สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 77 ข้าไม่เห็นจะเข้าใจเลย

    หลังจากผู้อาวุโสใหญ่ร้องคร่ำครวญจบลง


    เปรี้ยง!


    สายฟ้าสีดำพุ่งออกจากปลายนิ้วของยูรัน ฉีกผ่านอากาศเข้าใส่ใบหน้าของผู้อาวุโสใหญ่โดยไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว


    เคร้ง!


    ผลึกทั้งสองก้อนภายในเบ้าตาแตกละเอียดพร้อมกัน


    “อ๊ากกกกก!”


    ผู้อาวุโสใหญ่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ตบะซึ่งเคยสูงถึงจุดสูงสุดของขอบเขตหลอมสุญญตาร่วงหล่นลงอย่างรวดเร็ว


    ไม่เพียงเท่านั้น ร่างกายของมันยังแห้งเหี่ยวลงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พลังชีวิตและตบะทั้งหมดถูกผลึกทั้งสามก้อนที่เคยหลอมรวมกันดูดกลืนกลับไปจนแทบไม่เหลือ


    “เจ้า... เจ้ากล้าดีอย่างไร!”


    ผู้อาวุโสใหญ่ทรุดลงกับพื้น มองร่างกายที่กำลังแห้งเหี่ยวของตนด้วยความหวาดกลัว


    “พลังของข้า! เหตุใดพลังของข้าจึงหายไปหมด!”


    ยูรันเก็บพลัง ก่อนปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงออกจากหัวไหล่อีกครั้ง แล้วดึงผ้าปิดตากลับขึ้นมาปิดดวงตาตามเดิม


    “เนตรมารบรรพกาลอะไรนั่น ไร้สาระสิ้นดี”


    เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้อาวุโสใหญ่ก็กระอักเลือดออกมาคำโต


    “เจ้าเองก็มีเนตรมารบรรพกาลเหมือนกัน! เหตุใดจึงกล้าบอกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ!”


    “ในเมื่อท่านกำลังจะดับสูญ ข้าจะบอกอะไรให้ฟังสักหน่อยก็แล้วกัน”


    ยูรันยกนิ้วขึ้นอย่างสบายอารมณ์


    “ถือเป็นความรู้ประดับสมองของท่าน รวมถึงพวกสมองหมาปัญญาควายที่อยู่ในโถงนี้ด้วย”


    “...”


    คิ้วของทุกคนภายในโถงวิหารกระตุกพร้อมกัน


    [ชายผู้นี้กำลังด่าพวกเราทั้งหมดว่าโง่อยู่ใช่หรือไม่?]


    เซี่ยเยว่หลีกลับมีดวงตาเป็นประกาย ตั้งใจรอฟังเป็นพิเศษ ส่วนเซี่ยชางหมิงกับมู่เฉิงยังคงตกตะลึง แต่ก็เงี่ยหูฟังอย่างไม่รู้ตัว


    “เอาแค่สองเรื่องก็พอ”


    ยูรันยกนิ้วแรกขึ้น


    “หนึ่ง หินพวกนั้น ข้าเรียกว่าหินของคนโง่”


    “มันไม่ได้มอบพลังให้ผู้ใช้จริง ๆ แต่จะดูดพลังจากรอบข้าง รวมถึงพลังของผู้ที่หลอมรวมกับมันมาเก็บไว้ภายในตัวเอง จึงทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดว่าตนได้รับพลังมหาศาล”


    “เมื่อหลอมรวมกันแล้ว ผู้ใช้จะถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของหิน หากหินแตกหรือสลาย พลังทั้งหมดก็จะถูกดึงกลับไปพร้อมกัน”


    ยูรันชี้ไปยังร่างแห้งเหี่ยวของผู้อาวุโสใหญ่


    “เดิมทีผลึกก้อนแรกก็กัดกินรากฐานของท่านไปไม่น้อยแล้ว แต่ท่านยังดึงผลึกอีกสองก้อนมาหลอมรวมต่อ เท่ากับมอบทั้งตบะและพลังชีวิตที่เหลือให้พวกมันด้วยตนเอง”


    “ตอนนี้ผลึกทั้งสามแตกหมด พลังที่เชื่อมโยงกับพวกมันจึงถูกดึงกลับไปทั้งหมด ร่างของท่านจะค่อย ๆ แห้งเหี่ยว ก่อนสลายกลายเป็นธุลีในที่สุด”


    เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม


    “ที่ข้าบอกว่าไม่มีวิธีต่อสู้กับท่าน ข้าหมายความว่าข้าอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐาน ย่อมสู้กับท่านตรง ๆ ไม่ได้”


    “แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะทำลายหินเปราะ ๆ พวกนั้นไม่ได้เสียหน่อย”


    เซี่ยชางหมิงรีบหันไปถามบุตรสาว


    “ลูกรัก ที่เขาบอกว่าหากผลึกแตก ผู้หลอมรวมจะสูญเสียพลังทั้งหมด เป็นความจริงรึเปล่า?”


    เซี่ยเยว่หลีพยักหน้า


    “จริงค่ะ ลูกเคยเห็นมากับตาแล้ว”


    เซี่ยชางหมิงนิ่งค้างไปทันที


    [บัดซบ! หากรู้ตั้งแต่แรก ข้าคงจัดการตาแก่นั่นไปนานแล้ว!]


    ยูรันยกนิ้วที่สองขึ้น


    “สอง เนตรมารบรรพกาลอะไรนั่น หากใช้สมองคิดสักหน่อยก็แยกออกแล้วว่าเป็นของจริงหรือของปลอม”


    “ถ้ามันเป็นเนตรวิเศษจริง อย่างน้อยก็ควรมีความสามารถพิเศษมากกว่าการเพิ่มพลังเพียงอย่างเดียว หากทำได้แค่นั้น พวกท่านเอามันไปหลอมเป็นโอสถกินเสียยังจะมีประโยชน์กว่า ทำไมต้องควักตาตัวเองแล้วฝังหินเข้าไปด้วย?”


    “...”


    เซี่ยชางหมิงและคนอื่น ๆ ต่างครุ่นคิดตาม ก่อนสีหน้าจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป


    จริงด้วย


    เหตุใดก่อนหน้านี้พวกเขาจึงคิดเรื่องง่ายดายเช่นนี้ไม่ได้?


    เซี่ยเยว่หลีพยักหน้าเห็นด้วยทุกประการ


    ยูรันกล่าวต่อ


    “ส่วนดวงตาของข้าที่เปลี่ยนสี เป็นเพียงผลจากการใช้จิตมารในระดับสูง ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเนตรมารบรรพกาลทั้งนั้น”


    “หากตั้งใจมองให้ดีจะเห็นว่า ดวงตาของข้ากับเยว่หลีจะมีสีดำและสีขาวเหมือนกัน แต่เนื้อแท้และระดับความบริสุทธิ์แตกต่างกันอย่างชัดเจน ไอ้พวกสมองกลวงเอ๊ย”


    เซี่ยเยว่หลีเบิกตากว้าง


    [จริงด้วย แม้ดวงตาของข้าจะเปลี่ยนสีพร้อมกันทั้งสองข้าง แต่กลับไม่ใสสะอาดและลึกล้ำเท่าดวงตาของยูรันเลย]


    นางรีบถามขึ้น


    “แล้วก่อนหน้านี้ เหตุใดดวงตาของข้าจึงเปลี่ยนเพียงข้างเดียว?”


    ยูรันเอียงคอ


    “ก็เพราะความสามารถในการควบคุมของเจ้าต่ำ ผลข้างเคียงก็ออกมาแค่ข้างเดียว ไม่ใช่เรื่องปกติรึไง?”


    “...”


    ทุกคนภายในโถงวิหารนิ่งอึ้งไปพร้อมกัน


    “อ๊ากกกกก! เจ้าหลอกข้า! เป็นไปไม่ได้ เจ้ากำลังหลอกข้า!”


    ผู้อาวุโสใหญ่กรีดร้องอย่างเสียสติ ทว่าร่างกายของมันยังคงแห้งเหี่ยวลงอย่างต่อเนื่อง ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด


    ยูรันคร้านจะเสวนากับคนที่กำลังจะตาย เขาหันไปทางเซี่ยชางหมิงแทน


    “ตาแก่ หากท่านคาดหวังให้ข้าเคารพก็ฝันไปเถอะ ท่านอ่อนแอจนต้องให้ลูกสาวกลับมาช่วยถึงที่ ข้าไม่ชอบ”


    คิ้วของเซี่ยชางหมิงกระตุกทันที


    [ไอ้เด็กนี่ เพิ่งพบหน้ากันก็ด่าข้าเลยหรือ?]


    ยูรันไม่สนใจสีหน้าของอีกฝ่าย เขาหันไปหาเซี่ยเยว่หลี


    “นี่ ข้าง่วงแล้ว พาข้าไปนอนหน่อย ส่วนผู้อาวุโสใหญ่นั่นก็ปล่อยไปเถอะ อีกไม่นานคงกลายเป็นฝุ่นเอง”


    เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนชี้ไปทางเซี่ยชางหมิง


    “ส่วนพ่อเจ้าก็ยังมีเรื่องต้องจัดการ”


    เซี่ยชางหมิงขมวดคิ้ว


    “เรื่องอะไร?”


    “ผู้อาวุโสใหญ่กำลังจะตาย แล้วท่านไม่คิดจัดการคนทรยศพวกนี้หรืออย่างไร?”


    ยูรันกวาดหน้ามองผู้คนทั่วทั้งโถงวิหาร


    “หรือคิดจะทิ้งไว้ให้ลูกสาวของท่านเก็บงานด้วยตัวเองอีก เป็นถึงเจ้าสำนักแท้ ๆ ช่างน่าสมเพชจริง ๆ”


    “...”


    เซี่ยชางหมิงรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งอุดตันอยู่กลางอก


    [อึก! ไอ้เด็กเปรตนี่ด่าข้าไม่หยุด แต่สิ่งที่มันพูดกลับมีเหตุผลทุกคำ!]


    เดิมทีเซี่ยเยว่หลีเองก็อยากจัดการเหล่าคนทรยศ นางอยากตัดศีรษะพวกมันทีละคนให้หมด


    ทว่าไม่รู้ว่าได้รับนิสัยจากยูรันมาตั้งแต่เมื่อไร ตอนนี้นางกลับอยากโยนงานทั้งหมดให้บิดา แล้วพายูรันไปนอนกอดเสียมากกว่า


    เมื่อตัดสินใจได้ นางจึงหันไปหาเซี่ยชางหมิง


    “ท่านพ่อ ข้าพาเขาไปนอนก่อนนะคะ ท่านจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้วพวกเราค่อยคุยกันภายหลัง”


    พูดจบ เซี่ยเยว่หลีก็พายูรันเดินออกจากโถงวิหาร มุ่งหน้าไปยังห้องพักของนางโดยไม่รอคำตอบ


    เซี่ยชางหมิงมองตามแผ่นหลังของบุตรสาว


    นางหายตัวไปหลายวัน ก่อนกลับมาพร้อมบุรุษที่เขาไม่รู้จัก นอกจากเจ้าหนุ่มนั่นจะเรียกเขาว่าตาแก่และด่าว่าน่าสมเพชแล้ว บุตรสาวของเขายังประกาศต่อหน้าทุกคนว่าจะพาอีกฝ่ายไปนอนอีก!


    ภาพนั้นช่างบาดตาบาดใจจนบาดแผลภายในของเซี่ยชางหมิงกำเริบขึ้นมา


    พรวด!


    เขากระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง


    มู่เฉิงตกใจ รีบเข้าไปประคอง


    “ท่านเจ้าสำนัก ท่านกระอักเลือด!”


    “ข้าไม่เป็นไร!”


    เซี่ยชางหมิงเช็ดเลือดตรงมุมปาก ก่อนหันไปตวาดสั่งเหล่าผู้ภักดี


    “จัดการคนทรยศก่อน! จับตัวพวกมันเอาไว้ ผู้ใดกล้าขัดขืน ฆ่าทิ้งทันที!”


    ผู้คนทั่วทั้งโถงวิหารแตกตื่นขึ้นมาทันใด


    บางคนยอมจำนนแต่โดยดี ขณะที่บางคนพยายามหลบหนีอย่างสุดชีวิต


    ทว่าไม่มีผู้หลบหนีคนใดสามารถออกจากโถงวิหารไปได้แม้แต่คนเดียว


    ทางด้านยูรันกับเซี่ยเยว่หลี นางพาเขากลับมายังห้องเดิมของตน


    ทันทีที่ก้าวเข้ามาด้านใน ยูรันก็หยุดฝีเท้าเล็กน้อย


    “นี่คือห้องรับรองจริงหรือ? ข้ารู้สึกว่ามันแปลก ๆ นะ”


    “ห้องรับรองนั่นแหละ เจ้าไม่ต้องสนใจหรอก จะนอนเลยไหม?”


    ยูรันหรี่ตามองนางอย่างสงสัย


    “อืม แต่ว่าข้ารู้สึกเหมือนเจ้ากำลังคิดจะทำอะไรบางอย่าง”


    “เจ้าคิดไปเอง ข้าก็แค่จะนอนกับเจ้าเท่านั้น”


    “พูดแบบนั้นชวนให้คนเข้าใจผิดนะ”


    “ที่นี่ไม่มีคนอื่นสักหน่อย”


    ยูรันคร้านจะโต้เถียงต่อ เขาทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ส่วนเซี่ยเยว่หลีก็ตามขึ้นมาติด ๆ ก่อนขยับเข้ามากอดเขาเหมือนทุกครั้ง


    เพียงไม่กี่วัน การนอนกอดยูรันก็แทบจะกลายเป็นความเคยชินของนางไปเสียแล้ว


    “นี่ ๆ วิชาที่เจ้าใช้วันนี้คืออะไร? ข้ารู้สึกเหมือนคนอื่นมองไม่เห็นและสัมผัสถึงพวกเราไม่ได้เลย”


    “อ๋อ มันเรียกว่าทัศนะศูนย์”


    ยูรันตอบอย่างเกียจคร้าน


    “มันทำให้คนรอบข้างมองข้ามการมีอยู่ของเรา ต่อให้มองตรงมาก็ไม่รับรู้ว่าเราอยู่ตรงนั้น เหมือนตัวตนของเรากลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ อะไรทำนองนั้น”


    ดวงตาของเซี่ยเยว่หลีเป็นประกายขึ้นทันที


    “สอนข้าได้ไหม?”


    “ไม่ได้ เจ้าจะเอาไปทำอะไร?”


    ยูรันหยุดคิดเล็กน้อย


    “เอาจริง ๆ ข้าเองก็ไม่ค่อยได้ใช้หรอก ส่วนใหญ่เอาไว้แอบดูเรื่องชาวบ้าน เช่น สามีภรรยาทะเลาะกันอะไรแบบนั้น”


    เซี่ยเยว่หลีมองเขานิ่ง


    “นี่เจ้าพูดจริงใช่ไหม?”


    “จริงสิ”


    “แล้วสายฟ้าสีดำที่เจ้าใช้จิตมารปล่อยออกมาวันนี้เล่า เจ้าทำได้ยังไง?”


    “ก็แค่เปลี่ยนคุณสมบัติของจิตมารให้กลายเป็นสายฟ้าเท่านั้นเอง”


    “ข้าไม่เห็นจะเข้าใจเลย”


    “เข้าใจสิแปลก”


    ยูรันหลับตาลง ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นมาอย่างสบายอารมณ์


    “ข้านอนก่อนแล้วกัน ตอนเย็นค่อยปลุกข้าด้วย”


    เซี่ยเยว่หลีเบ้ปากเล็กน้อย


    “ชิ ก็ได้”