ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 192 สังหารอู๋หมิง

        เป๊าะ!

        เสียงสิ่งของแตกหักดังลั่น

        หอกอัคนีจันทราส่องในมือของอู๋หมิงโดนสายฟ้าฟาดทำให้มันหักจากตรงกลาง

        ศาสตราวิเศษขั้นปฐพีชิ้นหนึ่งกลับหักครึ่งอย่างง่ายดายเช่นนี้และภายใต้หอกอัคนีที่หักไปคือใบหน้าหวาดกลัวของอู๋หมิง

        ด้านบนเสิ่นสืออีถือสากวายุอัสนีด้วยมือทั้งสองข้างราวกับเป็นเทพอัสนี

        ต่อมาเสิ่นสืออีแสดงพลังโจมตีลงไปบนหัวของอู๋หมิง

        ขั้นราชันทั้งสองคนที่นั่งอยู่ที่พื้นมองสากวายุอัสนีในมือของเสิ่นสืออีค่อยๆ พุ่งลงไปที่หัวของอู๋หมิงอย่างเชื่องช้า

        ส่วนร่างขั้นจักรพรรดิของอู๋หมิงนั้นกำลังหลอมละลายไปอย่างรวดเร็วภายใต้พลังโจมตีของสากวายุอัสนีสายฟ้ามากมายฟาดลงบนร่างของเขาจนไหม้เกรียมกลุ่มพลังจิตวิญญาณไม่ทันได้หนีออกไปจากร่าง โดนสายฟ้าโจมตีจนแตกสลายไปเช่นกัน

        ห่างออกไปหลายคนที่กำลังมุ่งหน้ามายังลานต่อสู้ได้เห็นสายฟ้าเหล่านั้นต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไป

        พวกเขาคุ้นเคยกับพลังนี้เป็นอย่างมากมีเพียงคนในราชวงศ์เฟิงเหลยเท่านั้นที่จะแสดงพลังเช่นนี้ได้

        ผู้นำของกลุ่มคนนั้นเป็นบุรุษหนุ่มสีหน้าเคร่งขรึมมีสายฟ้าสีม่วงประทับอยู่ตรงหน้าผาก เขามองสายฟ้าเบื้องหน้าด้วยแววตาเย็นยะเยือกพลางกระโจนไปด้านหน้าด้วยความเร็วที่ไม่ได้ลดลงเลย

         

        ตูม!!!

        สากวายุอัสนีทั้งสองอันพุ่งโจมตีพื้นที่อู๋หมิงยืนอยู่อย่างรุนแรงก่อให้เกิดเสียงดังก้อง

        เสิ่นสืออีถือสากคุกเข่าลงข้างหนึ่งด้วยแววตาเย็นชา

        อู๋หมิงที่ยืนอยู่ก่อนหน้านี้หายตัวไปแล้วเนื่องจากโดนพลังของสากวายุอัสนีโจมตีจนกลายเป็นจุณ

        “แข็งแกร่งมาก”

        เสิ่นเสวียนยืนดูเหตุการณ์ที่ยอดเยี่ยมนี้อยู่ข้างๆ

        ตั้งแต่ที่ส่งสากวายุอัสนีให้เสิ่นสืออีกระทั่งถึงกำจัดอู๋หมิง ผ่านไปเพียงพริบตาเท่านั้น และในพริบตาเดียวนี้ผู้แข็งแกร่งขั้นจักรพรรดิระดับกลางคนหนึ่งผู้อาวุโสแห่งตระกูลเฝิงได้จบชีวิตลงแล้ว

        คนที่รับรู้ได้ชัดเจนที่สุดคือขั้นราชันสองคนที่นั่งอยู่

        พวกเขารู้ดีว่าพลังของอู๋หมิงแข็งแกร่งเพียงใดเขาโดนสังหารรวดเร็วขนาดนี้ทำให้พวกเขาคิดว่ากำลังฝันไป

        “ท่านผู้ยิ่งใหญ่โปรดไว้ชีวิต! ท่านผู้ยิ่งใหญ่โปรดไว้ชีวิต!”

        ผีซานแววตาค่อนข้างเฉียบแหลมเขาตั้งสติได้ก่อนจึงคุกเข่าลงตรงหน้าเสิ่นเสวียนพลางโค้งกายคารวะอ้อนวอนให้เสิ่นเสวียนไว้ชีวิต ตายไปไม่สู้เอาตัวรอดตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังมีความหวัง เขาไม่อยากเป็นเหมือนอู๋หมิง

        “หืม? นี่ไม่เหมือนนิสัยเจ้าเลยนะ”

        เสิ่นเสวียนมองผีซานด้วยรอยยิ้มก่อนหน้านี้ในโรงเตี๊ยม ตาแก่นี่ยังคิดสังหารเขาอยู่เลยตอนนี้กลับเปลี่ยนไปหน้าตาเฉย

        แต่ยิ่งเป็นแบบนี้เขาก็ยิ่งไม่อยากเก็บไว้คนแบบนี้ยิ่งปล่อยไปยิ่งเป็นอันตราย

        “ข้าน้อยมีตาแต่หามีแววไม่ล่วงเกินท่านผู้ยิ่งใหญ่เข้าก่อนหน้านี้ที่บอกเล่าต่อท่านไปเป็นเรื่องแต่งของข้าเองพวกข้าไปหาพวกเขามาก็จริงอยู่ แต่โดนพวกเขาโจมตีจนบาดเจ็บหนัก”

        ผีซานรู้ดีว่าประเด็นหลักอยู่ที่ใดหากอธิบายเรื่องเหล่านั้นได้ เขาก็ยังมีโอกาสรอด

        “ไปหาก็ไม่มีโอกาสแล้ว”

        เสิ่นเสวียนย่างเท้าเข้าไปหาอีกฝ่าย

        อย่าเห็นว่าพลังยุทธ์ของทั้งสองแข็งแกร่งกว่าเขาและตัวเขาเองจิตวิญญาณได้รับความเสียหายไปกว่าครึ่ง หากต้องสู้กันจริงๆเขายังมั่นใจว่าจะจัดการอีกฝ่ายได้

        “เป็น...เป็นเพราะคำสั่งของเขา ใช่แล้ว เป็นเพราะคำสั่งของพวกเขา”

        ผีซานเริ่มลนลานเขาชี้ไปตรงที่อู๋หมิงหายตัวไปก่อนหน้านี้ทันที เขากล่าวมาไม่ผิดเลยอู๋หมิงเป็นคนพาพวกเขาไปหากไม่ใช่เพราะอู๋หมิงเขาคงไม่ต้องล่วงเกินคนประหลาดอย่างเสิ่นเสวียนไม่เพียงแค่อู๋หมิงเท่านั้น เขายังโยนความผิดไปให้ชายชราที่อยู่ข้างๆ ตนเองอีกด้วย

        “เกี่ยวอะไรกับข้าพวกเรารับคำสั่งของอู๋หมิงเหมือนกัน”

        ชายชราคนนั้นไม่พอใจขึ้นมาทันทีเขารู้ว่าผีซานร้ายกาจ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะร้ายกาจขนาดนี้คิดดูแล้วพวกเขาทั้งสองคนต่างโดนบงการและผีซานก็รู้ดีว่าหากพวกเขาคนใดคนหนึ่งตายไปอาจสามารถดับเพลิงโทสะของเสิ่นเสวียนได้ และผีซานก็รู้ว่าตนเองอาจรอดไปได้

        “เฮอะ!หากไม่ใช่เจ้าคอยยุยงอยู่ข้างๆ ข้าจะไปด้วยหรือ” ผีซานลุกขึ้นยืนพลางตะโกนใส่อีกฝ่าย

        “เหลวไหลข้าเห็นว่าเจ้าต่างหากที่กระตือรือร้นอยากไป” ชายชราคนนั้นฝีปากสู้ผีซานไม่ได้และยังโดนผีซานว่าร้ายเข้าอีก

        “ท่านผู้ยิ่งใหญ่ข้าจะช่วยสั่งสอนเขาให้เอง ท่านโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย”

        ผีซานไม่รอให้เสิ่นเสวียนกล่าวสิ่งใดกระโจนเข้าโจมตีชายชราที่อยู่ข้างๆ ในทันที

        กรงเล็บน่ากลัวประกายแสงสีเขียวคู่หนึ่งปรากฏขึ้นเหนือหัวพลางตะปบกรงเล็บแสดงพลังสังหารตั้งแต่แรกเริ่ม

        ชายชราอีกคนหนึ่งเห็นดังนั้นก็รู้สึกคิดไม่ถึงว่าผีซานจะกล้าลงมือจริงๆเขาจึงลุกขึ้นรับมือ แล้วทั้งสองคนก็สู้กัน

        “ฟังข้านะพวกเราจะต้องรอด ไม่อย่างนั้นก็ตายไปด้วยกัน”

        ผีซานเข้าประชิดอีกฝ่ายพลางกล่าวเบาๆ

        สิ่งนี้ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นจึงเข้าสู้กับผีซานอย่างไม่รีรอ

        ทั้งสองโจมตีกันไปมาคลื่นพลังแผ่ซ่านออกไปทุกทิศทาง ทำให้อาณาเขตรอบๆ กลายเป็นหลุมบ่อเต็มไปหมด

        พลังของทั้งสองคนนี้ไม่ธรรมดาเลยหากอยู่ในหุบเขาสุขาวดีสามารถเทียบเคียงราชามารได้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเสิ่นเสวียนเพื่อที่จะเอาตัวรอดพวกเขาทำได้เพียงต่อสู้กันเท่านั้น

        ทว่าเสิ่นเสวียนมองความคิดของพวกเขาสองคนออกซึ่งตอนนี้เขาไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก ในเมื่อพวกเขาอยากสู้ก็ปล่อยให้สู้กันไปก่อน

        เสิ่นเสวียนเดินไปข้างๆเสิ่นสืออี และรับสากวายุอัสนีมาจากเสิ่นสืออี

        สากวายุอัสนีเป็นเหมือนค้อนสองอันเพียงแต่ว่าหัวค้อนค่อนข้างเล็ก และมีอานุภาพรุนแรงมาก

        แม้แต่เสิ่นเสวียนยังคิดไม่ถึงเลยว่าสากวายุอัสนีจะแสดงอานุภาพได้ถึงขนาดนี้หากจัดอันดับจริงๆ มันคงได้อยู่ในระดับเดียวกับศาสตราเซียน

        “ดูเหมือนว่าราชวงศ์เฟิงเหลยก็มีของดีอยู่เหมือนกัน!”

        เสิ่นเสวียนลูบสากวายุอัสนีเบาๆพลางกล่าว ขณะที่ยังไม่สามารถคลายผนึกผังเมืองซานเหอได้อย่างสมบูรณ์สากวายุอัสนีคือของล้ำค่าที่ดีที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้ อย่างน้อยเขาสามารถใช้ได้และด้วยพลังยุทธ์ของเขาแล้ว เขามั่นใจว่าจะใช้สากวายุอัสนีสู้กับผู้แข็งแกร่งขั้นราชันได้

        ในขณะเดียวกันเว่ยเฉิงเย่ที่อยู่ภายในมิติของผังเมืองซานเหอไม่ได้ยินและไม่รับรู้ถึงสิ่งต่างๆภายนอก หากว่าเขาได้ยินจะต้องทำสีหน้าภาคภูมิใจอย่างแน่นอนแม้ตัวตายไปแล้วแต่ยังสามารถเก็บรักษาสากวายุอัสนีเอาไว้ได้

        ที่ตอนนั้นอีกฝ่ายกล้าเพียงผนึกเขาเอาไว้แต่ไม่กล้าลงมาหาเขาก็เพราะสากวายุอัสนีคู่นี้ หากไม่ระวังเพียงเล็กน้อยทำให้มันกลับคืนสู่ราชวงศ์ความพยายามทั้งหมดก็จะสูญเปล่า

        “นายท่านมีคนมา”

        เสียงที่ดูเหมือนกลไกของเสิ่นสืออีดังขึ้นพลางชี้ไปยังกลุ่มคนที่มุ่งหน้ามาจากทิศใต้

        “อืมข้ารู้แล้ว จัดการพวกเขาแล้วพวกเราไปกันเถอะ”

        เสิ่นเสวียนคิดคำนวณเล็กน้อยเขายังพอมีเวลาอีกเล็กน้อยกว่าอีกฝ่ายจะมาถึงและเวลาที่ว่านี้เพียงพอจะกำจัดสองคนนั้น

        เขาหันไปพลางกล่าวกับขั้นราชันสองคนนั้น

        “เลิกเสแสร้งได้แล้วรับความตายไปซะ”

        ในน้ำเสียงเรียบเฉยแฝงพลังอำนาจไร้ขอบเขตเอาไว้คนที่สามารถกล่าวกับผู้แข็งแกร่งขั้นราชันระดับสูงสุดสองคนได้ด้วยท่าทางสบายๆเช่นนี้มีอยู่ไม่มาก

        “จัดการ”

        ผีซานขยิบตาให้ชายชราอีกคนหนึ่งจากนั้นทั้งสองคนก็แสดงพลังโจมตีเข้าใส่เสิ่นเสวียนพร้อมๆ กัน

        “ไม่รู้จักประมาณตน”

        เสิ่นเสวียนไม่ได้ใช้สากวายุอัสนีแต่รับพลังโจมตีเหล่านั้นด้วยมือเปล่า

        เขาต้องการให้อีกฝ่ายรู้ว่าอะไรที่เรียกว่าพลัง

        ร่างของเสิ่นเสวียนปรากฏขึ้นตรงหน้าทั้งสองคนอย่างน่าประหลาดฝ่ามือทั้งสองข้างโจมตีใส่หน้าอกของทั้งสองคน โดยที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวทำให้พวกเขากระเด็นถอยหลังไปในพริบตา

        โดยเฉพาะพลังที่พวยพุ่งออกมาจากใจกลางฝ่ามือมันแทรกซึมเข้าไปในร่างของสองคนนั้น ทำลายชีพจรของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

        “มันจบแล้ว”

        เสิ่นเสวียนปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าอีกฝ่ายอีกครั้งแล้วยื่นมือออกไปคว้าเข้าที่คอของผีซาน

        ทว่าขณะที่เสิ่นเสวียนกำลังจะทำสำเร็จผีซานกลับหมุนตัวไปอย่างกะทันหัน ส่งร่างชายชราที่อยู่ข้างๆ เข้ามาตายแทน

        ฉึก!!!

        นิ้วมือแทงทะลุผิวหนังเข้าไปทำให้เลือดสาดกระเซ็นออกมา

        “เจ้า...”

        ชายชราหันไปมองผีซานกระทั่งตอนตายยังน่าเวทนา คิดไม่ถึงเลยว่าตนเองจะติดกับผีซานจนได้

        การกระทำของผีซานทำให้เสิ่นเสวียนประหลาดใจมากท่าร่างของอีกฝ่ายเหนือไปจากความคาดหมายของเขา

        ขณะที่เสิ่นเสวียนกำลังจะโจมตีเข้าที่หัวของผีซานพลันเกิดเรื่องประหลาดขึ้น

        ร่างของผีซานถูกแรงดึงดูดมหาศาลกระชากไปทางทิศใต้อย่างรวดเร็ว

        “กล้าสังหารคนในเมืองเช่นนี้เจ้าเบื่อหน่ายชีวิตนักหรือไร”

        เสียงเย็นยะเยือกดังก้องมาจากทิศใต้

คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน