ลมแดดร้อนกลางวสันต์มาเยือนแล้ว
ยามเว่ย[1]เสวี่ยเหมยชวนพวกจางเหว่ยและจางเหล่ยพร้อมด้วยสาวใช้คนสนิทข้างกายไปหออิงถงที่กำลังเปิดใหม่ นางได้ยินมาว่าอาหารที่นั่นนั้นรสเลิศ แม้เพิ่งมาเปิดใหม่ได้ไม่กี่วันก็ได้การตอบรับเป็อย่างดี ว่ากันว่าเถ้าแก่เนี้ยของร้านอาหารแห่งนี้มาไกลจากเมืองฟาไฉ่ ซึ่งเป็เมืองหลวงของแคว้นฝูหยวนเลยทีเดียว
บนถนนผู้คนเดินขวักไขว่กันไปมา หากใครก็ตามที่ตั้งใจมองดูให้ดีแล้วละก็จะเห็นดรุณีน้อยทั้งสองที่กำลังงดงามบานสะพรั่งเดินเคียงข้างกันอยู่ แต่ว่าเสวี่ยเหมยในตอนนี้นางกลับสวมชุดบุรุษเดินด้วยท่าทางห้าวหาญ นางอายุได้สิบสี่ปีแล้วใบหน้าจึงส่องประกายความงดงามชวนให้ผู้คนหลงใหลไม่น้อย ท่าทางร่าเริงแจ่มใสที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ หากนางมิได้สวมชุดเฉกเช่นชายออกมาจากจวน ในเมืองหมานตอนนี้คงได้มีข่าวประกาศก้องทั่วหล้าแล้วว่านางคือโฉมสะคราญอันดับหนึ่งในแคว้นฝูหยวนเป็แน่!
นางกลับใช้ความงามของตนเองไม่เป็!
ซิงซิงสาวใช้ข้างกายทำได้เพียงแต่ทอดถอนใจอยู่ข้างๆ ผู้เป็นายเท่านั้น และตัวนางเองในตอนนี้อายุก็นับได้ว่าสิบเก้าปีแล้ว แต่กลับไร้วี่แววคนเคียงคู่ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ซิงซิงสนอกสนใจสักนิด ที่นางกังวลใจก็คือปีหน้าคุณหนูของนางก็จะถึงวัยปักปิ่น[2]เสียที แต่เมื่อยามนั้นมาถึงจะมีแม่สื่อที่ไหนมาทาบทามสู่ขอกันเล่า! แค่คิดสีหน้าของนางก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่
คุณหนูของนางยามนี้ถึงกับอยู่ในคราบบุรุษ คุณหนูทำเช่นนี้ไม่ถูกเลยสักนิด และด้วยตัวนางเองก็เหมือนกำลังอยู่ท่ามกลางชายฉกรรจ์ถึงสามคนเช่นนี้ บ่าวชายบ้านไหนจะมาสู่ขอนางกันเล่า! ซิงซิงได้แต่คร่ำครวญอยู่ภายในและก็มิอาจปลดปล่อยออกมาให้คนรับรู้ได้เช่นกัน
“อ่ะ ให้เ้า” จู่ๆ ก็มีเสียงชายหนุ่มดังแทรกขึ้นมา ซิงซิงจึงหันไปมองทางต้นเสียง จึงได้เห็นจางเหว่ยยื่นปิ่นไม้ปักผมดอกอิงฮวา[3]ให้ นางเห็นแววตาของจางเหว่ยที่มองมาไม่รู้สึกประหลาดเลยสักนิด
ความจริงที่เขามีใจให้นาง ซิงซิงนั้นรู้นานแล้ว เพราะชายหนุ่มตรงหน้านั้นเก็บซ่อนความรักที่มีต่อนางไม่เก่งเอาเสียเลย นางแค่ไม่อยากรับความรู้สึกเขา จางจิ้งแม่ของจางเหว่ยเป็ถึงหัวหน้าสาวใช้ ส่วนพ่อของเขาเป็ถึงผู้ช่วยคนสนิทของแม่ทัพเสวี่ย ตำแหน่งเช่นนี้ก็ทำให้ผู้คนเคารพมากแล้ว นางไม่อยากให้น้าจิ้งที่คอยชุบเลี้ยงนางมาั้แ่เด็กเสียใจ ไม่อยากโดนตราหน้าว่าอยากไต่เต้า ใฝ่สูงกว่าฐานะตนเองในตอนนี้ นางขอแค่คนธรรมดาหรือเป็บ่าวระดับเดียวกันจะดีกว่า
ถึงแม้ว่านางจะรู้สึกชอบจางเหว่ยแล้วก็ตาม...
“ท่านเก็บไว้เถอะ ข้าไม่้า”
“จะให้ข้าเก็บไว้ได้อย่างไร ข้าเป็ชายต้องปักปิ่นเสียที่ไหน” เสียงบ่นของจางเหว่ยดังขึ้นอีกแล้ว ทางเสวี่ยเหมยจึงอดยกมือมาบดบังหูน้อยๆ ของนางไม่ได้
สุดท้ายเสวี่ยเหมยทนไม่ได้จึงกล่าวออกไปว่า “เ้าก็รับไว้เถอะ ข้าไม่อยากหูชาหรอกนะตอนนี้” พอซิงซิงได้ยินนางเอ่ยจึงจำใจรับปิ่นไม้นั้นมาไว้ ปิ่นปักผมที่จางเหว่ยให้เป็แค่ปิ่นไม้ธรรมดาแท้ๆ แต่นางกลับรู้สึกได้ว่ามันแหลมคมยิ่งนัก คมจนบาดใจดวงน้อยของนางเสียย่อยยับ...
“เสี่ยวซิงเ้าก็อยากเรียนคัดอักษรมิใช่หรือ ขากลับข้าจะซื้อให้เ้าสักชุด” เมื่อเสียงของบุรุษที่เงียบมาตลอดทางดังขึ้นทุกคนก็พากันหันไปมองทันที
จางเหว่ยกับจางเหล่ยนั้นเป็ฝาแฝดกัน ชนิดที่ว่าเหมือนกันจนแยกไม่ออก แต่ทว่านิสัยกลับต่างกันลิบลับ จางเหว่ยนั้นเป็คนร่าเริงและค่อนข้างพูดมาก ผิดกับจางเหล่ยที่เป็คนสุขุมและเฉยชา นานครั้งจึงจะได้ยินเสียงเขาเปล่งออกมา
ซิงซิงยิ้มอย่างดีใจ “ท่านจำได้! พี่เหล่ยพี่ต้องซื้อให้ข้าจริงๆ นะ”
เมื่อคำว่า ‘พี่’ ออกมาจากปากซิงซิงนั้น ทำเอาจางเหว่ยสีหน้าดำคล้ำ หน้าตาบูดบึ้ง แม้แต่คุณหนูใหญ่ก็ชะงักไปตามๆ กัน
นางเรียกจางเหล่ยว่าพี่ได้ แค่กลับเรียกเขาอย่างสหาย!
ไม่ยุติธรรม
“รีบไปกันดีกว่า ข้าหิวจะแย่” เสวี่ยเหมยรีบขัดขึ้นมา หากช้ากว่านี้นางเกรงว่าสองพี่น้องตระกูลจางจากจวนแม่ทัพของนางจะมาทะเลาะให้ชาวบ้านดูกลางถนน แค่คิดก็อับอายแล้ว จางเหว่ยก็เหลือเกิน เขาไม่หัดหาสิ่งที่แม่หน้าในดวงใจชอบเล่า พี่ชายเขาก็สอนขนาดนี้ ไม่รู้จักทำอะไรเสียที หากนางโดนใครแย่งไปอย่ามาคุกเข่าอ้อนวอนคุณหนูเช่นนางก็แล้วกัน!
1 ยามเว่ย คือ เวลาประมาณ 13.00 น. – 15.00 น.
2 วัยปักปิ่น คือ หญิงสาวเมื่ออายุครบสิบห้าปีต้องเข้าร่วมพิธีนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอพร้อมออกแต่งงานแล้ว
3 ดอกอิงฮวา คือ ดอกซากุระ