กำเนิดใหม่ราชามังกรสวรรค์

    ตอนที่ 31 สัตว์อสูร

     

    ตอนที่ 31

    สัตว์อสูร

            ไป๋เหอหลังจากรู้ว่าชายผู้นั้นได้ตายลงเขาก็มุ่งหน้าขี่กระบี่กลับมายังพวกของตนที่นั่งบาดเจ็บอยู่ รีบนำยาให้พวกเขากินเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บดูท่าแล้วพอได้ยาของเขาเข้าไปทุกคนมีสีหน้าเริ่มดีขึ้นส่วนซวงเอ๋อร์นั้นนางไม่ได้เป็นอะไรเลยอาจจะเป็นเพราะม่านพลังนั้นคอยคุ้มกันนางอยู่เรื่องที่สงสัยเกี่ยวกับซวงเอ๋อร์ยังหาคำตอบไม่ได้เขาได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้      

              “ท่านไป๋เหอแล้วชายผู้นั้นหนีรอดไปได้หรือไม่”

            หลินปอหลังจากได้รู้ความสามารถของไป๋เหอ  เขาก็ไม่กล้าดูถูกความสามารถของเด็กน้อยผู้นี้ยังให้เกียรติเปรียบเหมือนผู้มีพระคุณของเขาและของนายน้อย  อายุยังเยาว์วัยแต่ความแข็งแกร่งนั้นมากกว่าเขาหลายเท่าเขาอดที่จะชื่นชมไม่ได้  รู้ว่าอนาคตเด็กผู้นี้จะต้องเป็นหนึ่งในใต้หล้าแน่นอนหากไม่ชิงถูกฆ่าตายเสียก่อน

            “ไม่ มันตายด้วยฝีมือของสัตว์อสูรตอนที่ข้าไล่ล่าตามไป”

            หลินปอพ่นลมหายใจอย่างโล่งอกเพราะไม่ต้องการให้ชายผู้นี้มีชีวิตรอดกลับมาสังหารพวกตนเช่นกันปากมีรอยยิ้มของความยินดีรู้สึกโล่งใจขึ้นมามากอย่างน้อยเขาไม่ต้องมานั่งระแวงว่าพวกนี้จะกลับมาเอาชีวิตพวกเขาตอนไหน

              “ช่างดีเสียจริงครั้งนี้พวกเราบาดเจ็บกันสาหัสค่อนข้างเจอศัตรูร้ายกาจและข้ากับสหายต้องขอโทษท่านด้วยที่ไม่อาจปกป้องให้ดีมีแต่ท่านที่กลับมาปกป้องพวกเรา” 

            หลินปอกล่าวอย่างรู้สึกผิดได้รับหน้าที่แท้ๆ แต่กลับไม่มีส่วนช่วยอะไรเลยถึงรอดมาได้ใช่ว่าเขาจะมีความสุขเพราะคนที่คอยปกป้องกลับเป็นคนที่เขามาเพื่อคุ้มกันซึ่งมันกลับตาลปัตรเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรก็ไม่รู้

            “พวกเจ้าไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกที่ปกป้องข้าไม่ได้เท่าที่พวกเจ้าทำมาในวันนี้ก็ถือว่าดีแล้วอย่าได้กล่าวโทษตนเองเลยเอาล่ะรีบรักษาตัวเถอะเราจะต้องเดินทางไปต่อ”ไป๋เหอกล่าวด้วยใบหน้าแย้มยิ้มไม่ต้องการกดดันให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์หากไม่มีพวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะสู้พวกนั้นได้หรือไม่

            “พี่ไป๋เหออาการบาดเจ็บของท่าน” ซวงเอ๋อร์ที่จับจ้องมองร่างกายของพี่ชายมาตลอดเมื่อได้จังหวะพูดนางเพียงเอ่ยแค่นั้นไม่มีคำพูดอื่นใดหลุดออกมาอีก  น้ำตารื่นขอบตาใบหน้าของนางแลดูเศร้านักเมื่อจ้องมองไปยังร่างกายที่มีแผลฉกรรจ์นั้น

            ชายหนุ่มยื่นมือสองข้างจับไหล่ของนางเขาเข้าใจว่าตอนนี้นางรู้สึกเช่นไรคงเจ็บปวดและสงสารที่เขามีบาดแผลฉกรรจ์เช่นนี้ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้ม  “ขอบใจที่เจ้าเป็นห่วงพี่แผลแค่นี้พี่ไม่เป็นอะไรเลย เห็นไหมว่าพี่ยังสบายดี”

            ชายหนุ่มกล่าวเสร็จก็ขยับบิดลำตัวไปมาราวกับจะให้นางเห็นว่าตนสบายดีและเขาก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรเลยอาจจะเป็นเพราะยาที่กินเข้าไปช่วยบรรเทาอาการนั้นลงซึ่งนั่นทำให้ไป๋เหอถึงกับตกตะลึงตั้งแต่มาอยู่ในโลกแห่งนี้เขาได้พบประสบการณ์มากมายหากเป็นโลกปัจจุบันเขาคงนอนซมอยู่ในโรงพยาบาลแล้วร่างกายคงอ่อนแอมากเมื่อได้รับบาดเจ็บหนักเช่นนี้

            แม้ว่าเขาจะบอกว่าไม่เป็นอะไรแต่แผลสาหัสเช่นนี้จะไม่รู้สึกเจ็บได้อย่างไร แผลเป็นทางยาวลึกทั้งแขนและด้านหลังหากเป็นนางคงจะนอนซมไปแล้วหรืออาจจะตายลงเพราะทนเจ็บไม่ไหวนางยังคงไม่สบายใจอยู่ดี 

            “พี่ไปเหอแน่ใจนะว่าพี่ไม่ได้เป็นอะไรพี่มียาสมานแผลหรือไม่เอาออกมาเถิดเดี๋ยวข้าจะทาให้พี่เอง”หญิงสาวเก็บน้ำตาที่มันกำลังจะไหลออกมารีบจัดการช่วยทายาพี่ชายให้หายเร็วขึ้น ตอนนี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญกว่าชีวิตของคนตรงหน้าแล้ว

            ชายหนุ่มหยิบยาออกจากแหวนมิติออกมายื่นให้นาง  หากเป็นเมื่อก่อนแผลพวกนี้คงได้รับการสมานแผลเองแต่ด้วยกระบี่ที่หักพลังวิเศษจากมันที่หายไปการได้รับความคุ้มครองจากกระบี่ที่ติดตัวมาไม่มีอีกแล้วจึงไม่มีอะไรมาช่วยฟื้นร่างกาย ตอนนี้ต้องพึ่งยาจำพวกนี้แล้วเขาคิดเช่นนั้นอาจจะหายช้าหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรมาช่วยเลย

            เพราะความไม่แข็งแกร่งของเขาถึงทำให้ตัวเองบาดเจ็บเช่นนี้เห็นทีว่าเขาควรจะเร่งการฝึกให้เร็วขึ้นศัตรูมีรอบทิศทางเหลือเกิน

            หลินปอและคนอื่นๆ แม้ไม่เอ่ยอะไรแต่สีหน้าของเขาแสดงออกมาชัดเจนว่าเป็นห่วงไป๋เหออย่างมาก คิดว่าหากเป็นตนเองคงนอนซมแล้วคงไม่มีแรงวิ่งไล่ตามไปติด ๆ แน่

            ไป๋เหอหลังจากทาแผลเปลี่ยนชุดใหม่พวกเขาทั้งหมดก็ออกเดินทางต่อทันทีเพื่อไม่ให้เสียเวลาจนมาถึงทางขึ้นเขาบรรยากาศก็เริ่มจะเย็นแล้วและได้ทำการตั้งค่ายพักตีนเขาเพื่อรอพรุ่งนี้เดินทางขึ้นเขาต่อ 

             “ท่านไป๋เหอที่ผ่านมาตลอดทางพวกเราค่อนข้างโชคดีมากที่ไม่ได้เจอสัตว์อสูรเลย”หลินปอกล่าวออกมาด้วยใบหน้ายินดีเพราะที่เขารู้หากเดินทางเข้ามาทางป่าแถวนี้พวกเขาต้องได้เจอสัตว์อสูรอย่างน้อย 1ตัวแล้ว แต่นี่กลับไม่พบแม้แต่ตัวเดียวก็ถือว่าโชคดีที่สุด  ด้วยกำลังของพวกเขาในตอนนี้ไม่ควรต่อกรกับมัน

            “นั่นสิเราโชคดีมาก  ดีแล้วละพวกเจ้าตอนนี้ไม่ควรที่จะเข้าต่อสู้กับสัตว์อสูรเหล่านั้นด้วยแรงในตอนนี้คงไม่ใช่คู่ปรับของมัน” เขาไม่อาจจะกล่าวได้ว่าตัวเขาเองมีพรสวรรค์ในการใช้จิตสัมผัสและหูทิพย์ให้พวกนี้ได้รู้เลือกที่จะไม่พูดออกมานั่นถือว่าดีเพราะเขาไม่ต้องการให้ใครรับรู้ว่าเขามีพรสวรรค์เช่นนี้อยู่

            การเดินทางยังไม่ได้พบกับสัตว์อสูรเพราะว่าไป๋เหอที่ใช้จิตสัมผัสที่รับรู้ว่าตรงไหนมีสัตว์อสูรเขาจะหลีกเลี่ยงการปะทะกันทำให้การเดินทางปลอดภัยแต่พรุ่งนี้สิอาจจะลำบากเสียหน่อยไม่รู้ว่าคนเหล่านี้กำลังฟื้นฟูเป็นยังไงบ้าง  หวังว่ายาที่ให้พวกเขาไปคงจะช่วยคืนพลังอย่างสมบูรณ์

            “ท่านไป๋เหอนอนพักเถอะเดี๋ยวพวกข้าจะเฝ้าเอง”

            “งั้นข้ากับน้องนอนก่อนแล้วกัน”

            ไป๋เหอที่เสียกำลังลมปราณไปมากเมื่อถึงเวลาพักผ่อนเขาก็ไม่ปฏิเสธ การเดินขึ้นเขาจะต้องเจออุปสรรคมากมายจึงต้องมีแรงไว้คอยต่อสู้ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือการร่วมรวมลมปราณฟ้าดินเข้าหาตัว แม้ตอนนี้ลมปราณจะขึ้นมาไม่มากหากพ้นคืนนี้ไปก็คงกลับมาเต็มดังเดิม เขาได้กลืนยาเพิ่มลมปราณบางส่วนแล้วแต่มันกลับไม่พอด้วยที่ว่าจุดตันเถียนของเขาที่มันเหือดแห้งไปมันกลับยังไม่เต็มในขณะที่เขากลืนยาเพิ่มลมปราณไปถึง10 เม็ดคืนนี้เขาจำเป็นจะต้องดึงพลังลมปราณฟ้าดินเข้าช่วยไม่เช่นนั้นหากต้องเจอสัตว์อสูรระดับ4 และ 5  เขาไม่อาจจะต่อกรได้ยิ่งระดับ 5ไม่ต้องพูดถึงด้วยชั้นพลังของเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมันและตอนนี้เขารู้ดีว่าเขาอ่อนแอเกินไป จำเป็นจะต้องเพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกายขึ้นไปอีก

            ชายหนุ่มหันไปมองซวงเอ๋อร์ที่ตอนนี้นางหลับไปนานแล้วคงจะเพลียในการเดินทางและสิ่งที่ยังค้างคาใจยังไม่ได้รับคำตอบมันเกิดอะไรขึ้นกับตัวนางกันแน่ ตั้งแต่ที่เจอนางครั้งแรกแล้วนั่นก็ทำให้เขาประหลาดใจตกลงนางมีพลังอันใดอยู่ในร่างกาย  ข้อมูลในโลกนี้เขาไม่รู้อะไรมากเขาจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับโลกที่เขาอยู่ตอนนี้ให้ได้มากที่สุดแต่จะไปหาข้อมูลนั้นได้จากที่ไหนกันสงสัยว่าคงจะต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์เอาเอง

            ‘นอกจากต้องบ่มเพาะพลังแล้วสิ่งที่ข้าจำเป็นจะต้องรู้มันมีอะไรบ้างนะข้ารู้สึกว่าข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกใบนี้เลย’

            พอพูดถึงตรงจุดนี้ชายหนุ่มทำได้แต่ถอนหายใจแรงๆ  การได้ต่อสู้อันตรายมาหลายครั้งและการอยากเรียนรู้ของโลกใบใหม่  ชายหนุ่มที่มาจากอีกโลกหนึ่งถึงกับกุมขมับ อุปสรรคของโลกใบนี้ช่างมีมากเสียเหลือเกินมีอะไรให้เขาตื่นเต้นอยู่เสมอทุกครั้งก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดถ้าหากเป็นคนทั่วไปคงจะกล่าวได้ว่าชีวิตบัดสบยิ่งดี

            ไป๋เหอนอนพิงต้นไม้ใหญ่แต่เขาไม่ได้นอนหลับเพียงแต่โคจรพลังลมปราณเข้าตัว สิ่งสำคัญตอนนี้คือพลังลมปราณและการเพิ่มชั้นพลังยิ่งขอบเขตพลังสูงขึ้นความสามารถก็เพิ่มมากขึ้น  แต่สิ่งที่เขาขาดตอนนี้ก็คือวิชามีเพียงหมัดเงาสวรรค์คงไม่เพียงพอ  แต่จะมากลุ้มใจเรื่องนี้คงไม่มีเหตุผลชายหนุ่มจึงละทิ้งเรื่องที่เป็นกังวลมุ่งหน้ากำหนดลมปราณเข้าหาตัวต่อ

            ในขณะที่ชายหนุ่มกำหนดจิตนั่งสมาธิไปหลายชั่วยามภาพในหัวก็ปรากฏวิชาหมัดเงาสวรรค์ที่แตกต่างออกไป ภาพในหัวเห็นตัวเองกำลังร่ายรำท่าวิชาหมัดเงาสวรรค์แต่มันต่างออกไปตรงที่คลื่นพลังลมปราณที่ล้อมรอบกายยามร่ายรำมันมีคลื่นพลังมหาศาลอยู่รอบตัวมวลอากาศสั่นไหวยามขยับท่วงท่าและหมัดแต่ละหมัดที่ปล่อยออกมาล้วนแล้วแต่แข็งแกร่งใบไม้ที่อยู่รอบตัวก็กระพือขึ้นล้อมรอบกายราวกับสิ่งมีชีวิตแหวกว่ายตามท่วงท่าหมัดเงาสวรรค์  ก่อนจะปล่อยออกไปใบไม้ที่หมุนวนก็กลายเป็นระรอกคลื่นยักษ์พุ่งด้วยความเร็วแหลมคมไปยังเป้าหมายก่อนจะเกิดพลังมหาศาลทำลายล้างต้นไม้หลายต้นที่โดนใบไม้ปักอยู่ราวเกิดจากของมีคมเกิดระเบิดดังสนั่นแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี

            เมื่อจบสิ้นการใช้ใบไม้โจมตีต่อมาก็เป็นภาพที่ใช้มีดสั้นเป็นอาวุธท่วงท่าลีลาร่ายรำเฉกเช่นเดิมมีดสั้นเกิดลอยตัวหมุนวนขยับลอยรอบตัวจาก 1เล่มก็แยกออกกลายเป็น 10 เล่ม และเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงราว 100 เล่ม  มันบินว่อนไปมาตามท่วงท่าหมัดเงาสวรรค์  ตัวมีดแต่ละเล่มนั้นเหมือนมีพลังทำลายล้างสูงดุดัน คมวาวเกิดคลื่นลมปราณบ้าคลั่งระลอกใหญ่รอบตัว ก่อนจะพุ่งเข้าไปปักต้นไม้ใหญ่จนทะลุไปอีกด้าน  มีดแต่ละเล่มทะลุต้นไม้ใหญ่นั้นรัวติด ๆกันจนครบ 100 เล่มก่อนจะเกิดระเบิดขึ้นตามหลังจนต้นไม้นั้นแตกละเอียดพังยับมวลอากาศเกิดสั่นไหว เกิดรอยร้าวบนพื้นดินเห็นได้ชัดว่าพลังมันค่อนข้างรุนแรงกว่าของเดิมที่ไป๋เหอใช้ต่อสู้มา

            ชายหนุ่มตื่นตะลึงถึงความร้ายกาจของมันเขาลืมตาโพลงมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นประปรายราวกับว่าภาพที่เห็นเป็นตัวเขาเองที่ถูกทำลายเสียมากกว่าที่จะใช้หมัดเงานั้น 

            หมัดเงาสวรรค์ที่เขาใช้อยู่ตอนนี้เพียงใช้ลมปราณเป็นพลังทำลายเข้าสู้คู่ต่อสู้แต่ถึงกระนั้นความร้ายกาจของหมัดเงาสวรรค์ที่เขาเห็นในภาพนั้นกลับมีพลังร้ายกาจยิ่งกว่า

            “นี่มันอะไรกันมันหมายความว่าอย่างไร” 

            ไป๋เหอเกิดความสงสัยเขาฝันเรื่องนี้ได้อย่างไรกัน เหตุใดต้องกลัวพลังนี้ด้วยทั้งที่ตนเองเป็นคนใช้มันแท้ ๆแต่พอนึกถึงภาพที่ร่ายรำและปล่อยพลังหมัดเงาสวรรค์ที่คล้ายกับความฝันกลับดูลึกลับและรุนแรงจะไม่ให้เขาแปลกใจได้อย่างไร หรือว่าหมัดเงาสวรรค์มีอะไรมากกว่านั้นแต่ที่รู้ ๆชายชราลึกลับนั้นไม่ได้กล่าวอะไรเพียงแต่สอนเคล็ดวิชานี้ให้แก่เขานั่นถือว่าดีมากแล้ว

            “พี่ไป๋เหอตื่นแล้วเหรอเจ้าคะ”  ซวงเอ๋อร์ที่ตื่นนานแล้วนั่งอยู่ข้าง ๆไป๋เหอเมื่อเห็นเขาสะดุ้งลุกขึ้นหญิงสาวกลับตกใจนางคิดว่าพี่ชายฝันร้ายอย่างแน่นอนดูจากสีหน้าของเขาที่ตื่นตะลึงและยังกล่าวอะไรแปลกๆ ออกมา

            “อืม”  ชายหนุ่มตอบเพียงสั้น ๆพยักหน้าเบา ๆก่อนจะนึกถึงเรื่องที่ตนเองคิดว่าน่าจะฝันแต่มันคล้ายกับว่าเป็นเรื่องจริงเสียมากกว่า แต่เมื่อลองคิดดูอีกทีเหตุใดเขาถึงหลับไปได้ทั้งที่นั่งฝึกลมปราณอยู่แท้ๆจิตเขาหลุดชั่วขณะหนึ่งหรืออย่างไรก่อนที่จะพึมพาออกมา

            “นี่มันเช้าแล้วหรือนี่”

             ไป๋เหอมองดูบรรยากาศโดยรอบมองเห็นทิวทัศน์ชัดเจนและภูเขาตั้งสูงชันอยู่ด้านหน้า  เขาลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจไปมาขณะนี้พลังกลับมาเต็มดังเดิมแล้วบาดแผลที่เกิดจากเมื่อวานก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใดมันน่าอัศจรรย์ใจเหลือเกิน  ชายหนุ่มสูดบรรยากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอดด้วยความสดชื่นหลังจากได้พัก

            “พี่ไป๋เหอเมื่อกี้ฝันร้ายเหรอเจ้าคะ”ซวงเอ๋อร์ยังคงจำภาพเมื่อครู่ที่พี่ชายตื่นขึ้นมาด้วยอาการตกใจคล้ายกับว่ากำลังฝันร้ายซึ่งแตกต่างจากภาพที่เห็นตอนนี้ที่ดูเปลี่ยนไปสิ้นเชิงนั่นนางถึงกับแปลกใจอยู่ไม่น้อย

            “ไม่เชิงว่าฝันร้ายหรอกอาจจะเป็นฝันดีด้วยซ้ำว่าแต่เราออกเดินทางต่อดีกว่า”  เขาเลือกที่จะไม่กล่าวอันใดต่อเลือกที่จะขึ้นขี่ม้าเดินทางขึ้นเขาทันที

            ซวงเอ๋อร์ไม่ใช่คนถามเซ้าซี้นางเลือกที่จะเดินขึ้นม้าเดินทางต่อเช่นกันยังแอบเห็นมีรอยยิ้มผุดที่มุมปากของพี่ชายเมื่อเห็นภาพนั้นหญิงสาวกลับรู้สึกสบายใจแม้ยังคงเป็นห่วงอาการบาดเจ็บแต่ดูท่าแล้วเขาไม่ได้แสดงอาการอันใดออกมาทำให้หญิงสาวคิดว่าเขามีร่างกายที่แข็งแกร่งเสียเหลือเกินนางแอบชื่นชมภายในใจ

            ในขณะที่พวกเขาเดินทางไกลมาถึงระยะ2 ลี้ ไป๋เหอที่ใช้จิตสัมผัส เขาได้สำรวจดูแล้วพบว่าข้างหน้ามีสัตว์อสูรระดับ 4 อยู่และมันก็เป็นสิ่งสำคัญที่เขาต้องการใช้แกนอสูรของมันเป็นส่วนผสมยาในครั้งนี้

            “หลินปอพวกเจ้าพอจะรับมือสัตว์อสูรระดับ4 ได้หรือไม่หากร่วมมือกัน”  ไป๋เหอหมุนตัวไปถามหลินปอที่ขี่ม้าอยู่ด้านหลังเขาคิดจะเก็บแรงตนเองไว้ปล่อยให้คนทั้ง 4รับมือกับสัตว์อสูรและคิดว่าน่าจะไม่มีปัญหา

            “อสูรระดับ 4อย่างนั้นเหรอ?” 

            หลินปอและคนอื่นอีก3คนขมวดคิ้วมุ่นพอได้ยินเช่นนั้นต่างคนต่างมองหน้ากันชั่วครู่เกิดนึกหวาดกลัวถึงความร้ายกาจของมันอยู่ภายในใจ พวกเขาเคยต่อสู้ตัวต่อตัวมาก่อนหน้านั้นแล้วย่อมที่จะรู้ถึงพลังความร้ายกาจของมันและหากครั้งนี้ต่อสู้อีกครั้งพวกเขาก็เกรงว่าไม่สามารถจะเอาชนะมันได้เมื่อนึกถึงระดับพลังที่พวกเขามีแต่หากร่วมมือกันทั้งหมดย่อมที่จะสามารถฆ่ามันได้แล้วก็ได้ปัดความกลัวนั้นทิ้งไปเพราะพวกเขาไม่ควรขี้ขลาดก่อนจะตอบออกมาพร้อมเพรียงกัน

            “ได้พวกเราจะจัดการเต็มกำลังท่านวางใจเถิด”

            พวกเขามีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นความหวาดกลัวได้มลายหายไปสิ้นจากความนึกคิด เพื่อนายน้อยและนายหญิงพวกเขาจำเป็นจะต้องทำงานนี้ให้สำเร็จ

            ไป๋เหอฉีกยิ้มน้อยๆพวกเขาช่างกล้าหาญนักแม้เมื่อครู่เกิดความกลัวภายในใจเขาสัมผัสมันได้ก่อนที่สีหน้าแต่ละคนจะแปรเปลี่ยนมีความมั่นใจมากขึ้น  เขาไม่รู้ว่าคนเหล่านี้คิดอะไรอยู่แต่ก็ดีแล้วที่พวกเขาไม่ขี้ขลาดคิดกลัว หากเป็นเช่นนั้นเขาคงไล่ตะเพิดให้กลับไปยังหมู่บ้านทันที

            “งั้นเตรียมตัวให้พร้อมข้างหน้ามีสัตว์อสูรวานรทมิฬอยู่ตัวหนึ่งมันเป็นสัตว์อสูรระดับ4” 

            ไป๋เหอกล่าวออกมาหน้าตาเฉยไม่มีความหวาดกลัวในคำพูดนั้นผิดแผกจากหลายคนที่งงเป็นไก่ตาแตกคิดว่าไป๋เหอรู้ได้อย่างไรว่าข้างหน้านั้นมีสัตว์อสูรทั้งที่พวกตนสัมผัสการมีอยู่ของมันไม่ได้เลย ถึงอย่างนั้นพวกเขาเหล่านั้นก็ไม่ได้ถามว่าทำไมถึงรู้ได้

            ผ่านไปไม่ถึงครึ่งก้านธูปเสียงราวกับพื้นดินกำลังแตกระเบิดดังเข้ามาเรื่อยๆ พวกเขารับรู้ได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กำลังวิ่งมาทางตนและจะเป็นอื่นใดไม่ได้เลยนอกจากเป็นสัตว์อสูรวานรทมิฬ เริ่มมีกลิ่นไอสังหารและพลังที่น่ากลัวส่งแผ่ออกมาทางด้านนั้นทุกคนพึงระมัดระวังตนเองพร้อมกับอาวุธในมือ

            “ทุกคนระวังมันใกล้เข้ามาแล้ว  ส่วนซวงเอ๋อร์เจ้าหลบไปอยู่อีกฟากหนึ่งก่อนพลังเจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน” ไป๋เหอส่งสัญญาณทันทีเมื่อรับรู้ถึงความอันตราย

            พวกเขาจดจ้องเสียงนั้นที่ดังเข้ามาเรื่อยๆมือเริ่มมีเม็ดเหงื่อใบหน้าเริ่มซีดแต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังคงตั้งท่าเตรียมความพร้อมก่อนที่จะได้ยินเสียงของไป๋เหอกล่าวขึ้นอีกครั้ง

            “เราต้องฆ่ามันให้ได้เพราะนั่นเป็นส่วนผสมหลักของยาที่เราหาอยู่แกนอสูรและเลือดของมันสำคัญอย่างยิ่ง”

            สิ้นเสียงแค่นั้นทุกคนก็มีใบหน้าเข้มขึ้นกระชับอาวุธในมือให้แน่นพร้อมจู่โจมและจ้องมองสัตว์อสูรที่กำลังใกล้เข้ามาทุกที  ก่อนจะเห็นมันกระโดดอ้าปากพุ่งมาแต่ไกลพร้อมกับปล่อยพลังไอสังหารหวังทำลายศัตรูให้สิ้นซาก

            ไป๋เหอรู้ถึงความแข็งแกร่งของมันชายหนุ่มเบี่ยงตัวหลบไปยืนอยู่ที่ซวงเอ๋อร์ยืน  เขาจ้องมองว่าทั้ง 4คนนั้นจะตั้งรับมันได้อย่างไร มีทางเดียวพวกนั้นจะรอดก็คือห้ามประมาทแม้แต่นิดเดียวนั่นหมายถึงชีวิตจะได้แกนอสูรหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาทั้งหมดว่าจะมีความสามารถมากเพียงใด

            ไป๋เหอเชื่อมั่นว่าพวกเขาเหล่านั้นสามารถกำจัดวานรทมิฬได้แต่ก็ไม่รู้ว่าจะกี่กระบวนท่าเท่านั้น

            “วิชากระบี่เลือนลับ”หลินปอคำรามออกมาปล่อยพลังลมปราณจากระบี่พุ่งเป้าไปยังวานรที่กำลังจะโจมด้วยกรงเล็บของมัน

            แต่ดูท่าแล้ววิชากระบี่เลือนลับระดับกลางไม่เพียงแต่ไม่สะเทือนผิวหนังของมันยังกลับทำให้มันโกรธปล่อยพลังปราณบ้าคลั่งออกมาอีก

            “เป็นไปได้อย่างไรกัน” หลินปอและคนอื่นตกตะลึงนั่นถือว่าเป็นเคล็ดวิชาสุดยอดที่พวกเขามีถือว่าดีที่สุดแล้วเหตุใดผิวของมันถึงไม่ระคายเคืองแม้แต่น้อย

            เมื่อทำให้มันโกรธมันก็พุ่งหมายใช้กรงเล็บยาวของมันฉีกร่างพวกเขาออกมาเป็นชิ้นๆ ด้วยความรวดเร็วและมีพละกำลังมหาศาลวานรทมิฬเข้าจู่โจมพวกเขาอย่างรวดเร็ว

            หลินปอและคนอื่นๆ กระโดดหนีไปคนละทิศคนละทางพื้นที่พวกเขายืนอยู่ตอนนี้เห็นเป็นรอยคราบเท้าของมันปรากฏที่พื้นแตกเป็นใยแมงมุม หากพวกเขาโดนฝ่าเท้านี่เข้าไปมีหวังคงกระอักเลือดคำโต

            ไป๋เหอได้แต่ส่งกำลังใจให้พวกเขาต่อสู้หวังว่าจะชนะ

            “พี่ไป๋เหอพวกเขาจะสู้มันได้หรือไม่”ซวงเอ๋อร์มีใบหน้าแตกตื่นนางเห็นวานรยักษ์ตัวโตแยกเขี้ยวยาวแหลมคมท่วงท่าก็รวดเร็วกำลังไล่ล่าชายทั้ง4 ทำให้นางขนลุกซู่นึกหวาดกลัวได้แต่เกาะแขนพี่ชายไว้แน่น

            “ข้าว่าต่อสู้ได้อยู่แล้วเอาละเจ้าอย่าไปสนใจพวกเขาเลยเราไปหาสมุนไพรกันดีกว่า”

            “เจ้าค่ะ” หญิงสาวเดินตามเขาไปอย่างว่าง่ายแต่ก็แอบชำเลืองมอง 4คนที่กำลังต่อสู้กับสัตว์อสูร นางแอบหวั่นใจอยู่ไม่น้อยกลัวว่าพวกเขาไม่สามารถจะเอาชนะมันได้

            ผ่านไปราว 1ก้านธูปไป๋เหอก็สามารถเก็บสมุนไพรได้ถึง 2 ชนิดแล้ว ตอนนี้ขาดเหลืออีก 3 อย่างและ1 ในนั้นก็คือแก่นอสูรระดับ 4 กับเลือดของมัน

            “เดี๋ยวเราไปดูพวกนั้นก่อนดีกว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้”

            “เจ้าค่ะ”




    ปลดล๊อกอ่านฟรีวันละ 1 ตอน

    สามารถซื้อเหรียญอ่านล่วงหน้าหากอ่านตอนเดียวไม่จุใจ

    หากผิดพลาดประการใดต้องขออภัยอย่างยิ่ง

    ขอบคุณที่คอยติดตามกันตลอดนะครับและจะพัฒนาการบรรยายให้ดียิ่งขึ้นครับ