ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 388 : เสียงกระซิบจากวิมาน

จารึกที่ 388 : เสียงกระซิบจากวิมาน : ปลุกวิญญาณกบฏบรรพกาล


ภายในถ้ำใต้บาดาลอันมืดมิด อาเจียยังคงยืนหลับตาพริ้ม ฝ่ามือขวาทาบสนิทอยู่บนศิลาดำแห่งความทรงจำ สายใยวิญญาณอันแผ่วเบาที่ทอดยาวข้ามผ่านชั้นมิติ เชื่อมต่อเขากับ 'อักขระทวนกระแสวัฏจักร' ที่บัดนี้แฝงตัวอยู่ใต้บัลลังก์ดาราของมหาราชันย์เซียนบนวิหารเทพอนันตกาล


คลื่นความถี่ที่สะท้อนกลับมา มิใช่ภาพและเสียงที่ชัดเจนประดุจกระจกเงา ทว่ามันคือ 'การสั่นพ้องของความหมาย' ที่อาเจียต้องนำมาประกอบร่างขึ้นใหม่ในห้วงความคิด


"...ข้าได้กางม่านผนึกวัฏจักร ปิดล้อมน่านฟ้าของพวกมันไว้แล้ว"


นี่คือประโยคสุดท้ายที่อาเจียสัมผัสได้ก่อนที่อักขระทวนกระแสจะแทรกซึมเข้าสู่รากฐานเสาหยกขาวในห้องโถงพิพากษา จากนั้น ความเงียบอันหนักอึ้งก็ครอบงำห้วงนิมิตไปชั่วขณะ ก่อนที่กระแสความถี่จะเริ่มชัดเจนขึ้นอีกครั้ง


"ทว่า... การปิดล้อมย่อมไม่อาจบดขยี้เสี้ยนหนามที่หยั่งรากลึก" สุรเสียงของมหาราชันย์เซียนที่ไร้อารมณ์ความรู้สึก ดังสะท้อนในโสตประสาทของอาเจีย "อักขระสูญตา... วิถีที่ดื้อรั้นและฝืนตรรกะแห่งขุมนรก หากพวกมันยังมีลมหายใจ บัลลังก์แห่งกฎเกณฑ์ย่อมไม่อาจสงบสุข เทียนหยวน เจ้ากล่าวว่ามันลอกเลียนวิถีของราชาองค์ก่อนเช่นนั้นหรือ?"


"มิใช่เพียงลอกเลียนพ่ะย่ะค่ะ!" มหาปราชญ์เทียนหยวนตอบกลับ น้ำเสียงแฝงความคับแค้นที่พยายามกดข่ม "มันอ้างว่ากำลัง 'เขียนใหม่' ตราชั่งแห่งสวรรค์ของข้าถูกทำลายด้วยความว่างเปล่า... พลังของมันประหลาดนัก ไม่เน้นการทำลายล้าง ทว่าเน้นการลบล้างจุดอ้างอิง"


"เช่นนั้น การส่งกองทัพหรือผู้คุมกฎลงไปปะทะด้วยกำลัง ย่อมเป็นการเดินตามหมากที่มันวางไว้" มหาราชันย์เซียนสรุปความอย่างเยือกเย็น "ผู้ที่ยึดมั่นในวิถีแห่งอักขระ มักจะมีจุดอ่อนที่ความผูกพันต่อรากฐานและประวัติศาสตร์... ในเมื่อมันอวดอ้างว่าตนคือผู้สืบทอดที่ชอบธรรม ข้าก็จะส่ง 'ความทรงจำที่เน่าเฟะ' ลงไปทำลายความชอบธรรมนั้น"


อาเจียหรี่ตาลงในความมืดมิดของถ้ำใต้บาดาล คลื่นความถี่จากเบื้องบนเริ่มปั่นป่วนเมื่อมหาราชันย์เซียนปลดปล่อยปราณอำนาจ


"เบิกตัว 'หมางเซียว' กบฏแห่งยุคบรรพกาล... ผู้ละทิ้งพู่กันและคุกเข่าต่อสวรรค์"


สิ้นคำประกาศิตของจ้าวแห่งสามภพ อาเจียสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความตายที่เหม็นสาบและเย็นเยียบ พวยพุ่งขึ้นมาจากส่วนลึกของคุกสวรรค์ มันคือความถี่ของวิญญาณที่ถูกทรมานจนแตกสลาย ทว่าถูกปะติดปะต่อขึ้นใหม่ด้วยเศษซากความเคียดแค้น!


"หมางเซียว..." มู่เฉินที่ลอยตัวอยู่ข้างกายอาเจีย พลันเบิกตากว้าง ร่างวิญญาณของบรรพชนเฒ่าสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ "ไอ้คนทรยศ! มัน... สวรรค์ยังเก็บวิญญาณของมันไว้อีกหรือ!"


อาเจียถอนมือออกจากศิลาดำ ลืมตาขึ้นช้าๆ "ท่านอาจารย์รู้จักนามนี้หรือขอรับ?"


"มันคือรอยด่างพร้อยที่อัปยศที่สุดในประวัติศาสตร์สำนักหมื่นอักขระ!" มู่เฉินกำหมัดแน่น ใบหน้าที่เคยเปี่ยมด้วยความเมตตาบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว "หมางเซียว คือศิษย์เอกของราชาองค์ก่อน... ผู้ที่ควรจะได้สืบทอดพู่กันนิรันดร์! ทว่าในวันที่ดวงตาอสนีบาตของสวรรค์บดขยี้แผ่นดิน มันกลับขโมย 'ผังชีพจรดิน' ไปมอบให้แก่วิหารเทพ เพื่อแลกกับความเป็นอมตะ! การทรยศของมัน ทำให้ค่ายกลพิทักษ์ทวีปพังทลาย และราชาองค์ก่อนต้องสละชีพเพื่อปิดรอยรั่วนั้น!"


อาเจียรับฟังด้วยความสงบนิ่ง ทว่านัยน์ตาสีเทาเงินยวงกลับเย็นเยียบประดุจน้ำแข็งพันปี "มิน่าเล่า... มหาราชันย์เซียนถึงเลือกส่งมันลงมา การปะทะกับผู้ที่รู้แจ้งในวิถีอักขระ (แม้จะบิดเบี้ยวไปแล้ว) ย่อมสร้างความกดดันทางอุดมการณ์ได้มากกว่าการส่งยอดฝีมือที่ไร้สมอง"


"อาเจีย เจ้าต้องระวัง! แม้มันจะทอดทิ้งวิถีอักขระไปรับใช้สวรรค์ ทว่ารากฐานความรู้ที่มันเคยมีนั้นลึกล้ำยิ่งนัก!" มู่เฉินเตือนด้วยความเป็นห่วง


"ผู้ที่คุกเข่าทิ้งพู่กันไปแล้ว ย่อมมิอาจขีดเขียนความจริงได้อีก ท่านอาจารย์" อาเจียสะบัดชายอาภรณ์ ก้าวเดินออกจากถ้ำใต้บาดาลมุ่งหน้าสู่พื้นผิวดิน "หากสวรรค์คิดจะใช้เศษขยะในอดีตมาบั่นทอนจิตใจข้า ข้าก็จะใช้เศษขยะชิ้นนั้น เป็นปุ๋ยบำรุงความศรัทธาของศิษย์รุ่นใหม่เสียเลย"


เมื่ออาเจียปรากฏตัวขึ้นที่ลานประธาน หอคัมภีร์หมื่นอักขระยังคงตั้งตระหง่านอยู่ใต้แสงตะวันจำลองสีเทาเงินยวง สหายทั้งห้าและศิษย์รุ่นแรกกำลังฝึกฝนกันอย่างขะมักเขม้น ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของราชาผู้ถือพู่กัน ทุกคนก็หยุดชะงักและก้าวเข้ามารวมตัวกันทันที


"เกิดเรื่องอันใดขึ้น อาเจีย? ปรสิตที่เจ้าส่งไป ได้ยินความลับใดมาหรือ?" เฟิงอี้หรานเอ่ยถามอย่างร้อนรน


"วิหารเทพอนันตกาลกำลังส่ง 'หมางเซียว' อดีตศิษย์ทรยศแห่งสำนักหมื่นอักขระ ลงมาเพื่อทำลายความชอบธรรมของเรา" อาเจียตอบเสียงเรียบ พลางกวาดสายตามองหลินตงและศิษย์รุ่นแรกทั้งห้า "ศัตรูครานี้ มิได้พกพาความพินาศทางกายภาพมาเป็นหลัก ทว่ามันพกพา 'สงครามจิตวิทยา' มาเพื่อบดขยี้รากฐานความเชื่อมั่นของพวกเรา"


"คนทรยศงั้นหรือ!" ฉินมู่หลางตบด้ามกระบี่ดังปัง "หากมันกล้าโผล่หัวมา ข้าจะตัดหัวมันเสียก่อนที่มันจะได้อ้าปากพ่นคำปด!"


"การตัดคอคนทรยศนั้นง่ายดาย พี่มู่หลาง ทว่าการตัดคอก็มิอาจลบล้างถ้อยคำที่มันตั้งใจจะมาหว่านล้อมผู้คนได้" อาเจียส่ายศีรษะ ชายหนุ่มหันไปหาเย่ปิงอวิ๋นและหลินชิงเสวี่ย "ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น ข้าต้องการให้พวกเจ้ากาง 'ม่านสะท้อนเงา' ซ้อนทับไว้ด้านในของค่ายกลคลุมนภา อย่าเพิ่งลงมือสังหารมันทันทีที่มันมาถึง ปล่อยให้มันก้าวเข้ามา และให้มันพูดในสิ่งที่มันเตรียมมา"


"เจ้าจะยอมให้มันเป่าหูศิษย์ของเรางั้นหรือ?" หลินชิงเสวี่ยขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ


"หากศรัทธาของศิษย์เรา เปราะบางเพียงแค่ลมปากของคนทรยศ พวกเขาก็ย่อมไม่คู่ควรที่จะแบกรับวิถีแห่งหมื่นอักขระ"


อาเจียทอดสายตามองหลินตงและศิษย์อีกสี่คน "พวกเจ้าจงฟังให้ดี... วิถีแห่งการบัญญัติ มิใช่การปิดหูปิดตาและเชื่อฟังอาจารย์อย่างมืดบอด ทว่าคือการยืนหยัดเผชิญหน้ากับความลวงโลก และใช้สติปัญญาแยกแยะสัจธรรม... วันนี้ พวกเจ้าจะได้เห็นว่า จุดจบของผู้ที่ละทิ้งวิถีเต๋าเพื่อก้มหัวให้กฎเกณฑ์ของผู้อื่น จะมีสภาพที่น่าเวทนาเพียงใด"


หลินตงกำหมัดแน่น แววตาของเด็กหนุ่มมิได้มีความหวาดกลัว ทว่าเต็มไปด้วยความกระหายที่จะพิสูจน์เจตจำนงของตนเอง "ข้าน้อยจะจดจำและเรียนรู้จากทุกการกระทำของท่านปรมาจารย์ขอรับ"


เพียงไม่กี่ทิวาราตรีผ่านพ้นไป ความกดดันที่เคยกดทับอยู่นอกม่านผนึกวัฏจักรก็เริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลง ท้องฟ้าสีดำทะมึนเหนือหุบเขาศิลาจารึก เกิดรอยปริแตกเป็นทางยาว แสงสีทองคล้ำที่แฝงไปด้วยความเน่าเฟะ สาดส่องลงมากระทบม่านค่ายกลคลุมนภา!


จากรอยแยกนั้น ร่างของบุรุษผู้หนึ่งค่อยๆ ลอยต่ำลงมา เขาสวมชุดเกราะเก่าคร่ำคร่าที่เต็มไปด้วยรอยสนิมสีเลือด ใบหน้าของเขาซูบตอบและขาวซีดประดุจศพ ทว่าดวงตากลับทอประกายความบ้าคลั่งและเคียดแค้น รอบกายของเขามีเส้นสายอักขระที่บิดเบี้ยวและพังทลายล่องลอยอยู่ มันคืออักขระที่สูญเสียความหมายไปแล้ว!


นี่คือ 'หมางเซียว' กบฏแห่งยุคบรรพกาล!


ทันทีที่เท้าของหมางเซียวสัมผัสกับม่านค่ายกลคลุมนภาของอาเจีย มันมิได้ถูกดีดสะท้อนกลับไป ทว่าม่านมิตินั้นกลับค่อยๆ เปิดช่องว่างให้มันก้าวเข้ามาอย่างง่ายดาย! นี่คือการจงใจเปิดประตูต้อนรับของเจ้าบ้าน


หมางเซียวลอยตัวลงมาหยุดอยู่เหนือลานประธาน มันกวาดสายตามองหอคัมภีร์ที่สร้างขึ้นใหม่ มองกองทัพพยนต์ศิลา และมองมายังอาเจียที่ยืนเอามือไพล่หลังรอรับแขกอยู่


"ฮ่าๆๆ... สำนักหมื่นอักขระ..." เสียงหัวเราะของหมางเซียวแหบแห้งและดังก้องประดุจเสียงขูดเหล็ก "หลายหมื่นปีผ่านไป ก็ยังมีพวกโง่เขลาที่พยายามสร้างเศษซากปรักหักพังนี้ขึ้นมาใหม่อีกหรือ? พวกเจ้าคิดว่าการมีหุ่นหินไม่กี่ตัว จะทำให้พวกเจ้าพ้นจากเงื้อมมือของสวรรค์ได้งั้นหรือ!"


อาเจียมิได้แสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยว ชายหนุ่มคลี่พัดจีบกระดูกหยกโบกพัดเบาๆ ท่าทางสบายๆ ราวกับกำลังชมงิ้วฉากหนึ่ง


"ข้าน้อยนึกว่าวิหารเทพจะส่งทูตที่มีเกียรติยศมาเยือน... ทว่ากลับส่งสุนัขแก่ที่ถูกล่ามโซ่มาเห่าหอนหน้าบ้าน ข้าน้อยช่างผิดหวังนัก" อาเจียเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเสียดแทงลึกถึงแก่นกระดูก


คำกล่าวของอาเจียทำให้รอยยิ้มเย้ยหยันของหมางเซียวบิดเบี้ยวทันที "หุบปาก! เจ้าเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำ! เจ้าอวดอ้างตนว่าเป็นราชาแห่งหมื่นอักขระ ทว่าเจ้าไม่รู้เลยว่าวิถีที่เจ้ากำลังเดินอยู่นั้น มันคือหนทางสู่ขุมนรก! ราชาองค์ก่อนดื้อรั้นจนพาพวกเราไปตาย ข้าต่างหากคือผู้ที่รู้แจ้ง! ข้าเลือกที่จะมอบแผ่นดินให้สวรรค์ เพื่อรักษาชีวิตและมรดกบางส่วนไว้!"


หมางเซียวชี้หน้าอาเจีย นิ้วมือที่ผอมเกร็งสั่นเทาด้วยความบ้าคลั่ง "จงคุกเข่าลงเสีย! ส่งมอบพู่กันนิรันดร์และชีพจรดินให้ข้า! แล้วข้าจะกราบทูลมหาราชันย์เซียน ให้ละเว้นวิญญาณของพวกเจ้า ให้พวกเจ้าได้เป็นทาสรับใช้บนสวรรค์ไปตลอดกาล! ดีกว่าต้องกลายเป็นผุยผงอยู่ใต้แผ่นดินนี้!"


ถ้อยคำของหมางเซียวดังกังวานไปถึงชุมชนผู้ลี้ภัยเบื้องล่าง ความเงียบสงัดเข้าปกคลุม ทุกคนต่างรอคอยปฏิกิริยาของราชาผู้ถือพู่กัน


อาเจียหุบพัดจีบดังฉับ ชายหนุ่มทอดถอนใจยาว แววตาของเขาเปลี่ยนจากความเย็นเยียบเป็นความสมเพชอย่างสุดซึ้ง


"ท่านขายบ้านเกิดเพื่อแลกกับลมหายใจที่ถูกล่ามโซ่..." อาเจียก้าวเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รัศมีแห่งผู้บัญญัติความจริงแผ่ซ่านออกมากดทับวิญญาณเน่าเฟะของศัตรู "ท่านทรยศอาจารย์ เพื่อแลกกับความเป็นอมตะที่ต้องคุกเข่ารับใช้ผู้อื่น... ท่านหมางเซียว ท่านคิดจริงๆ หรือว่า สิ่งที่ท่านครอบครองอยู่ตอนนี้ เรียกว่า 'ชีวิต' ?"


อาเจียยกมือซ้ายขึ้น พู่กันนิรันดร์ปรากฏในกำมือ ปลายขนพู่กันเปล่งแสงสีเทาเงินยวงที่บริสุทธิ์และลึกล้ำ


"สวรรค์ส่งท่านลงมาเพื่อทำลายศรัทธาของพวกเรา... ทว่าข้า จะใช้ความเวทนาของท่าน เป็นบทเรียนแรกให้แก่ศิษย์ของข้า" อาเจียตวัดพู่กันชี้ตรงไปยังใบหน้าอันบิดเบี้ยวของกบฏบรรพกาล "จงแสดงให้พวกเราดูเถิด อดีตศิษย์เอกแห่งหมื่นอักขระ... ว่าวิชาที่ท่านขายวิญญาณแลกมา จะมีน้ำหนักพอที่จะหักล้างสัจธรรมที่แท้จริงได้หรือไม่!"


การปะทะคารมสิ้นสุดลงด้วยการท้าทายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง หมางเซียวผู้เต็มไปด้วยความเคียดแค้น แผดเสียงคำราม ปลดปล่อยอักขระที่บิดเบี้ยวและเน่าเฟะพุ่งเข้าใส่อาเจีย หมายจะฉีกกระชากผู้สืบทอดที่ชอบธรรมให้แหลกสลาย สมรภูมิระหว่างผู้พิทักษ์ความจริงและผู้ทรยศอดีต ได้เปิดม่านขึ้นแล้ว!