยเหวินป๋อกล่าว


            อู่กุยหลงจินผู้เป็นพ่อพยักหน้า สีหน้าของเขาพอใจอย่างมาก  เขาสอนลูกชายของเขาให้พึ่งพาตัวเองมากกว่าจะเป็นพวกของวิเศษหรืออาวุธ  ให้เชื่อในหมัดและเท้าของตนเท่านั้น


            “เส้าเทียน  ลูกไม่สนใจกระบี่นั่นรึ” จี๋หลินเวิ่นเทียนถาม


            “พวกเรากลับกันได้รึยังครับ  ผมอยากจะระบายความหงุดหงิดนี้กับเจ้าลูกหมาเฟิงเทียนแล้ว” จี๋หลินเส้าเทียนกล่าว


            “หุบปากเน่า ๆ ของแกไปซะ  เฟิงเทียนแม้จะไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นคนในตระกูล  แต่เขาก็มีเชื้อสายของตระกูลเรา  เขาทั้งขยันและอดทน  ไม่เหมือนลูกที่วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเล่น” จี๋หลินเวิ่นเทียนพูดอย่างเกรี้ยวกราด


            “แล้วเจ้าขยะนั่นเป็นยังไงล่ะ ฝึกขนาดนั้นยังอยู่ที่ชั้นปราณขั้นต้นอยู่เลย  ทั้งที่พ่อให้โอสถมันไปตั้งมากมาย  มันใช่ลูกของพ่อรึเปล่าก็ไม่รู้  พรสวรรค์ก็ไม่มี” จี๋หลินเส้าเทียนกล่าว


            “ไม่ต้องมายุ่ง  หน้าที่ของแกคือฝึกให้ทันคนอื่นเขา” จี๋หลินเวิ่นเทียนยังคงดุลูกของเขาอีก 2-3 ประโยค  ก่อนจะหันไปสนใจกระบี่บนเวทีประมูลต่อ  ส่วนจี๋หลินเส้าเทียนยิ่งหงุดหงิดมากขึ้น


            ส่วนเฟิงหลงนั้นรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก  หากเขาสามารถประมูลมันกลับไปได้  โอกาสที่จะทำให้เฟิงจินเข้าสู่รอบลึก ๆ ในการประลองที่สมาคมการค้าตะวันจันทราจะจัดขึ้นปีนี้เพิ่มขึ้นแน่นอน


            “สำหรับระดับของกระบี่นี้  เนื่องจากทุกท่านอยู่ห่างจากมัน  จึงไม่สามารถรับรู้ถึงพลังอำนาจที่แผ่ออกมาได้  ฉันขอบอกเลยว่า  มันคือกระบี่ระดับราชันย์เล่มแรกที่ปรากฎขึ้นมาในรอบ 3 พันปีคะ  ตั้งแต่กลียุค  อาวุธที่มีระดับราชันย์แทบจะหายสาบสูญไปหมด  บัดนี้มันได้ปรากฎต่อหน้าทุกท่านแล้ว” พิธีกรสาวกล่าวขึ้น


            ฉับพลันทั้งงานประมูลก็สั่นสะเทือนเพราะเสียงและความตื่นตระหนก  พวกเขาไม่อาจข่มอารมณ์เอาไว้ได้  แค่ได้เห็นกระบี่ที่มีธาตุสถิตพวกเขาก็ตื่นเต้นแล้ว  แต่นี่กลับมีสิ่งที่ทำให้พวกเขาตกใจขึ้นไปอีกคือระดับของกระบี่ที่มีระดับราชันย์


            เหล่าผู้นำและผู้อาวุโสของตำหนักเทพ  ต่างมายืนชิดติดกระจก  มองดูกระบี่นั้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตา  หากเป็นจริงตามที่พิธีกรสาวบอก  พวกเขาจะต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาครอบครอง


            “กระบี่นี้มีชื่อว่า ราชันย์อัคคี  เป็นกระบี่ที่มีธาตุไฟสถิตอยู่  อย่างที่บอกไปว่าราคา 9 หลักนี้  จะเริ่มต้นที่ 1 ร้อยล้านหยวน  ทางเรากำหนดให้มีการเพิ่มราคาในการเสนอราคาครั้งละ 5 ล้านเป็นอย่างน้อยค่ะ” หลังพิธีกรพูด  เหล่าคนที่อยู่บนอัฒจันทร์ถึงกับถอนหายใจ  เพราะเงินจำนวนหลักร้อยล้านหยวนนี้พวกเขาไม่มีปัญญาจ่ายแม้แต่ราคาตั้งต้นประมูล


            “ตอนนี้เราจะเปิดให้ทุกท่านเข้าชมสินค้าพิเศษนี้ได้  สำหรับผู้ที่มีระดับต่ำกว่าปราณชั้นปฐพีขอให้หลีกเลี่ยงนะคะ  เพราะท่านอาจจะตายจากแรงกดดันของมันได้” พิธีกรสาวกล่าว


            ทางด้านไป่ฉี  เขาหันไปมองยังห้อง VIP ห้องอื่น ๆ และเห็นว่าคนพวกนั้นกำลังจ้องกระบี่ราชันย์อัคคี ด้วยสายตาที่เปล่งประกายแห่งความโลภออกมา  การที่เขานำกระบี่ออกมาประมูลครั้งนี้


            ประการแรกเพื่อหาเงินให้พอกับการเลี้ยงดูพ่อกับแม่ของเขา  รวมถึงค่าใช้จ่ายในบ้าน หรือการพาพ่อกับแม่ไปเที่ยว  


            ประการที่ 2 เขาได้ทำการลงอักขระ “สอดแนม” เอาไว้  เขาจะสามารถตรวจสอบสถานที่ ๆ กระบี่ถูกเก็บเอาไว้  ซึ่งระยะการสำรวจด้วยปราณของเขานั้นไกลพอที่จะสำรวจตำหนักเทพได้สัก 4 ใน 10 ส่วน


            ประการที่ 3 เมื่อเขาทำการสำรวจจนทั่ว  เพียงใช้อาคมเปิดประตูมิติแล้วนึกถึงสถานที่ ๆ เคยเห็นมา  ก็จะสามารถไปถึงที่นั่นได้ทันที


            'มาดูกันว่าจะได้ราคาเท่าไหร่กัน  ถึงจะไม่อยากให้เจ้าพวกนั้นได้กระบี่นั่นไปก็เถอะ  แต่ชีวิตนี้เราจะทำความฝันของไป่ฉีให้สำเร็จ  บ้านกับเงินก็หาให้พ่อแม่ของไป่ฉีเรียบร้อยแล้ว  ต่อจากนี้ก็เหลือการทำให้ร่างนี้สำเร็จการศึกษาและเป็นดาราดังให้ได้' ไป่ฉีคิดได้แบบนั้นในหัวของเขาก็เริ่มวางแผนเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้ยินจากการพูดคุยของพ่อลูกจี๋หลิน  


            ถึงห้อง VIP จะสามารถป้องกันการดักฟังได้  แต่ใช้ไม่ได้ผลกับเขาที่ใช้ปราณเพิ่มความสามารถของการได้ยิน  ที่ไหนมีอากาศ  เขาสามารถที่จะดักฟังได้ทั้งหมด  หากอยู่ในระยะการใช้ปราณตรวจสอบของเขา

    _____________________________

    ถึงเวลาประมูลกระบี่ของไป่ฉีแล้ว เย่ ๆ

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน