เหลือเพียงไม่ถึงร้อยเมตรเรือแห่งความภาคภูมิใจของน้าประสิทธิจะถูกกลืนลงสู่ก้นบึ้งกลายเป็อนุสรณ์ของมหาสมุทรแห่งนี้ และพวกเขาทุกคนจะต้องกลายเป็ผีเร่ร่อนคอยเช็ดขี้ตะไคร่ที่มาเกาะเรือในยามว่าง
“ไม่นะฉันยังไม่อยากตาย หาทางทำอะไรสักอย่างสิ…ได้โปรด“ สายป่านแสดงด้านอ่อนแอให้ทุกคนเห็น เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขณะมือทั้งสองข้างโอบกอดแอนเพื่อนที่ตัวเองรักที่สุด ทั้งคู่น้ำตาไหลออกมาโดยไม่มีใครเค้นบังคับ ขณะเดียวกันก็มีน้ำใสๆซึมออกจากเป้ากางเกงของสายป่านแต่ไม่มีใครทันสังเกต หรืออาจเห็นก็ได้แต่ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ก็คงไม่มีใครให้ความสนใจอยู่ดี
“เร็วกว่านี้อีกไม่ได้เหรอแมกซ์ มันอยู่ข้างหลังเราแล้วนะโว้ย ข้าไม่อยากตายบอกเลย” ชนินทร์กำมือทุบกระจกหน้าต่างเร่งเพื่อน ดวงตาเถลือกจับจ้องไปที่คลื่นั์อย่างไม่ลดละ
“นี่มันเรือยอร์ชนะไม่ใช่เครื่องบินเจ็ท พับผ่า!” หนุ่มลูกครึ่งย้อน เหงื่อซึมที่มือด้วยอาการเกร็ง “แต่ข้ามีวิธีที่ดีกว่าการขับหนีโดยมีมันตามหลังแบบนี้นะ พวกเอ็งกล้าเสี่ยงมั้ยล่ะ”
“ยังไง” ใครสักคนเอ่ยถาม
แมกซ์ตบพวงมาลัยไปทางขวาเต็มพิกัด มันหมุนอยู่หลายรอบก่อนจะหยุดชะงัก มือซ้ายดันคันเร่งไปข้างหน้ามิด เขาเป่าลมจากปาก ปาดเหงื่อที่หน้าผากทิ้งขณะที่หัวเรือวกกลับไปประจันหน้ากับมฤตยูขนาดมหึมา นี่แหละเขาเลย พฤติกรรมบ้าระห่ำแบบนี้เหมือนตอนสมัยเรียนไม่มีผิด
“เอ็งทำบ้าอะไรวะ คิดจะฆ่าพวกเราทุกคนรึไง” ชนินทร์พูดพลางสบถคำหยาบต่อท้ายอีกเป็พรวน
“ไม่มีทางหนีมันพ้นหรอก ขืนยังดันทุรังให้มันเป็ฝ่ายไล่หลังอยู่แบบนี้ ในที่สุดพวกเราจะกลายเป็เพียงก้อนเนื้อแสนโอชะที่จะถูกมันกลืนลงกระเพราะเสียเอง เอ็ง้าแบบนั้นเหรอ” แมกซ์กลืนน้ำลายในลำคอที่แห้งผาก
ในเวลาที่ไม่อาจคาดเดาได้ กับสภาพอากาศที่เลวร้ายเข้าขั้นวิกฤต เรือยอร์ชลำมหึมากำลังเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่มหึมายิ่งกว่า ชายหนุ่มที่อาสาตัวเองเป็กัปตันชั่วคราวกำลังจะทำบางอย่างที่เพื่อนของเขาไม่คาดคิด โดยการนำเรือโดยสารแล่นไต่เนินคลื่นเพื่อข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งซึ่งคาดว่าจะปลอดภัยกว่า
ขณะที่จ้าวแห่งท้องทะเลเคลื่อนตัวด้วยความรวดเร็ว แมกซ์ะโสั่งให้เพื่อนรีบหาที่ยึดเอาไว้ให้ดีเพราะอีกเพียงไม่กี่เมตรก็จะเข้าปะทะกันแล้ว สายป่านและแอนนาเลือกมุดเข้าไปนั่งแถวมุมห้องที่มีซอกเล็กให้พอแทรกตัวเข้าไปได้ ส่วนชนินทร์และตะวันเดินเข้าไปยืนข้างหนุ่มลูกครึ่งเพื่อแสดงถึงความกล้าหาญในวาระสุดท้ายของชีวิต
“ไม่เห็นต้องทำแบบนี้เลย คิดว่าเท่ห์รึไง” แมกซ์ส่ายหน้า แต่ในใจกลับปลาบปลื้มไม่น้อย
“ถ้าตายก็ขอตายข้างกัน” ชนินทร์ชกไหล่แมกซ์เรียกความมั่นใจ ส่วนตะวันถอดแว่นแล้วขว้างทิ้งไปข้างหลังก่อนหันไปพยักหน้าเป็สัญญาณ
“ข้าเอาด้วย”
เสียงคำรามของประจุไฟฟ้าแหวกผ่านอากาศด้วยอัตราเร็วสูง ดังเป็จังหวะสลับกับเสียงของเกลียวคลื่นเป็ระยะ เหมือน้าข่มขู่เหล่านักศึกษาเืร้อนกลุ่มเล็กๆพวกนั้นว่าไม่มีวันที่จะผ่านกำแพงมฤตยูสีน้ำเงินแห่งนี้ไปได้
ทว่าเรือยอร์ชยังคงแล่นต่อไปด้วยความเร็วโดยไม่สนใจคำขู่ที่แว่วมา มันโดยสารลูกเรือทั้งหมดไปสู่เส้นชัยหรือความตายก็ไม่อาจมีใครรับรู้ได้ มีเพียงมือสองข้างของหนุ่มลูกครึ่งที่กำพวงมาลัยเอาไว้เท่านั้นที่จะเป็ตัวชี้ชะตาพวกเขาทุกคน
เรือยอร์ชมุ่งหน้าเข้าสู่ผิวคลื่นด้วยความเร็วที่ไม่สามารถประมาณได้ แต่มันเป็ความเร็วสูงสุดเท่าที่เรือลำนี้เคยแตะถึง แล่นไต่เนินน้ำขึ้นไปบนตัวคลื่นที่เพิ่มสูงกว่ายี่สิบเมตร หัวเรือข้างหน้าแหงนตามระดับความสูงของน้ำทะเลจนอยู่ประมาณ 45 องศา อยู่ในระดับปลอดภัยที่เครื่องยนต์สามารถรับได้
เสียงกรีดร้องของหญิงสาวทั้งสองคนที่นั่งซุกหัวตรงมุมห้องดังกังวานขึ้นต่อเนื่อง พวกเธอนั่งกอดกันกลมโดยไม่มีใครคิดที่จะปล่อยมือ อีกด้านหนึ่งเรือก็โคลงเคลงตามกระแสน้ำที่รุนแรงมากกว่าปรกติ สามหนุ่มที่ยืนจังก้าคล้อยตามแรงเหวี่ยงของเรือทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะอย่างรุนแรง
ตะวันหน้าเขียวทนไม่ไหวสำรอกเบียร์และกลับแกล้มพุ่งรดเสื้อชนินทร์ แต่ผู้ถูกกระทำไม่มีเวลามาสนใจกับของเหลวของเพื่อน แค่เช็ดมันออกจากเสื้อยืดตัวโปรดโดยไม่ปล่อยให้เหนอะหนะก็พอ
ชนินทร์หันไปตบหน้าตะวันเบาๆเพื่อเรียกคืนสติ “ตะวัน…ตะวัน…เฮ้ย…ไหวมั้ย”
“ไม่ต้องห่วง ไม่เป็ไร…แค่อ้วกเองน่า”
แมกซ์พยายามเร่งความเร็วเพื่อจะพาเรือโดยสารข้ามไปอีกฟากหนึ่งให้ได้ แต่เนื่องจากคลื่นสูงเกินไป ผนวกกับความอัตราเร่งของเครื่องยนต์ไม่เพียงพอทำให้ตัวเรือตั้งฉากกับคลื่นและหัวเรืออยู่ในลักษณะชี้ฟ้า มันไม่มีแรงขับเคลื่อนมากพอที่จะพาขึ้นไปสูงกว่านี้อีกแล้ว
เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างจึงรู้ว่าพวกเขาอยู่บริเวณใจกลางของคลื่นั์ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ทะเลคลั่งรอบทิศทาง ในที่สุดหายนะก็มาเยือนเหล่านักศึกษาผู้โชคร้าย เรือยอร์ชถูกคลื่นกลืนทับหายวับไปกับตา
กระแสน้ำเปลี่ยนเส้นทางให้เรือมุงหน้าโหม่งโลกแทน แรงดันรุนแรงของน้ำทะเลส่งผลให้กระจกรอบบริเวณเริ่มมีรอยร้าว ข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นไปทั่วห้อง เหล่านักศึกษาทั้งห้าคนล้มกลิ้งตามแรงเหวี่ยงระเนระนาดไปรวมกันท้ายเรือ ทั้งหมดเสียขวัญกรีดร้องกันไม่เป็ภาษาด้วยความกลัวตาย จิตใต้สำนึกของพวกเขาเตือนให้รีบหนีเอาชีวิตรอดแข่งกับเวลาที่เหลืออยู่ก่อนเรือจะจมลงสู่ก้นบึ้งมหาสมุทร
ระหว่างที่จิตใจทุกคนดำดิ่งอยู่กับความสิ้นหวังนั่งหมดอาลัยตายอยากอย่างผู้แพ้ จู่ๆบานล็อคเกอร์ในห้องก็เปิดออกเพราะเรือพลิกกลับหัว บางอย่างหล่นออกมากองอยู่เบื้องหน้า ดูเหมือนว่าเหล่านักศึกษาจะยังไม่ถึงคราวตาย ชนวนความหวังของพวกเขาถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
“โชคเข้าข้างเราแล้ว” แมกซ์อุทาน
มีอุปกรณ์ดำน้ำกองเกลื่อนอยู่หลายอย่าง ทั้งหน้ากาก ถังอากาศ ชุดปรับความดัน สายช่วยหายใจและชุดดำน้ำ ทว่าพวกเขาตัดสิ่งที่ไม่จำเป็อันดับแรกออกไปก่อนเลยนั่นก็คือชุดดำน้ำ เพราะมันเป็ตัวถ่วงเวลาชั้นดีหากต้องสวมใส่ในเวลาคับขันแบบนี้
นอกเหนือจากนั้นอุปกรณ์อย่างอื่นก็เป็ประโยชน์กับพวกเขาทั้งหมด มีคุณค่าถึงขั้นที่สามารถช่วยชีวิตพวกเขาได้เลยทีเดียวและมีมากพอสำหรับทุกคน พวกเขาหยิบถังอากาศขึ้นมาก่อนเป็อันดับแรกแล้วสะพายมันไว้ข้างหลังเชื่อมกับชุดปรับความดันและสายช่วยหายใจ สวมด้วยหน้ากากดำน้ำปิดท้าย
“จำที่น้าประสิทธิสอนให้ดีละ อย่าลืมขั้นตอนเด็ดขาด” แมกซ์กำชับ เพื่อนๆพยักหน้าตอบรับ
ขณะเดียวกันกระจกหน้าต่างเรือทนแรงดันรุนแรงของน้ำทะเลไม่ไหวพร้อมใจกันแตกออกเป็เสี่ยงก่อนที่น้ำทะเลจะทะลักเข้าสู้ตัวเรืออย่างรวดเร็ว ร่างกายของผู้ถูกกระทำทุกคนปลิวกระแทกผนังห้องอีกด้าน โชคดีที่พวกเขาใส่อุปกรณ์ดำน้ำทันเวลาไม่อย่างนั้นอาจทนกระแสน้ำอันเชี่ยวกราดไม่ไหวและคงสำลักน้ำตายอย่างทรมาน
เหล่านักดำน้ำออกจากตัวเรือได้สำเร็จจากบานกระจกอีกด้านที่ถูกแรงดันน้ำทำลาย พวกเขาไม่รู้ว่าออกซิเจนในถังมีมากแค่ไหนและเพียงพอสำหรับใช้ระหว่างทางหรือไม่ รู้แค่เพียงว่าต้องรีบว่ายขึ้นไปบนผิวน้ำให้ไวที่สุดโดยมีเชื้อชูชีพทำหน้าที่ช่วยพยุงอีกแรง เว้นแต่แมกซ์กับชนินทร์ที่ต้องใช้พลังใจล้วนๆเนื่องจากไม่มีเครื่องช่วยพยุงกายให้โผล่พ้นน้ำ อีกทั้งยังมีเสื้อผ้ารุงรังคอยถ่วงร่างกายให้เคลื่อนไหวลำบากอีก
เมื่อตั้งท่าได้ พวกเข้าม้วนหัวไป้าและว่ายเฉียงขึ้นไป อากาศจากถังออกซิเจนถูกสูบผ่านหลอดลมลงสู่ปอดช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขาระหว่างอยู่ใต้น้ำได้เป็อย่างดี เว้นแต่ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่ส่งผลให้การขยับตัวเป็ไปด้วยความยากลำบาก แต่มันไม่เป็ปัญหาสำหรับพวกเขาเท่าไหร่เพราะทั้งหมดโหยหาออกซิเจนเหนือผิวน้ำมากกว่า
เหล่านักศึกษาว่ายเกาะกลุ่มกันและเงยหน้ามอง้าอยู่เป็ระยะ เพราะหน้ากากที่พวกเขาสวมอยู่ส่งผลให้มองรอบข้างได้ถนัดตา พวกเขาเคลื่อนตัวไปยัง้าเรื่อยๆจนในที่สุดก็ขึ้นมาถึงระยะ 15 ฟิต
แมกซ์ส่งสัญญาณมือให้หยุด
พวกเขาหยุดอยู่กับที่เพื่อระบายไนโตรเจนออกจากร่างกาย อย่างน้อยมันก็ปลอดภัยกว่าการขึ้นสู่ผิวน้ำโดยตรง และเปิดโอกาสให้ปอดได้ปรับแรงดัน ลดความเสี่ยงในการขึ้นสู่ผิวน้ำ่ระยะหนึ่งถึงสองเมตรสุดท้าย เมื่อผ่านไปประมาณสามนาทีพวกเขาก็ขึ้นสู่ผิวน้ำสำเร็จ
แมกซ์ ตะวัน ชนินทร์ สายป่าน แอน ทุกคนยังอยู่ครบ ทั้งห้าคนต่างหันมายิ้มให้กันด้วยความสะใจและกู่ร้องสุดเสียงท่ามกลางทะเลคลั่งรอบด้าน เสียงฟ้าผ่าสนั่นหวั่นไหวเป็ตัวการทำให้ทั้งหมดใจสั่นคลอน แสงฟ้าแลบวาบไปทั่วผืนฟ้าและมหาสมุทรบังเกิดเป็ภาพอันน่ากลัวราวกับโลกนี้กำลังล่มสลาย
ร่างของทั้งห้าชีวิตล่องลอยไปตามระลอกคลื่นสูงต่ำ น้ำทะเลสีฟ้าเปลี่ยนเป็สีดำทมิฬเมื่ออยู่ในยามวิกาล มันเหมือนสถานที่ซึ่งเป็ศูนย์รวมความมืดที่พร้อมจะดูดกลืนทุกสรรพชีวิตลงสู่เบื้องล่าง ทว่าแสงของดวงจันทร์เบื้องบนส่องสว่างบนผิวน้ำช่วยกลบความชั่วร้าย สะท้อนเป็ภาพดวงจันทร์อีกดวงบนผืนมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ซึ่งใครพบเห็นก็เป็ต้องตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามของมัน
แต่ไม่ใช่กับเหล่านักศึกษาผู้โชคร้ายทั้งห้าชีวิตเป็แน่ ความโกลาหลของท้องทะเลแห่งนี้ทำให้พวกเขาหวาดกลัวจนแทบเป็บ้า มีคลื่นหลายลูกพยายามพัดพวกเขาแยกออกจากกันแต่ไม่สำเร็จเพราะมืออันเหนียวแน่นจับกันไว้อย่างดีราวกับทั้งหมดเป็อันหนึ่งอันเดียวกัน ทุกอย่างควรไปได้สวยกว่านี้หากไม่มีคลื่นขนาดมหึมาอีกลูกที่กำลังจะเข้าปะทะพวกเขาในอีกไม่ช้า