เย็นวันนั้น.............................................................
หยินจินซีค่อยๆหยิบชุดกระโปรงร่วมสมัยสีขาวขึ้นมาสวมใส่
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...............เสียงเคาะประตูดังขึ้นเธอรีบเดินไปเปิดให้คนด้านนอกในทันที
“คุณแม่”เธอพูดขึ้นเบาๆพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้ก่อนจะเดินมาที่หน้ากระจก
จินหยงมองดูบุตรสาวด้วยความชื่นชม
“ลูกสาวของแม่สวยมาก สวยมากจริงๆจ๊ะ”เธอพูดขึ้นด้วยความปลื้มปริ่ม
หญิงสาวหันมาส่งยิ้มหวานน่ารักให้กับผู้เป็แม่
“ลูกก็คงจะสวยเหมือนคุณแม่นั่นแหละค่ะ”เธอพูดประจบขึ้นก่อนจะเดินมากอดและหอมแม่ของเธอ
“หืม ลูกสาวแม่นี่ปากหวานจริงๆ”จินหยงยิ้มให้กับบุตรสาวด้วยความเอ็นดู
“ก็จริงนี่คะ คุณแม่ของลูกทั้งสวยและสง่ามิน่าล่ะคุณพ่อถึงได้ทั้งรักทั้งหลง ถ้าลูกมีคนรักที่รักลูกเหมือนที่คุณพ่อรักคุณแม่ลูกจะไม่ยอมปล่อยเค้าไปเด็ดขาดใครคิดว่าแย่งลูกๆจะจัดการให้สาสมเลยค่ะ”
จินหยงหัวเราะเบาๆให้กับสิ่งที่บุตรสาวพูด
พอได้แล้วจ๊ะเลิกเยินยอแม่ได้แล้ว ไปเถอะเดี๋ยวแม่ช่วยแต่งตัวให้ทหารหนุ่มคนนั้นมารอลูกนานมากแล้วประเดี๋ยวเขาจะเปลี่ยนใจเอานะจ๊ะ”เธอแสร้งพูดหยอกบุตรสาว
“ห๊ะ! ตายจริงผู้พันเยว๋มาแล้วงั้นเหรอคะไม่ได้แล้วเห็นทีลูกต้องรีบแต่งตัวซะแล้วสิคะ คุณแม่ขาช่วยลูกทีลูกไม่รู้จะสวมเครื่องประดับชิ้นไหนให้เข้ากับชุด”เธอรีบลนลานขึ้นในทันที
จินหยงเผยยิ้มหวานเล็กๆก่อนจะหยิบเครื่องประดับ3ชิ้นให้กับบุตรสาว อาทิต่างหูไข่มุก สร้อยไข่มุก และกิ๊ฟติดผมน่ารักๆรูปไข่มุกสีขาวยื่นให้กับเธอ
“แม่ว่าลูกใส่เครื่องประดับสามชิ้นนี้ก็สวยมากแล้วจ๊ะ”
เธอยิ้มหวานให้กับคุณแม่ของเธอก่อนจะรับเครื่องประดับนั้นมา
“ขอบคุณค่ะคุณแม่”
จินหยงช่วยติดกิ๊ฟไข่มุกบนเส้นผมยาวเป็ลอนคลื่นให้กับบุตรสาว ต่างหูและสร้อยมุกก็ค่อยๆถูกนำมาวางบนร่างกายตามหน้าที่ของมัน เธอยืนหมุนตัวไปมาให้กับคุณแม่ของเธอช่วยตรวจเช็คความเรียบร้อย
“คืนนี้ลูกสาวของแม่สวยจริงๆจ๊ะ”เธอรีบโผลเข้ามากอดและหอมแม่ของเธออีกฟอด
“ขอบคุณค่ะคุณแม่ ลูกไปก่อนนะคะ”เธอรีบเดินออกจากห้องไปในทันที
จินหยงมองตามบุตรสาวที่เดินออกไปก่อนจะเผยยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
ครั้นเมื่อหยินจินซีเดินมาถึงห้องรับแขกเธอมองดูชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่สวมชุดสูทสีดำอย่างสง่า ใบหน้าหวานค่อยๆเผยยิ้มออกมา
“ผู้พันเยว๋ฉันมาแล้วค่ะ”
เขารีบหันมามองตามเสียงของหญิงสาวในทันที ก่อนจะนิ่งอึ้งพร้อมกับมองเธอตาไม่กระพริบ
หยินจินซีที่เห็นเขาจ้องเธอเช่นหน้าใบหน้าเล็กก็แดงระเรื่อขึ้นอย่างน่ารัก
“ผู้พันเยว๋คุณจะหยุดจ้องฉันอย่างนั้นได้รึยังคะ”
เมื่อเขาได้ฟังคำถามนั่นของเธอก็พลันให้หลุดออกจากภวังค์ มือใหญ่ค่อยๆยกมาจับที่ต้นคอแก้เขิน
“อ่อ เอ่อขอโทษครับผมคงเสียมารยาทเกินไป”
เธอยิ้มอย่างเอ็นดูให้กับท่าทางที่ดูสุภาพนั่นของเขา
“ไปกันเถอะค่ะ”เธอรีบชวนเขา
“ครับ คนรถของผมจอดรออยู่ที่หน้าบ้านแล้วครับไปกันครับ”เขารีบลุกออกจากเก้าอี้ในห้องรับแขกก่อนจะเดินพาเธอไปขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ในทันที
ครั้นเมื่อคนทั้งคู่นั่งอยู่บนรถสองหัวใจต่างเต้นแทบไม่เป็จังหวะ นี่เป็ครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้ออกไปเที่ยวงานเฉลิมฉลองด้วยกัน
“ทำไม่คุณถึงได้อยากไปเที่ยวชมงานพลุไฟกับฉันงั้นเหรอคะ”
เขาหันมายิ้มให้เธอก่อนจะมองใบหน้างามที่อยู่ตรงหน้า
“งานพลุไฟมีเพียงปีละครั้งถ้าได้ชมความงดงามที่ส่องแสงเจิดจ้าอยู่บนท้องฟ้าพร้อมกับสาวงามคนสำคัญก็ย่อมจะเป็เื่ที่มีความสุขไม่ใช่งั้นเหรอครับ”
เธอหันมายิ้มหวานให้กับเขา
“ผู้พันเยว๋พูดเหมือนว่าฉันเป็คนสำคัญอย่างนั้นแหละคะ”
“แล้วถ้าผมบอกว่าใช่ล่ะครับคุณจะเชื่อมั๊ย คุณคือผู้หญิงคนแรกที่ได้นั่งรถส่วนตัวของผม และเป็ผู้หญิงคนแรกที่ผมชวนเที่ยวงานเช่นนี้”
เธอหน้าแดงระเรื่อขึ้นอย่างเขินอายแต่เพราะจะไม่ยอมเสียเขาไปเธอจึงไม่ลังเลที่จะเปิดทางให้เขาเข้าหา
“คุณกำลังจีบฉันอยู่รึเปล่าคะ”
เพราะไม่เคยจีบผู้หญิงมาก่อนเมื่อได้ฟังที่เธอเอ่ยถามใบหน้าหล่อก็แดงระเรื่อขึ้นในทันทีก่อนจะยิ้มเบาๆอย่างเขินอาย
“ถ้าจะจีบฉัน ฉันก็ไม่ว่านะคะ”
เขายิ้มกว้างด้วยความดีใจเมื่อดูเหมือนว่าเธอจะเปิดทางให้
“ถ้าอย่างนั้นผมจะขอถามอย่างตรงไปตรงมาเลยนะครับ คุณหยินจินซียินดีจะเป็คนรักของผมรึเปล่า”เขาถามเธออย่างกล้าๆกลัวแม้จะเตรียมใจมาแล้วว่าเธออาจปฏิเสธ
เธอมองหน้าเขาก่อนจะยิ้มพร้อมกับพยักหน้าในทันทีอย่างไม่อิดออด
ใบหน้าหล่อเผยยิ้มกว้างด้วยความดีใจไม่คิดว่าหญิงสาวที่เขาได้แค่เพียงมองแต่ไม่กล้าคิดจะกลับจะยอมคบหาเป็คนรักของเขา
ไม่นานนักรถที่ทั้งคู่นั่งก็วิ่งมาหยุดอยู่ที่งานพลุไฟ เขารีบเดินไปรับเธอลงจากรถอย่างอ่อนโยน
เธอมองดูงานพลุไฟที่ใหญ่โตอีกทั้งผู้คนก็มากมายเบียดเสียด ก่อนจะหันหน้าไปมองชายหนุ่มผู้ที่เป็รักครั้งใหม่ของเธอด้วยความถอดใจ
“ผู้พันเยว๋คะ ฉันว่าผู้คนดูแออัดมากเลยคงจะเดินลำบากน่าดูเรากลับกันดีกว่ามั๊ยคะ”
เขายิ้มให้กับเธอก่อนจะมองหาคนของเขา ไม่นานนักทหารสองนายก็วิ่งมาหาเขาในทันที
“ท่านผู้พันครับพวกกระผมจัดเตรียมสถานที่ไว้ให้เรียบร้อยแล้วครับ”ทหารผู้น้อยคนหนึ่งพูดขึ้น
หยินจินซีหันไปมองหน้าผู้พันเยว๋ด้วยความประหลาดใจ
ใบหน้าหล่อหันไปยิ้มให้กับสาวสวยก่อนที่มือใหญ่จะค่อยๆเอื้อมไปจับมือของเธอพร้อมกระชับไว้แน่ราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป
“ผมขออนุญาตจับมือของคุณนะครับ”
เธอยิ้มพร้อมกับพยักหน้าอย่างเต็มใจ
จู่ๆเหล่าทหารหลายนายก็วิ่งเข้าไปกลางฝูงคน จากถนนที่ดูแออัดไปด้วยผู้คนมากมายก็ถูกขออนุญาตแหวกเส้นทางเพื่อให้ผู้พันเยว๋ได้เข้าไปด้านใน
“หยินจินซีหันซ้ายแลขวาด้วยความใ เมื่อเห็นทหารขอแหวกเส้นทางจากเหล่าฝูงชน
“ผู้พันเยว๋คะ ทำไมถึงทำอย่างนั้นล่ะค่ะเราจะไม่ถูกประณามเอาหรอกเหรอ”เธอพูดขึ้นด้วยความกังวล
“ตามผมมาเถอะครับ ผมก็ไม่ได้้าจะเอาเปรียบประชาชนแต่หากผมเข้าไปในงานช้ากว่านี้ประชาชนคงจะตำหนิผมมากว่า”
เธอมองหน้าเขาด้วยความสงสัยแต่ก็ยังคงเดินตามเขาไป
เมื่อผู้พันเยว๋เดินผ่านช่องทางที่เหล่าทหารแหวกไว้ให้เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจต่างดังขึ้นอย่างหน้าประหลาด
“เย้ผู้พันเยว๋มาแล้ว ผู้พันเยว๋มาแล้วพวกเรางานพลุไฟจะเริ่มแล้ว”แม้ว่าจะมีการขอแหวกเส้นทางจากเหล่าฝูงชนแต่ก็ไม่มีประชาชนคนใดรู้สึกหงุดหงิดหากแต่กลับกันผู้คนต่างโห่ร้องด้วยความดีใจเพราะผู้พันเยว๋เป็ประธานในพิธีเพียงคนเดียวที่จะทำให้งานพลุไฟในค่ำคืนนี้เริ่มต้นขึ้นได้ ดังนั้นทุกคนจึงดีใจที่เห็นผู้พันเยว๋เพราะเมื่อเห็นเขานั่นแสดงให้เห็นว่างานพลุไฟจะเริ่มต้นขึ้นอีกในไม่ช้า