“โอม ศรี คเณศายะ นะมะหะ” (๓ จบ)
“ข้าแต่เทพเจ้าสูงสุดทั้งสามพระองค์ผู้ยิ่งใหญ่
องค์พระพรหมผู้สรรค์สร้าง พระวิษณุผู้รักษา พระศิวเทพผู้กำจัดมาร ข้าพเจ้าขอกราบบูชาสามมหาเทพผู้ประเสริฐ
พระองค์ผู้เคยประทานพรให้แก่เหล่าเทวดาทั้งหลาย ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
บัดนี้ข้าพเจ้าได้มากราบเบื้องพระบาทแด่พระองค์ท่านแล้ว ณ สถานที่ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ในค่ำคืนเดือนเพ็ญ
ขอพระองค์ท่านโปรดประทานพร ให้กับดวงวิญญาณที่ไร้ซึ่งพลัง
พรใดอันประเสริฐขอจงบังเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า และขอให้บังเกิดแก่ขึ้นผู้ที่คุ้มครองข้าพเจ้าด้วยเถิด”
ในรุ่งเช้าของวันใหม่ ขั้นตอนการบวงสรวงพระตรีมูรติได้สิ้นสุดลงก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้นอยู่หลายชั่วยามนัก ช่วงเวลาหลังจากนั้นตาเทียนกับวารุตจึงเลือกที่จะงีบหลับไป พอรู้สึกตัวอีกทีไออุ่นจากแสงแดดรำไรก็สาดส่องลงมากระทบผิวกายเสียแล้ว
ควายของพวกเขาที่ตื่นขึ้นมาก่อน ขณะนี้มันกำลังยืนแทะเล็มหญ้าอาบน้ำค้างอย่างเอร็ดอร่อย
วารุตงงัวเงียสะลึมสะลือผงกหัวขึ้นมา แขนของเขาบังเอิญไปสัมผัสเข้ากับพื้นหญ้าที่เต็มไปด้วยน้ำค้าง ทำให้ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
แต่ทว่าสิ่งนั้นไม่ได้ทำให้วารุตรู้สึกตื่นตัวเท่ากับสิ่งที่แล่นเข้ามากระทบสายตา ทันใดที่มองเห็นบรรยากาศรอบๆ แผ่นหลังของวารุตก็ตวัดตั้งตรง ดวงตาทั้งสองข้างของเขาเบิกกว้างปากก็อ้าค้างตะลึงงัน
ผู้คนนับสิบคนปรากฏตัวอยู่ในระยะสายตา บุคคลปริศนาเหล่านั้นกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นใต้ต้นไม้ บนโขดหิน หรือลานโล่งกว้าง
วารุตเห็นชายคนหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเขาสะพายดาบไว้ด้านหลัง ฝั่งตรงข้ามกันทางทิศเหนือมีผู้ชายอยู่สามคนยืนจับกลุ่มกัน มองถัดไปตรงริมลำธารเห็นผู้คนราว ๆ เจ็ดคนยืนร่วมกันอยู่ในละแวกนั้น ไหนยังจะมีคนที่ยืนอยู่ตามใต้ต้นไม้หนึ่งคนบ้าง สองคนบ้าง
แม้ว่าจำนวนคนจะไม่ได้เยอะแยะอะไร แต่มันก็ผิดเพี้ยนไปจากเมื่อคืนนี้อย่างมากโข เนื่องจากค่ำคืนที่ผ่านมามีเพียงพวกเขาสามชีวิตเท่านั้นที่อยู่ในบริเวณนี้ แล้วเหตุไฉนพอดวงตะวันขึ้นจึงมีผู้คนมากหน้าหลายตามารวมกันอยู่ตรงนี้ได้
วารุตปรี่เข้าไปหาตาเทียน ขณะที่ตาเทียนกำลังจะเตรียมตัวเดินทางกลับแล้ว เขายังไม่ได้เอ่ยปากพูดตาเทียนก็รู้ว่าวารุตจะถามอะไร
“พวกคนเหล่านี้ ล้วนยังมีศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาเดินทางมายังดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ก็เพื่อที่จะออกตามหาสัตว์ซาตาน”
วารุตหันขวับ! กลับไปมองพวกคนเหล่านั้น ฝ่ายของตาเทียนยังคงเอ่ยต่ออีกว่า
“อย่างที่เจ้าเห็น พวกเขาส่วนใหญ่มักจะเป็นนายพราน หรือไม่ก็พวกทหารจากเมืองต่างๆ อย่างไรก็ตามเถอะ ไม่ว่ายังไง เจ้าก็ได้เปรียบพวกคนเหล่านี้อยู่ดี เพราะว่าเจ้าได้ขอสิ่งที่เจ้าต้องการกับองค์พระพรหมโดยตรงแล้วยังไงล่ะ”
คุณตาเอ่ยร่ายยาว
วารุตไม่ค่อยได้ตั้งใจฟังในสิ่งที่ตาเทียนพูดมาสักเท่าใดนัก เพราะเขามัวแต่มองชายรูปร่างกำยำทางทิศตะวันออก ที่กำลังกวัดแกว่งด่าด้วยท่วงท่าที่ดูแข็งแกร่ง
'ฝีมือของเขาคงจะร้ายกาจเอาการ'
วารุตพร่ำเพ้ออยู่ในใจ
เมื่อถึงเวลาที่ตาเทียนจะเดินทางกลับ สำหรับคำกล่าวอวยพรให้แก่วารุต คุณตาก็ยังไม่วายที่จะเอ่ยพรรณนาถึงเทพเจ้าสูงสุดที่เขาแสนจะเคารพนับถือเหมือนอย่างเคย แม้ว่าวารุตจะมีสีหน้ามึนๆ งงๆ เหมือนว่าเขาไม่ค่อยจะเข้าใจเลยก็ตาม ตาเทียนแกก็พูดอยู่ของแกจนจบ
วารุตเดินเข้าไปร่ำลากับเจ้าควายที่กำลังสะบัดหางไปมาอย่างซุกซนเป็นขั้นตอนสุดท้าย มือสัมผัสลงบางเบาบนผิวหนังสากหนาบริเวณหน้าผาก ขาทั้งสี่ข้างของมันทรุดลงตามน้ำหนักมือของวารุต หน้าท้องเต่งตึงที่กระเพาะเต็มไปด้วยหญ้าค่อยๆ ลดระดับลงจนแนบติดกับพื้น
นี่ถือเป็นหนที่สองแล้วที่เจ้าควายตัวนี้มีท่าทีอ่อนน้อมเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา มันสะบัดหางสั่นระริกกิริยาแลดูผ่อนคลาย
“ขอบใจเจ้ามากนะที่มาส่งข้าถึงที่นี่ ต่อไปก็ฝากคุณตาด้วย”
วารุตเอ่ยขณะที่มือยังคงสัมผัสอยู่บนหน้าผากของมัน
‘มอ!’ เจ้าควายส่งเสียงร้องดังสนั่นเหมือนเป็นการตอบรับราวกับว่ามันฟังวารุตรู้ความ จนในท้ายที่สุดรถเกวียนของตาเทียนก็เคลื่อนตัวแล่นจากไป
และหลังจากนั้นเพียงไม่นานเลยวารุตก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหาชายรูปร่างกำยำทางทิศตะวันออก ที่เขาได้พร่ำมองชายผู้นั้นตอนก่อนหน้านี้
เมื่อทันทีที่เขาเห็นวารุตเข้ามาใกล้ เขาก็หยุดร่ายรำท่วงท่าวิชาดาบ
“มีอะไรงั้นหรือพ่อหนุ่ม”
เขาเอ่ยทัก
“อ่า เปล่าขอรับ”
วารุตตะกุกตะกัก
“ข้าแค่มีเรื่องอยากจะถามท่านนิดหน่อย”
วารุตเอ่ยถามด้วยท่าทางเกรงอกเกรงใจ
ชายผู้นั้นเก็บดาบใส่ปลอกแล้วหยิบกระบอกน้ำขึ้นมา
“ไหนลองว่ามาสิ”
เขาเอ่ยพลางยกกระบอกน้ำขึ้นกระดก
วารุต อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ไม่รู้จะเริ่มจากคำถามไหนก่อนดี
“ทางนี้เป็นทางเข้าของป่ามรกตใช่ไหมขอรับ”
วารุตถามมือก็ชี้ไปยังฝั่งตรงข้าม ฝั่งเดียวกันกับที่มีต้นไม้ยักษ์ใหญ่ตั้งสูงตระหง่านค่ำฟ้า
คำถามของวารุตทำให้ชายคนนี้เดาออกได้ไม่ยาก ว่าเด็กหนุ่มคงจะพึ่งเคยมาป่าแห่งนี้เป็นครั้งแรก เขาจึงได้เอ่ยเป็นนัยๆ ให้วารุตได้จินตนาการตาม
“จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่เชิง แม้แต่ตรงที่พวกเรายืนอยู่เองก็เป็นเขตของป่ามรกตเช่นเดียวกัน ป่าแห่งนี้น่ะกว้างใหญ่มากเลยนะ เจ้ารู้หรือเปล่า”
วารุตหน้าตาอ้ำอึ้ง เขาดึงเอาแผนที่ที่อยู่ในกระเป๋าย่ามสีดำของตัวเองออกมากางดู