นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 97 สายเลือด

            ตอนที่ 97 สายเลือด

             

             

            วันนี้เป็นวันทำงานวันสุดท้ายของเขาก่อนจะได้ใช้หยุดยาว หลังจากเรื่องหนักหน่วงในงานประมูลจบลงไป การได้กลับมาทำงานเดิม ๆ ธรรมดา ๆ ในวันปกติอีกวันหนึ่งก็ทำให้นิทานรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก

             

            เป็นอย่างที่ผู้พันลาลันตาว่าไว้ นภาได้ลาหยุดไปก่อนแล้ว แต่ดูเหมือนเขาจะไม่หยุดรวดเดียว เพียงใช้วันหยุดสลับไปมา เห็นว่าต้องการใช้เวลากับครอบครัวของตน หัวหน้าเมย์ยังบอกด้วยว่าเมื่อเช้าเธอเห็นนภาอุ้มน้องกวางหลานสาวของตนไปโรงเรียนด้วยใบหน้าเบิกบาน

             

            คาซาจะเริ่มหยุดตั้งแต่พรุ่งนี้พร้อม ๆ กันกับนิทานอย่างพอดิบพอดี เธอบอกว่าเธอได้ลงหลักสูตรสำรวจถ้ำของเมืองหลวงเอาไว้ เป็นกิจกรรมสนุก ๆ ที่เธอชอบทำยามว่าง เธอนำตราสมาชิกกิตติมศักดิ์ของชมรมสำรวจถ้ำออกมาอวดเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

             

            หัวหน้าเมย์และเตวันนั้นยังไม่ได้วางแผนใช้วันหยุดแต่อย่างใด พวกเขาบอกเองว่าพวกเขาชอบงานที่ทำอยู่นี้ และการมาทำงานช่วยคนในแต่ละวันคือสิ่งที่พวกเขามีความสุขจะทำจึงได้แต่เก็บวันหยุดไว้ก่อน ส่วนกีออนจะเริ่มหยุดสัปดาห์หน้า เขาบอกว่าเขาไม่ได้มีอะไรที่อยากทำเป็นพิเศษ จึงขออยู่ช่วยงานหัวหน้าเมย์และเตวันไปก่อน

             

            เย็นวันนั้น นิทานเก็บข้าวของที่มีไม่มากของตนเตรียมพร้อม เมืองท่าข้างสมุทรจุดหมายของเขานั้นอยู่ค่อนข้างไกล ถึงโดยสารนกยักษ์ 8ปีกไปก็ต้องใช้เวลาถึง 5ชั่วโมง นครรัตนะนั้นอยู่เกือบใจกลางอาณาจักรไฟกัลป์ค่อนไปทางตะวันออกเล็กน้อย ทางตะวันตกสุดคือชายแดนที่ติดกันกับหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยวและเป็นที่ตั้งของเมืองศิลาลัย บ้านเกิดของเขาเอง ส่วนเมืองท่าข้างสมุทรนั้นตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอาณาจักร ติดกับชายทะเล หากเดินทางลงใต้ไปอีกเล็กน้อยก็จะเข้าสู่ขุนเขาและพฤกษา เขตแดนของเผ่าซือบาสและเผ่ารูเบียส

             

            แม้เขาจะเก็บของเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว หากเขายังไม่ได้ซื้อตั๋วโดยสารแต่อย่างใด เขาต้องการให้คีตาดื่มโลหิตสรรพชีวิตที่หน่วยพิทักษ์เมืองพรุ่งนี้เช้าก่อน หากทุกอย่างราบรื่นดีจึงจะไปซื้อตั๋วโดยสารและเดินทางในวันเดียวกันนั้น

             

            เขาไม่สามารถทดลองใช้ร่มปกปักหทัยของตนในนครรัตนะได้ จะอย่างไรฝักฝ่ายอื่นที่จับตาดูเขาก็ยังมีอีกมาก แต่การปลุกพลังทางสายเลือดของคีตานั้นเขาไม่กล้าเสี่ยงแม้แต่น้อย เขาต้องการให้คีตาลองดื่มมันภายใต้การเฝ้าระวังของผู้พันลาลันตาในหน่วยพิทักษ์เมือง

             

            แม้การทำเช่นนี้อาจจะลำบากและมีสิทธิ์ที่ข่าวสารจะรั่วไหล แต่เขาไม่ยอมเสี่ยงนำคีตาไปทดลองดื่มมันในที่ลับตาคนแล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นเป็นอันขาด หากเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ นครรัตนะอันเป็นแหล่งรวมของยอดฝีมือย่อมมีโอกาสมากกว่าที่จะช่วยชีวิตของคีตาได้

             

            คืนก่อนเขาจึงได้ทำการนอนคุยกับคีตาเรื่องโลหิตสรรพชีวิต อธิบายให้มันเข้าใจว่ามันคืออะไรและดื่มไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

             

            เขาย่อมไม่ให้มันดื่มโดยไม่ศึกษาอะไรมาก่อน ก่อนกลับและเมื่อวานนี้เขาได้ถามผู้พันลาลันตาเรื่องโลหิตสรรพชีวิตและค้นหาบันทึกเกี่ยวกับการปลุกพลังทางสายเลือดของสัตว์อสูรในหอสมุดมาแล้ว

             

            บางตำราที่บันทึกไว้เขาถึงกับยอมจ่ายเงินหลายหมื่นไกอาเพื่อซื้อข้อมูลในส่วนนี้ แม้มันจะแพงจนเขารู้สึกเจ็บแปล๊บในอก เขายังเหลือเงินเก็บอีกหลายแสนไกอาแต่เงินหลายหมื่นนั้นก็เท่ากับเงินเดือนของเขาทั้งเดือนเลยทีเดียว

             

            นิทานนำร่มปกปักหทัยมาถือไว้ในมือและเหวี่ยงเล่นไปมาในห้องโดยไม่ใส่แรงและพลังมากนัก จะอย่างไรเขาก็อยู่ในหอพัก เขาเพียงต้องการสร้างความคุ้นชินกับมันเท่านั้น

             

            ยิ่งนิทานเหวี่ยงมันไปมาเท่าไหร่เขาก็ยิ่งรู้สึกพอใจ ตัวเขาเองไม่ได้ถนัดอาวุธอะไรเป็นพิเศษอยู่แล้ว เขาไม่ชอบการปะทะกันซึ่ง ๆ หน้า เขาชอบลอบโจมตีมากกว่า ดังนั้นอาวุธอะไรก็เหมือน ๆ กันสำหรับเขา แต่นิทานก็ต้องยอมรับว่าร่มปกปักหทัยคันนี้เหมาะมือเขามากจริง ๆ

             

            แม้รูปร่างและหัวหอกที่แหลมคมของมันจะเป็นการบอกชัดแก่ผู้ที่เห็นมันว่ามันคืออาวุธ แต่เพราะความใหญ่และใบร่มที่หุบได้ของมันนั้น ทำให้เขาสามารถซ่อนอาวุธอื่นไว้ร่วมกันได้ง่ายมาก

             

            ในเมื่อศัตรูเห็นเขาถืออาวุธคันใหญ่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาเช่นนี้พวกเขาย่อมไม่ทันนึกถึงอาวุธลับที่เขาซ่อนไว้ในร่ม เหมาะมากกับวิธีการต่อสู้ของเขา อีกอย่างหนึ่งที่นิทานชอบในร่มคันนี้ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะส่วนตัวเล็กน้อย ก็คือการที่ใบร่มของร่มปกปักหทัยถูกสร้างจากหนังของฉลามสูบชีวิต หนึ่งในราชันย์แห่งท้องทะเล

             

            เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องความคงทน ลวดลายอันสวยงาม หรือสีน้ำเงินเข้มที่ถูกจริตเขา แต่เขาหมายถึงความเย็นที่มันแผ่ออกมาเวลาเขากางร่ม

             

            ฉลามสูบชีวิตเป็นสัตว์น้ำที่มีความสามารถเกี่ยวกับวิญญาณ ความเย็นในตัวของมันจึงมากกว่าสัตว์อื่น ๆ หลายเท่า อุณหภูมิร่างกายของมันต่ำจนไม่น่าเชื่อว่ามันคือสิ่งมีชีวิต หนังของมันจึงได้รับอานิสงส์ความเย็นนี้มาด้วย

             

            ประเด็นหลักเลยก็คือ อาณาจักรไฟกัลป์มันร้อน! เขาไม่ชอบความร้อนและเป็นคนขี้ร้อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แม้เขาจะอาศัยอยู่ในอาณาจักรนี้มาทั้งชีวิตแต่เขาก็ยังคงรำคาญเวลาเหงื่อออกเพราะความอบอ้าวอยู่ดี

             

            ยิ่งพอเขาย้ายมาที่นครรัตนะอันเป็นที่ประทับของตัวแทนแห่งไฟแล้วความร้อนดูจะน่ารำคาญยิ่งขึ้นไปอีก แม้แต่แดดอ่อน ๆ ก็ดูจะอบกายของเขาให้แห้งได้

             

            ดังนั้นการที่ร่มคันนี้ปล่อยไอเย็นออกมารอบตัวทำให้เขามีความสุขมากกับการเดินกางร่มไปไหนมาไหน วันนี้ทั้งวันหน่วยสามจึงมักเห็นนิทานเดินกางร่มทำงานแทบทั้งวัน ตัวคีตาเองก็ดูจะแนบชิดกับนิทานมากกว่าปกติ เมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้เขาจึงได้รู้ว่าใต้ร่มของนิทานนั้นเย็นสบายแค่ไหน

             

            วันนี้จึงเป็นวันหนึ่งที่พวกเขาทำงานจับคนร้ายได้ยากลำบากกว่าปกติ เหตุผลหลักก็เพราะกีออนและเรนเอาแต่เนียนเกาะอยู่ใกล้ ๆ นิทาน หัวหน้าเมย์และเตวันถึงกับส่ายหน้าขำแต่ก็ยังดีที่ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี

             

            หลังจากที่เขาลองเหวี่ยงร่มไปมาจนเหงื่อออก เขาก็กางร่มพาดบ่านั่งพักในห้อง เขานึกถึงถ้อยคำที่ผู้พันลาลันตาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับโลหิตสรรพชีวิตและบันทึกต่าง ๆ ที่เขาอ่านเมื่อเย็นนี้

             

            ‘การปลุกพลังทางสายเลือดงั้นเหรอ เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้มีมากขนาดนั้นนะ’ ผู้พันลาลันตาพูดขึ้น

             

            ‘ยิ่งกับเผ่าทรงปัญญาอย่างพวกเราแล้วเรียกได้ว่าแทบไม่มีโอกาสเลยล่ะ ในยุคสมัยนี้ยิ่งดูเหมือนจะไม่มีมนุษย์ที่ปลุกพลังทางสายเลือดได้เลยด้วยนะ คนล่าสุดที่ฉันเคยได้ยินมาก็คือองค์เหนือหัว ราชาแห่งอาณาจักรเก่าที่ล่มสลายไปแล้ว’

             

            ‘ใช่ ยิ่งผ่านจากต้นกำเนิดมานานแค่ไหน ก็ยิ่งยากที่จะปลุกขึ้นเท่านั้น ต้นกำเนิดของเผ่ามนุษย์ที่สลักนามไว้ในกาลเวลาท่านนั้นก็หลายหมื่นปีแล้วล่ะ ชื่ออะไร? สลักนามไว้ในกาลเวลาแต่ทำไมนายไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน?’

             

            'เพราะนายกระจอกเองไง' ผู้พันลาลันตาหัวเราะเสียงดัง

             

            'ในสายตาของฉันน่ะ เวลาที่มองไปยังสิ่งที่เกี่ยวข้องกับท่าน นามของท่านก็จะปรากฏขึ้นมาเองเลยล่ะ สิ่งที่ฉันบอกได้คือท่านเป็นเอกในเรื่อง จิตใจ’ ผู้พันลาลันตาหัวเราะเมื่อเขาถามว่าหากสลักนามไว้ในกาลเวลาจริง ทำไมเขากลับไม่เคยได้ยินชื่อของบรรพบุรุษมาก่อนเลย ท่าทีเด๋อด๋าของเขาเรียกเสียงหัวเราะของเธอได้อย่างจัง

             

            ‘พลังทางสายเลือดขององค์เหนือหัว? ไม่รู้หรอก ยุคปัจจุบันนี้คงเหลือแค่องค์ราชินีกับคนเฒ่าคนแก่อีกไม่กี่คนละมั้งที่รู้ แต่ให้เดาก็คงเกี่ยวกับจิตใจนั่นแหละ ก็ท่านบรรพบุรุษเป็นเอกด้านนี้นี่นา’

             

            ‘เอาล่ะ กลับมาเรื่องเดิมกันก่อน แม้เผ่าพันธุ์ทรงปัญญาอย่างพวกเราจะแทบไม่มีโอกาสเลยที่จะปลุกพลังทางสายเลือดได้ แต่สัตว์อสูรหรือสัตว์ป่าไม่เหมือนกันหรอก’ ผู้พันลาลันตาพูดเสียงเบา พลางมองไปยังคีตา

             

            ‘ฉันไม่ได้บอกว่ามันปลุกพลังง่ายนะ โอกาสน้อยมากต่างหาก ยิ่งเป็นสัตว์ป่าธรรมดา ๆ อย่างคีตายิ่งยาก แต่ยังไงโอกาสก็ยังสูงกว่าเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาเยอะล่ะนะ’

             

            'ถ้าปลุกพลังสำเร็จมันจะได้รับพลังส่วนหนึ่งของบรรพบุรุษของมันมาใช้ เพราะบรรพบุรุษไม่แข็งแกร่งถึงขั้นสลักนามไว้ในกาลเวลาได้ก็เลยสามารถปลุกพลังได้ง่ายกว่า แต่ก็แข็งแกร่งมากพอจะถูกเรียกขานว่าเทพอสูร ส่งต่อสายเลือดของตัวเองได้ ก็เลยถ้าปลุกพลังสำเร็จก็จะพัฒนาไปได้อีกมาก'

             

            ‘ฉันเคยเจอสัตว์อสูรที่ปลุกพลังทางสายเลือดสำเร็จหลายครั้งอยู่นะ ในสงครามกวาดล้างก็มีหลายตัว พวกเขาเหล่านั้นเรียกได้ว่าคนละระดับเลยล่ะ’ ผู้พันลาลันตานึกถึงสงครามมากมายที่เธอเคยเข้าร่วม

             

            ‘สัตว์อสูรน่ะ สายเลือดของเทพอสูรเข้มข้นกว่า เลยเป็นสัตว์อสูรไง แต่สัตว์ป่าน่ะผ่านการวิวัฒน์มาหลายรุ่นแล้ว คีตาถูกจัดอยู่ในส่วนนี้’

             

            ‘นายน่าจะศึกษามาบ้างแล้วใช่มั้ย เผ่าพันธุ์สุนัขส่วนใหญ่น่าจะได้รับสายเลือดมาจากสามเทพอสูร เทพอสูรสุนัขคว้าจันทร์ เทพอสูรหมาป่าคมเขี้ยว เทพอสูรจิ้งจอกหอนสุริยัน ฉันว่าน่าจะเทพอสูรหมาป่าคมเขี้ยวมั้ง เป็นหมาป่านี่นา แถมน่ารักขนาดนี้อีก’ ผู้พันลาลันตาดึงคีตาขึ้นมากอด

             

            ‘นายไม่ต้องกังวลเรื่องความเสี่ยงมากนักหรอก คิดซะว่าซื้อหวยก็ได้ ไม่ได้มีข้อเสียมากนัก ถึงปลุกพลังไม่สำเร็จก็ได้รับพลังกายเพิ่มมาระดับหนึ่งอยู่ดี คงจะเสียดายเรื่องราคาล่ะมั้ง แพงจะตายสมบัติที่ใช้ปลุกพลังทางสายเลือดได้น่ะ ถ้าขวดนี้มีโอกาสปลุกพลังทางสายเลือดของเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาได้นะ แม้จะมีโอกาสไม่ถึง 1ในล้านส่วน ขวดนี้ราคาต่ำ ๆ ก็น่าจะหลายพันล้านเลยล่ะ’ ผู้พันลาลันตาหัวเราะ

             

            ‘อีกเรื่องที่ควรจำไว้ก็คือ การปลุกพลังทางสายเลือดก็เหมือนการทำพิธีสลักคำนั่นแหละ โดยทั่วไปแล้วมีโอกาสครั้งเดียวเท่านั้น ครั้งต่อ ๆ ไปถ้าฝืนทำได้โอกาสจะน้อยลงจนแทบไม่มี ตีซะว่าถ้าปลุกพลังทางสายเลือดของคีตาครั้งนี้ไม่สำเร็จ ครั้งต่อไปก็ไม่ต้องพยายามหรอก เปลือง’ ผู้พันลาลันตากล่าวสรุป


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน