บนแผ่นหลังของเทียนฟาง ปรากฏเป็นรูปตราประทับสีแดงจางจาง รูปร่างของมันเหมือนกับตัวอักขระโบราณที่เกี่ยวพันกันเป็นวงกลม คล้ายกับวงแหวนเวทประเภทหนึ่งตรงกลางวงแหวน ถูกพาดไว้ด้วยรูปสลักกระบี่หนึ่งเล่ม เมื่อมองดูแล้วจะรู้สึกว่ามันสามารถขยับไปมาได้ราวกับมีชีวิตอยู่ก็ไม่ปาน
ทุกสายตาของทุกคนรวมไปถึงเทียนฟางเองที่จดจ้องไปยังตราประทับนั้นต่างเต็มไปด้วยอาการตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด
"นี่มันเรื่องจริงหรือ"
เทียนฟางพึมพำออกมาแผ่วเบา ในตอนนั้นเองที่ทิวรั่วซานและเยี่ยซุนได้คุกเข่าลงพร้อมกับกล่าวว่า
"กระบี่โลหิต สังหารทุกต่อต้าน สะพัดกลิ่นโลหิตทั่วแดนนรกสวรรค์ บัญญัติมารฟ้ามิอาจขัดขืน!!! "
เป็นอีกครั้งที่เทียนฟางต้องตกตะลึงกับท่าทีที่ดูอ่อนน้อมเหล่านั้น ทันใดนั้นเอง ฟงหยานที่ออกไปข้างนอกก็กลับมาพร้อมกับอาการบาดเจ็บสาหัส ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผลน้อยใหญ่ที่ดูรุนแรงที่สุดคงเป็นบาดแผลจากคมกระบี่บริเวณท้อง
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น"
เทียนฟางแตกตื่น สีหน้าลนลานรีบถามด้วยน้ำเสียงละล่ำละลักกับฟงหยานที่อยู่ในอาการสาหัส เมื่อมองเห็นคนของตนเองบาดเจ็บฉะนั้นไฟแห่งความโกรธแค้นก็ได้ปะทุขึ้น
"ในขณะที่ข้าน้อยกำลังสำรวจพื้นที่รอบๆ และพบเข้ากับทะเลสาบแห่งหนึ่ง ที่นั่นข้าได้พบกับสมุนไพรจำนวนมากที่สำคัญมันยังเต็มไปด้วยต้นจิตพยัคฆ์
แต่ขณะที่ข้ากำลังเก็บเกี่ยวมานั้น ก็เจอเข้ากับคนกลุ่มหนึ่งไม่ทราบว่าพวกมันมาจากที่ใด พวกมันพอเห็นต้นจิตพยัคก็ตรงเข้ามาทำร้ายข้าทันที โชคดีที่ข้าหนีออกมาได้ ไม่เช่นนั้นคงได้ทอดร่างลงตรงนั้นแล้ว
เทียนฟางและคนอื่นๆ พอได้ยินดังนั้นต่างก็ปะทุความโกรธแค้นขึ้นมาในทันที
"ตอนนี้พวกมันอยู่ที่ไหน"
แต่ไม่ทันที่ฟงหยานจะได้พูดสิ่งใดออกมา เสียงระเบิดพลันดังขึ้นบริเวณหน้าถ้ำพร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดังตามมา น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเยียดหยามสะใจอย่างเห็นได้ชัด
"ออกมาให้บิดาของเจ้าเหยียบเล่นซะ เจ้าพวกหนูสกปรก"
เสียงตะโกนดังเข้ามาในถ้ำ เทียนฟางและพวกจึงตัดสินใจออกไปข้างหน้าถ้ำ ก่อนจะพบเข้ากับคนกลุ่มหนึ่ง พวกมันแต่งกายด้วยชุดคลุมสีน้ำเงินปักลวดลายสวยงาม มีรูปสลักดอกบัวน้ำแข็งไว้ตรงแขนเสื้อ ทุกคนต่างเหน็บกระบี่ไว้ข้างเอว ข้างๆ มีพู่สีทองแดงห้อยอยู่ ในยุทธภพนี้ต่างรู้กันดีว่าพู่สีทองแดงแสดงถึงฐานะของศิษย์สำนักนอกเท่านั้น แต่พวกมันกลับเหิมเกริมได้ถึงเพียงนี้
เทียนฟางคาดคะเนด้วยสายตาพวกมันมีไม่ต่ำกว่าสิบคน
"เป็นฝีมือพวกเจ้าสินะ"
ทิวรั่วซานเอ่ยออกไป น้ำเสียงเยียบเย็นแฝงความอำมหิตเอาไว้อย่างถึงที่สุด
"ไหนในคำสั่งบอกว่ามียี่สิบคน แล้วทำไมถึงกลายเป็นสี่คนได้ละเนี่ย แต่ก็ดีเหมือนกัน จะได้จบงานเร็วขึ้น"
พวกมันพูดคุยกันราวกับพวกเทียนฟางเป็นอากาศธาตุ ไม่ควรค่าแก่การจ้องมองดูด้วยซ้ำ
"เอาล่ะ มอบหัวของพระเจ้ามาได้แล้วพวกหนูสกปรกจากดินแดนมารฟ้า" ชายคนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะ มันมีรูปร่างสูงโปร่ง สีหน้าสำอางนั้นเพียงมองดูก็รู้ ว่าต้องสูญเสียทรัพยากรไปมากมายเพียงใดกับใบหน้าที่ดูขาวนวลนั้น
"มาถึงก็เอาแต่พล่ามไม่เห็นหัวคนอื่นหากพวกเจ้าคิดว่าหัวของข้า มันหลุดออกจากคอง่ายนักก็เข้ามาเอาสิ" เป็นทิวรั่วซ่นที่เอ่ยออกไป ก่อนจะหันมาบอกกับเทียนฟางว่า
"ที่นี่ไม่ปลอดภัยนัก ขอท่านถอยออกไปข้างหลังก่อน ตอนนี้ข้าไม่สะดวกดูแลฟงหยาน เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านแล้ว"
ในขณะนี้เทียนฟางกำลังจะพูดออกไปนั้น เขาพลันถูกห้ามโดยเยี่ยซุนเสียก่อน เยี่ยซุนส่ายหัว ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า
"ขอท่านประมุขน้อยอย่าเป็นกังวล อย่าได้ดูถูกฝีมือของหัวหน้าจนเกินไป ท่านลองดูให้ดีเถิด พลังของชายผู้ที่ถูกเลือกให้เป็นนักรบปีศาจแห่งดินแดนมารฟ้า"
เยี่ยซุนเอ่ยก่อนจะนำเทียนฟางขยับออกไปข้างหลัง แล้วหยุดยืนอยู่ในจุดที่ห่างออกไป ก่อนจะนำเม็ดยาห้ามเลือดและเม็ดยาฟื้นฟูมอบให้กับฟงหยานที่นั่งหอบหายใจหนักพร้อมกับกุมบาดแผลที่ท้องเอาไว้
"หากพวกเจ้าคิดว่าคนเพียงสิบกว่าคนจะจัดการข้าผู้นี้ได้ นับว่ามีความคิดตื้นเขินเกินไปแล้ว" เมื่อเห็นว่าเทียนฟางขยับออกไปจนห่างแล้ว เขาจึงเดินเข้าไปหาพวกคนที่สวมชุดคลุมสีน้ำเงิน เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง
"น่าขันพวกเจ้าคิดหรือว่าพวกเราสำนักบัวหิมะจะโง่เขลาถึงเพียงนั้น"
พอชายที่เป็นหัวหน้าพูดจบกลุ่มของเทียนฟางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจำนวนมากใกล้เข้ามา ในที่สุดก็ปรากฏต่อหน้าของเทียนฟางและคนอื่นๆ
คาดคะเนด้วยสายตาแล้วคงมีไม่ต่ำกว่าร้อยคนเป็นแน่
"พวกเราช่วยกันสู้เถอะ อย่างน้อยก็ยังพอมีทางรอด"
เทียนฟางพูดขึ้นทำท่าจะขยับพุ่งเข้าไปช่วยทิวรั่วซาน แต่กลับเป็นเยี่ยซุนที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยกมือขวางไว้อีกครั้ง เขาส่ายหัวพลางกล่าวขึ้นเหมือนเช่นเดิมว่า
" ขอท่านประมุขน้อยจงดูให้ดีเถอะ ชายที่ถูกเรียกว่านักรบปีศาจ นักสู้แห่งดินแดนมารฟ้า"